บ้านเก่าของอุ๊ยคำบาน แห่งบ้านป่าป้อง

0
405

บ้านไม้รูปทรงเก่า หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินขอ นับวันจะหาชมได้ยากส่วนใหญ่เมื่ออายุการใช้งานมากขึ้น เจ้าของมักรื้อและสร้างใหม่เพื่อประโยชน์ด้านความสะดวกสบาย

บ้านเก่าหลังหนึ่งที่ยังคงเหลือคือ บ้านของอุ๊ยคำบาน ที่บ้านป่าป้อง

บ้านเก่าของอุ๊ยคำบาน

สภาพบ้าน เป็นบ้านไม้ทรงกะทัดรัด ใต้ถุนสูงสามารถเป็นที่ใช้สอยได้ บันไดขึ้นอยู่ด้านหน้า ถัดจากบันไดมีชานบ้านสำหรับเป็นพื้นที่นั่งเล่นหรือรับแขก มีห้องนอนอยู่ซีกขวาของตัวบ้าน ถัดเข้าไปเป็นห้องครัวมีชานบ้านเชื่อติดต่อกัน

อุ๊ยคำบาน ไพยารมย์ เจ้าของบ้านปัจจุบันอายุ 86 ปี เล่าว่าพ่อชื่อ นายสม แม่ชื่อ นางอิน เป็นลูกสาวคนเดียว ต่อมาพ่อแต่งงานใหม่กับนางใส มีลูก 5 คน พ่อของอุ๊ยคำบานมีอาชีพวัวต่าง มีรายได้จากการรับจ้างนำวัวที่เลี้ยงไว้ไปบรรทุกสิ่งของอีกทั้งค้าขายโดยซื้อสินค้าบรรทุกวัวต่าง โดยเลี้ยงวัวต่างประมาณ 10 ตัว สมัยนั้นรับจ้างต่าง (บรรทุก) ยาสูบมาขายส่งที่บ้านป่าป้อง ต่อมาสมัยเริ่มเป็นวัยรุ่นต้องช่วยเหลือครอบครัวโดยเช่าที่นาของเพื่อนบ้านชื่อ อุ๊ยต๋า ทำนา 4-5 ไร่ได้ข้าวประมาณ 300 ถัง แบ่งครึ่งกับเจ้าของนา นำมาใช้กิน นอกจากนี้ยังออกไปรับจ้างทำนา ได้ค่าจ้างวันละ 20 บาทนำเงินมาเลี้ยงดูพ่อซึ่งภายหลังเปลี่ยนมาเลี้ยงม้าต่างซึ่งทะยอยตายจนหมดในที่สุด ทำให้ฐานะไม่ดีเหมือนเคย ส่วนภรรยาคนที่สองของพ่อก็หนีออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่น

อุ๊ยคำบาน ไพยารมย์

บ้านหลังนี้พ่อของอุ๊ยคำบานสร้างขณะอุ๊ยคำบานอายุประมาณ 20 ปีเศษ อายุของบ้านหลังนี้ประมาณ 60 ปี

อุ๊ยคำบาน ไม่ได้แต่งงาน หลังจากพ่อเสียชีวิตแล้วได้อยู่บ้านหลังนี้กับหลาน

สภาพบ้านของอุ๊ยคำบาน แม้จะสวยงามด้วยรูปทรงและมีเอกลักษณ์ของความเก่า แต่ในความเป็นจริงเมื่อเป็นที่อยู่อาศัย ค่อนข้างจะทรุดโทรม พื้บางส่วนโย้เสียสมดุล รวมทั้งหลังคาบางส่วนก็ทรุดโทรม รอการบูรณะซ่อมแซม

อุ๊ยคำบาน เล่าว่า ตอนนี้เริ่มมีผู้ให้ความสนใจบ้านเก่าหลังนี้ เมื่อไม่กี่วันก่อนมีนักศึกษาแวะมาขอถ่ายรูปบ้าน

ในอนาคต อุ๊ยคำบานบอกว่า อาจจะจ้องรื้อสร้างใหม่ หากมีเงินเพียงพอ แต่ขณะนี้พักอยู่กับหลานซึ่งหลานบอกว่าเงินยังไม่พอที่จะรื้อสร้างบ้านใหม่

ในอนาคตเราอาจจะไม่เห็นบ้านเก่าของอุ๊ยคำบานอีกแล้ว เพราะทั้งบ้านและเจ้าของบ้านสภาพทางกายภาพล้วนชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา เป็นความเสื่อมที่เป็นอนิจจังตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยแท้.

Cr.อดีต “ดอยสะเก็ด” (เมืองเชียงใหม่ เล่ม 13)