ร.ต.อ.ชวลิต นาคปรีชา อดีตผู้บังคับกอง สภ.อ.ดอยสะเก็ด

0
680

สภ.อ.ดอยสะเก็ด มีประวัติว่าก่อตั้งแต่ปี พ.ศ.2445 นับได้ 104 ปีแล้วหัวหน้าสถานีตำรวจมีการบันทึกรวบรวมไว้ตามลำดับดังนี้

จ.ส.ต.งก ไม่มีนามสกุล จ.ส.ต.อ้าย อาจลพ
จ.ส.ต.หมื่นขวัญ มั่นคง ส.ต.อ.ใจ๋ บุญยัง
ส.ต.อ.ปั๋น ไม่ทราบนามสกุล จ.ส.ต.กรุง ชำนาญณรงค์
จ.ส.ต.หมื่นคล่องวิธีสืบ (ตำรวจยุคนั้นได้รับบรรดาศักดิ์เป็น “หมื่น”)
จ.ส.ต.แก้ว โพทะยะ ร.ต.ต.ลม่อม คล้ายสุวรรณ
ร.ต.ต.อ๊าตร์ สรพงษ์ ร.ต.ต.ดำรง เผ่าชัย
ร.ต.ต.ณรงค์ ชัยชมภู ร.ต.ต.ธนู คล้ายสุวรรณ
ร.ต.ท.คำ พุ่มมะลิ ร.ต.ต.ชวลิต นาคปรีชา (พ.ศ.2490-2493)
ฯลฯ

ร.ต.ต.ชวลิต นาคปรีชา หัวหน้า สภ.อ.ดอยสะเก็ด อันดับที่ 15 ผู้นี้ พบประวัติว่ามีชีวิตที่ผกผันอย่างยิ่ง เมื่อมารับราชการที่อำเภอดอยสะเก็ด แทนที่จะก้าวหน้าเหมือนดังคนอื่น กลับประสบปัญหาในการทำงานจนถึงกับต้องออกจากราชการในที่สุดแม้จะไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพรับราชการแต่รุ่นลูกคนหนึ่งประสบความสำเร็จด้านรับราชการจนถึงตำแหน่งผู้บริหารระดับจังหวัด คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้นั้นคือ นายอุทัย นาคปรีชา อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ , ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม , ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น , ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางและเกษียณราชการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยเขต 10

ร.ต.อ.ชวลิต นาคปรีชา
อดีตผู้บังคับกอง สภ.อ.ดอยสะเก็ด

ร.ต.อ.ชวลิต เดิมชื่อ บุญช่วย นาคปรีชาเป็นบุตรของนายนาค นาคปรีชา รับราชการเป็นปลัดอำเภอหลายอำเภอ และนางนำ มีพี่น้อง 3 คน คือ ร.ต.อ.วรรณ นาคปรีชา อดีตผู้บังคับกอง สภ.อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน , ร.ต.อ.ชวลิต นาคปรีชา และนายโสภณ นาคปรีชา

ร.ต.อ.ชวลิต นาคปรีชา เคยรับราชการเป็นปลัดอำเภอสันกำแพง , ปลัดอำเภอชัยบาดาล จังหวัดสระบุรี , ปลัดอำเภอหนองแซง จังหวัดสระบุรี ต่อมาจึงโอนมาเป็นข้าราชการตำรวจเนื่องจากกระทรวงมหาดไทยโอนการสอบสวนคดีอาญาจากฝ่ายอำเภอมายังกรมตำรวจ ทางกรมตำรวจจึงขอความสมัครใจปลัดอำเภอที่มีความสามารถทางด้านการสอบสวนคดีโอนมาเป็นตำรวจ ครั้งแรกได้รับยศจ่านายสิบตำรวจ หลังจากเป็นตำรวจแล้วย้ายไปอยู่ สภ.อ.ชัยบาดาล ซึ่งเปลี่ยนมาขึ้นกับจังหวัดลพบุรีจนได้รับยศร้อยตำรวจตรีต่อมาปี พ.ศ.2484 ย้ายเป็นหัวหน้าสภ.อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ย้ายเป็นหัวหน้าสภ.อ.หนองแซง จ.สระบุรี ต่อมาย้ายเป็นผู้บังคับหมวด สภ.อ.เมืองเชียงใหม่

นายอุทัย นาคปรีชา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ได่เล่าเกี่ยวกับวิถีชีวิตของคุณพ่อว่า

“พ่อซื้อบ้านเก่าๆ อยู่หลังร้านบุญตันโอสถที่สี่แยกช้างม่อยแล้วพวกเราก็อพยพจากบ้านหลวง (ข้างสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองเชียงใหม่) มาอยู่ที่นี่ ข้างบ้านเป็นบ้านของนายคำ อินทวงศ์ ซึ่งเป็นปลัดอำเภอเก่าและรู้จักกันกับพ่อมาก่อน อาว์คำมีลูกสาวอยู่คนหนึ่ง ชื่อ รำพัน อินทวงศ์ เรียนอยู่ชั้น ม.3 โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพบ้านเราและบ้านอาว์คำสนิทสนมกันเหมือนญาติ สี่แยกช้างม่อยนี้เป็นถิ่นเดิมของแม่ส่วนพ่อก็มีญาติทางพ่อและทางแม่ซึ่งพ่อก็ไปมาหาสู่กับเขาเสมอ ที่ดินที่หน้าบ้านมีเหลือพ่อเลยทำห้องแถวประมาณหน้ากว้างสองห้องชั้นเดียวให้พี่ลัยเปิดเป็นร้านทำผมและเย็บเสื้อผ้า ส่วนพี่ชายเรียนจบแล้วมาทำงานที่เชียงใหม่ งานแรก คือไปทำที่โรงบ่มใบยาที่แม่ขิ อ.ฝาง พ่อคงเอาไปฝากเขาไว้เพราะพ่อรู้จักคนเยอะ ไปทำได้ไม่นานพ่อก็เอากลับมาโดยพ่อเปิดร้านขายส่งสุราโรง (เหล้าขาว) ให้ที่อำเภอดอยสะเก็ด”

ต่อมาปี พ.ศ.2490 ร.ต.อ.ชวลิต นาคปรีชา ย้ายมาเป็นหัวหน้า สภ.อ.ดอยสะเก็ด และต้องประสบปัญหาในเวลาต่อมา

“ที่ดอยสะเก็ดนี้มีเรื่องเกิดขึ้นกับพ่อมากมาย มีเรื่องตำรวจถูกฆ่าตายเพราะแย่งสาวรำวงในงานวัด แล้วชาวบ้านที่ฆ่าตำรวจถูกตำรวจจับและเสียชีวิตในภายหลังพ่อเป็นพนักงานสอบสวนในคดีที่ตำรวจถูกกล่าวหาว่าฆ่าคนตาย แต่แล้วพ่อก็ถูกโจทก์ฟ้องเป็นคดีต่อศาลว่า ใช้อำนาจและตำแหน่งหน้าที่ในฐานะพนักงานสอบสวนช่วยผู้กระทำผิดให้พ้นโทษ สู้คดีกันในชั้นศาลอยู่หลายปี ตำรวจที่ถูกกล่าวหาว่าฆ่าคนตายติดคุก พ่อก็ถูกลงโทษแต่ศาลให้รอการลงอาญาไว้ ระหว่างต้องคดี กรมตำรวจไม่ได้สั่งพักราชการ ยังกรุณาให้รับราชการอยู่แต่ให้ย้ายจากอำเภอดอยสะเก็ดไปอยู่อำเภอขานุวรลักณ์บุรี จ.กำแพงเพรช อำเภอนี้ชาวบ้านเรียกว่าอำเภอแสนตอ เวลาไปต้องไปลงรถยนต์โดยสารที่สลกบาตรแล้วเดินลัดทุ่งไปอีกประมาณ 7-8 กิโลเมตร คราวมหาวิทยาลัยปิดภาคเรียน ผมกลับบ้าน พ่อแม่อยู่ที่ไหนที่นั่นก็คือบ้านของเรา พ่อเดินเข้าตัวอำเภอก่อนจะถึงบ้านต้องผ่านโรงพักก่อน เพราะบ้านอยู่หลังโรงพัก เป็นผู้หญิงนุ่งผ้าถุงกำลังเคาะแผ่นเหล็กบอกเวลาอยู่บนโรงพัก ถามพ่อว่าโรงพักที่นี่มีตำรวจหญิงด้วยหรือ พ่อบอกว่าไม่ใช่ตำรวจแต่เป็นเมียตำรวจ ผัวมักจะไปทอดแหหาปลาให้เมียเฝ้าโรงพักแทนเพราะไม่ค่อยมีคดี ต่อมาพ่อย้ายจากขานุฯ มาอยู่อำเภอสวรรคโลก จ.สุโขทัย แล้วย้ายไปอยู่อำเภอเมืองจังหวัดกำแพงเพรช ศาลมีคำพิพากษาช่วงที่พ่ออยู่กำแพงเพรชนี้เอง พอไม่อุทธรณ์ คดีถึงที่สุด ในทางวิสัยพ่อถูกปลดออกจากราชการโดยไม่มีเบี้ยหวัดหรือบำเหน็จบำนาญอะไรทั้งสิ้น…”

โรงพักดอยสะเก็ด ในอดีต

หลังจากนั้น ร.ต.อ.ชวลิต นาคปรีชา เข้าทำงานบริษัทเลยมอนด์ที่อำเภอเมืองจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งต่อมามีพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม จึงได้รับบำนาญ หลังจากนั้นได้ตั้งรกรากอยู่ที่อำเภอเมืองพิษณุโลกใช้ชีวิตเรียบง่ายและได้ศึกษาคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ.2536 ขณะอายุ 94 ปี

ด้านครอบครัว ร.ต.อ.ชวลิต นาคปรีชา ขณะย้ายมารับราชการที่เมืองเชียงใหม่ได้พบรักและแต่งงานกับนางจนทร์นวล ไทยซีนี ชาวบ้านช้างม่อยเมื่อปี พ.ศ.2467 มีบุตรธิดารวม 11 คน คือ นายอุกฤษฏ์ , นางอุไร (วลัยพร รุจิณรงค์) , นายอุทัย , นายอุดม , นายนิยม , นางนวลจันทร์ (จำปาทอง) , นายยุทธนันท์ , นางจงจิตร , นายสันติ , นายศิริ และนางจิรนัย

บุตรชายคนหนึ่งที่เป็นที่ภาคภูมิใจ คือ นายอุทัย นาคปรีชา อดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ , ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม , ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางและเกษียณราชการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทยเขต 10.

(รวบรวมข้อมูลโดย พ.ต.ท.อนุ เนินหาด รอง ผกก.สส.สภ.อ.ดอยสะเก็ด จากบันทึกส่วนหนึ่งของนายอุทัย นาคปรีชา ปัจจุบันภาพถ่ายของ ร.ต.อ.ชวลิต นาคปรีชาได้ขยายใส่กรอบประดับไว้ที่ห้องประชุม สภ.อ.ดอยสะเก็ด ตามโครงการอนุรักษ์ภาพเก่าและเชิดชูเกียรติอดีตผู้บังคับบัญชาของ สภ.อ.ดอยสะเก็ด)