“พระบฏ” ในพิธีกรรมชาวลัวะ สู่ “ตุงค่าวธรรม” พระเวสสันดร

0
1143

คำว่า “พระบฏ” ในทางภาคเหนือเขียนปะปนกันด้วยตัวสะกดหลายแบบมีทั้ง “พระบด”    “พระบถ” แต่ในความจริงที่ถูกต้องควรเขียนว่า “พระบฏ” อันมาจาก “ปฏ” อ่านว่า “ปะ-ตะ” เป็นภาษาบาลีแปลว่า ผ้าทอ ผืนผ้า มีรากศัพท์มาจากคำเดียวกันกับ Batik บาติก หรือ Patek ปาเต๊ะ ของกลุ่มภาษาชวา-มลายู

                                ความแตกต่างระหว่างพระบฏกับตุงที่ทำด้วยผ้าหรือไม้ก็ตามคือ โดยปกติพระบฏจะมีการเดินแห่ ส่วนตุงนั้นจะปักไว้เพื่อให้ทราบถึงเขตวัดอภัยทาน หรือสถานที่ที่จะต้องใช้ตุงแสดงเขตพิธีกรรม แต่เดิมไม่นิยมนำเอาตุงเข้าร่วมขบวนแห่

                                พระบฏล้านนาผืนที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด และมีขนาดใหญ่มากที่สุดชิ้นหนึ่งในประเทศไทย คือ “พระบฏแดง” รูปพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสรรค์ชั้นดาวดึงส์  มีขนาดกว้าง 158 เซนติเมตร สูง (ยาว) 220 เซนติเมตร มีอายุสมัยอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 21-2

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

                                ที่มาของพระบฏผืนนี้ได้จากวัดเจดีย์สูง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อครั้งมีโครงการสำรวจโบราณคดีภาคเหนือที่เมืองเก่าฮอด ปี พ.ศ. 2503 ในช่วงที่เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่อำเภอฮอดและดอยเต่า อันเนื่องมาจากการสร้างเขื่อนภูมิพล ทำให้นักโบราณคดีนำเก็บมารักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่

                                ความมุ่งหมายของการสร้างพระบฏในอดีตนั้น อันที่จริงมีวัตถุประสงค์ใกล้เคียงกับการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง คือ 1. เพื่อตกแต่งอาคารศาสนสถานให้สวยงาม 2. เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวในพระพุทธศาสนาผ่านงานศิลปะ และนำเนื้อหานั้นมาสั่งสอนแก่พุทธศาสนิกชน แต่ต่อมาความต้องการของพุทธศาสนิกชนมีมากกว่านั้น คือนอกจากจะต้องการสืบทอดอายุพุทธศาสนาแล้ว ยังประสงค์จะอุทิศบุญกุศลให้แก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว ข้อสำคัญเพื่อเป็นอานิสงส์แก่ตนเองและครอบครัว กล่าวคือการสร้างพระบฏด้วยรูปพระพุทธเจ้าถือว่ามีอานิสงส์สูงสุดเทียบเท่ากับการสร้างพระพุทธรูปเลยทีเดียว

                โดยปกติการประดับอาคารศาสนสถานด้วยผ้าเขียนภาพต่างๆ นั้น เป็นคตินิยมเนื่องในพุทธศาสนาลัทธิมหายานจากประเทศอินเดียตอนเหนือ ซึ่งส่งอิทธิพลไปยังดินแดนต่างๆ เช่นจีนและญี่ปุ่นมาก่อนแล้ว ดังพบหลักฐานการเขียนภาพบนผืนผ้าและนำไปประดับตามศาสนสถานตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 (สมัยราชวงศ์สุยและราชวงศ์ถัง) ส่วนใหญ่เป็นภาพพระพุทธเจ้าศรีศากยมุนี หรือพระโพธิสัตว์แวดล้อมด้วยพระสาวก

                ในจารึกสุโขทัย หลักที่ 106 (จารึกวัดช้างล้อม) กล่าวถึงพนมไสดำ ผู้เลื่อมใสในพุทธศาสนา ได้สร้างถาวรวัตถุต่างๆ ไว้เป็นอันมาก และในปีพุทธศักราช 1827

                “…จึงมาตั้งกระทำหอพระปีฎกธรรมสังวร ใจบูชาพระอภิธรรมกับด้วยพระบดจีนมาไว้ ได้ปลูกทั้งพระศรีม(หาโ)พธิ อันเป็นจอมบุญจอมศรียอ…พระบดอันหนึ่ง ด้วยสูงได้ 14 ศอกกระทำให้บุญไปแก่สมเด็จมหาธรรมราชา กระทำพระหินอันหนึ่ง ให้บุญไปแก่มหาเทวี…”

                ความแตกต่างระหว่างการเขียนภาพจิตรกรรมบนฝาผนังถาวร กับการเขียนภาพพระบฏก็คือ ภาพพระบฏสามารถเคลื่อนย้ายสถานที่ได้ อันเป็นกรรมวิธีที่สนองรับต่อพิธีกรรมที่ต้องมีขบวนแห่การกระเพื่อมไหวตามแรงลมของผืนผ้าสีแดงเพลิง ทำให้เกิดพลังและความรู้สึกมากยิ่งขึ้นขณะประกอบพิธี

                พระบฏล้านนามีจุดกำเนิดมาจากงานที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมเลี้ยงดง หรือเลี้ยง “ผีปู่แสะย่าแสะ” ผู้เป็นผีบรรพบุรุษของชาวลัวะ ซึ่งแต่เดิมเป็นเผ่าพันธ์ุที่กินเนื้อคนหรือเนื้อสัตว์  แต่ต่อมาเมื่อหันมาเข้ารีตนับถือศาสนาพุทธแล้ว ได้มีปณิธานที่จะไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ยกเว้นพิธีเซ่นสังเวยเนื้อควายสดให้แก่ผีบรรพบุรุษปีละหนึ่งครั้ง ภายในเดือน 8 เหนือ หรือเดือนพฤษภาคม

                งานดังกล่าวชาวลัวะจะใช้ภาพพระบฏเขียนภาพพระพุทธรูปขนาดใหญ่ห่มจีวรสีแดง ในปางเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท่ามกลางพระอัครสาวกซ้าย-ขวา คือพระโมคคัลลานะกับพระสารีบุตร  มาปักแสดงเขตการประกอบพิธีกรรม โดยถือว่าพระบฏที่มีพระพุทธรูปสีแดงขนาดใหญ่นี้มีค่าเท่ากับพระพุทธรูปองค์หนึ่งตามลักษณะของมหาบุรุษ 32 ประการ ใช้เป็นรูปเคารพแทนพุทธองค์ในกรณีที่มีการประกอบศาสนพิธีกลางแจ้ง เป็นสัญลักษณ์แสดงการต่อสู้ระหว่างพระพุทธเจ้ากับผู้อยู่นอกศาสนา

                เป็นนัยว่าหลังจากชาวลัวะสมาทานรับเอาพระพุทธศาสนาแล้ว ก็ได้นำเอาไปผนวกกับความเชื่อดั้งเดิมในพิธีไหว้ผีปู่แสะย่าแสะ ด้วยการเพิ่มเนื้อหาว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดและขอให้ยักษ์ทั้งสองตนลดการฆ่าสัตว์ ตรัสถึงบาปโทษในการฆ่าสัตว์ ซึ่งยักษ์ทั้งสองก็เชื่อฟังและปฏิบัติตาม เป็นประเพณีจนถึงปัจจุบันว่างานเลี้ยงผีต้องมีภาพวาดพระบฏพระพุทธเจ้าปางเสด็จลงจากดาวดึงส์มาอยู่ร่วมในพิธีกรรมด้วยเสมอ

                กรรมวิธีการเขียนภาพพระบฏ ใช้ผ้าฝ้ายสีขาวทารองพื้นด้วยดินสอพองที่ผสมกาวเม็ดมะขามหรือกาวหนังสัตว์โดยรองพื้นเพียงบางๆ เพื่อให้ภาพสามารถม้วนเก็บได้และสีจะไม่แตกหรือกะเทาะง่าย จากนั้นเขียนระบายด้วยสีน้ำยา หมายถึงการเอาสีฝุ่นที่ได้จากแร่ดิน หินโลหะ ไปบดเผาไฟให้สุกตากแห้งจนได้ผงละเอียดแล้วนำมาผสมกับกาวที่ได้จากยางกระถินเทศ ยางมะขวิด ยางมะเดื่อ วิธีการเขียนภาพอาจใช้วิธีปรุ เรียกว่าปรุภาพหรือปรุลาย โดยเจาะตามลายเส้นของตัวภาพหรือลายให้เป็นรูเล็กๆ แล้วใช้ลูกประคบที่ห่อถ่านไม้ไว้ตบลงตามรอยปรุนั้น เรียกตบฝุ่น จากนั้นจึงลงมือเขียนสี ปิดทอง และตัดเส้นเป็นขั้นตอนสุดท้าย

ตุงค่าวธรรมพระเวสสันดร

               กาลเวลาผ่านไป คตินิยมการทำพระบฏสีแดงของชาวลัวะค่อยๆ เลือนหายไป เมื่อเข้าสู่ยุคฟื้นฟูล้านนา ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 24-25 ร่วมสมัยกับกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น เกิดความนิยมใหม่ในการสร้าง “ตุงค่าวธรรม” หรือจิตรกรรมพระบฏที่เขียนเรื่องเวสสันดรเป็นชุดๆ หลายผืน พบมากในกลุ่มชาติพันธุ์ไทลื้อ ไทยอง-ไทใหญ่

                โดยเฉลี่ยตุงค่าวธรรมแต่ละผืนกว้างประมาณ 80-100  เซนติเมตร ยาวประมาณ 140-160 เซนติเมตร ทำเป็นชุดจำนวน 23- 28 ผืน ถูกสอดร้อยด้วยไม้นำมาแขวนภายในพระวิหาร ซึ่งมักทำผนังเรียบไม่มีภาพจิตรกรรมฝาผนังใดๆ ยาวตลอดทั้ง 2 ฝั่งของพระวิหารในระหว่างพิธีตั้งธรรมหลวงหรือเทศน์มหาชาติชาดก 13 กัณฑ์           

                ทุกวันนี้ประเพณีการเทศน์มหาชาติ ในงานประเพณียี่เป็ง เดือนพฤศจิกายน ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ยังปฏิบัติสืบจวบปัจจุบันแต่ไม่มีการแขวนพระบฏในระหว่างพิธีการเทศน์มหาชาติอีกแล้ว เนื่องจากพระวิหารของวัดแต่ละแห่งได้รับการบูรณะให้ใหญ่โตโอ่โถงขึ้นและหลายแห่งได้วาดจิตรกรรมพระเวสสันดรชาดกทั้ง 13 กัณฑ์ไว้ที่ผนังโดยรอบแล้ว ภาพพระบฏของวัดหลายแห่งจึงถูกเก็บรักษา ณ กุฏิเจ้าอาวาส บางแห่งนำเก็บรักษาหรือจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ของวัด

                เวสสันดรเป็นเรื่องราวของการสั่งสมบารมีของพระโพธิสัตว์ในชาติสุดท้ายที่บำเพ็ญทานบารมีก่อนที่จะจุติเป็นพระพุทธเจ้า โดยเป็นชาดกเรื่องสุดท้ายที่ปรากฏในนิบาตชาดก  ในคัมภีร์ขุททกนิกายชาดก  อรรถกถาชาดก ของพุทธศาสนานิกายเถรวาท และในพุทธศตวรรษที่ 21 พระสิริมังคลาจารย์  ยังได้รจนาเรื่องเวสสันตรทีปนี ขึ้นในล้านนาอีกด้วย และยังปรากฏเวสสันดรชาดกสำนวนท้องถิ่นในคัมภีร์ใบลานสืบเนื่องต่อมาทั่วไปในล้านนา 

                จิตรกรรมภาพพระบฏที่เขียนเป็นชุดรวม 20-30ผืน  เป็นภาพเล่าเรื่องเวสสันดรชาดก ครบทั้ง 13 กัณฑ์  ประกอบด้วยกัณฑ์ทุติมาลัย กัณฑ์ปฐมมาลัย กัณฑ์ทศพร กัณฑ์หิมพานต์ ทานกัณฑ์ กัณฑ์วนประเวศน์ กัณฑ์ชูชก  กัณฑ์จุลพน กัณฑ์มหาพน กัณฑ์กุมารบรรพ์ กัณฑ์มัทรี กัณฑ์สักกบรรพ์ กัณฑ์มหาราช กัณฑ์ฉกษัตริย์ และนครกัณฑ์ โดยมิได้เล่าเรื่องราวต่อเนื่องกันเป็นผืนเดียว  แต่แบ่งออกเป็นตอนย่อย แยกเขียน แต่ละผืนมีรูปแบบในการจัดองค์ประกอบของภาพที่เขียนลงบนกรอบช่องสี่เหลียม ที่มีลาย “กรวยเชิง” หรือ “กรุยเชิง” ห้อยลงมาในด้านล่างของภาพ  และมีอักษรธัมม์ล้านนาเขียนกำกับเนื้อเรื่องในจิตรกรรม  ทำให้เราสามารถนำมาเรียบเรียงลำดับเหตุการณ์แต่ละตอนอย่างต่อเนื่อง

                การออกแบบ หรือจัดวางองค์ประกอบภาพที่มีลายกรวยเชิงตอนล่างเช่นนี้ สอดคล้องกับที่ปรากฏในจิตรกรรมฝาผนังที่สร้างโดยกลุ่มช่างไทใหญ่ที่พบในเขตจังหวัดเชียงใหม่ เช่น จิตรกรรมในวิหารวัดบวกครกหลวง อำเภอสันกำแพง วัดท่าข้าม อำเภอแม่แตง และวัดป่าแดด อำเภอแม่แจ่ม ซึ่งล้วนแต่สร้างขึ้นในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25 โดยทั้งหมดนี้เขียนภาพบนผนังภายในกรอบช่องสี่เหลี่ยม  มีการทำลายกรวยเชิงด้านล่าง อีกทั้งรูปทรงรูปร่างของการเขียนพื้นดิน  ทิวเขา ท้องฟ้า เป็นลายเส้นคดโค้งคล้ายลอนลูกคลื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระบายด้วยสีฝุ่นแบบบางเบาซึ่งเน้นการใช้คู่สีหลัก คือ สีน้ำเงิน (ฟ้า) กับแดง (ส้ม) บนพื้นขาว ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นรูปแบบที่คล้ายคลึงกันอย่างยิ่งระหว่างภาพพระบฏวัดต่างๆ กับจิตรกรรมฝาผนังสกุลช่างไทใหญ่

                มีข้อน่าสังเกตว่า การปรากฏเรื่องพระมาลัยที่ได้เสด็จไปนรกและสวรรค์แล้วได้พบพระศรีอาริยเมตไตรยด้วยนั้น  สามารถตั้งข้อสังเกตว่า  น่าจะเกี่ยวข้องกับคติและความเชื่อที่ว่า  หากได้ฟังเวสสันดรชาดกครบ 13  กัณฑ์ในวันเดียว  ย่อมได้พบพระศรีอาริยเมตไตรย ตามความปรากฏบนจารึกที่ตัวพระบฏเอง  ซึ่งคงจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับหน้าที่การใช้งานของพระบฏเรื่องเวสสันดรในอดีตที่มักจะแขวนภาพพระบฏประกอบในพิธีกรรมการเทศน์มหาชาติ 

                การติดตั้งภาพพระบฏ หรือภาพตุงค่าวธรรมนี้ มีลักษณะคล้ายกับงานจิตรกรรมฝาผนังชั่วคราว จะแขวนเรียงรายโดยรอบภายในหรือภายนอกพระวิหาร ถือเป็นการเน้นให้การเทศน์มีบรรยากาศและอารมณ์ครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ตลอดจนเป็นการเสริมสร้างให้พื้นที่ประกอบพิธีมีความหมายเฉพาะ โดยมีภาพเป็นตัวกำหนดส่วนหนึ่ง และเมื่อเสร็จพิธีตั้งธรรมหลวงแล้ว ผ้าเหล่านี้จะถูกม้วนเก็บ ไม่มีการนำมาดูหรือติดประดับในที่ใดๆ อีกทั้งสิ้น ภาพพระบฏตุงค่าวธรรมนี้จึงนับว่าเป็นวัตถุจัดแสดงอันเนื่องในพิธีกรรมตั้งธรรมหลวงอย่างแท้จริง แต่ภายหลังได้คลี่คลายมาเป็นภาพวาดหรือภาพพิมพ์ของบริษัท ส.ธรรมภักดี ขายสำหรับตกแต่งวัดไปทั่วประเทศไทย

                สมัยก่อนการฟังเทศน์มหาชาติซึ่งมีทั้งหมด 13 กัณฑ์ ต้องใช้เวลาสวดและฟังกันหลายคืน และเชื่อว่าถ้าผู้ใดได้ฟังเทศน์ครบทุกกัณฑ์จะมีอานิสงส์ผลบุญนำพาให้ไปเกิดในยุคพระศรีอาริยเมตไตรย แต่ปัจจุบันได้ตัดทอนให้เหลือเพียงหนึ่งวันหนึ่งคืน

                คุณค่าของภาพพระบฏ ทำให้เราศึกษาถึงการแต่งกายของชาวบ้านเช่นพรานป่านำทาง  จะมีการสักหมึกดำ (สับหมึก) ตามต้นขาดังที่เรียกว่า “ลาวพุงดำ” ซึ่งพบทั่วไปในสังคมชาวบ้าน  ที่น่าสนใจคือขบวนแถวของไพล่พลทหารเดินเท้าด้านหน้า มีการแสดงภาพขุนนางสยามที่แต่งกายด้วยเสื้อราชปะแตนกับผ้าโจงกระเบน  สวมหมวกทรงพู่ห้อยกลุ่มหนึ่ง กับอีกกลุ่มสวมเสื้อแขนยาว กางเกงแบบตะวันตก สวมหมวกแบน ถือปืนยาว ซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกับรูปแบบเครื่องแต่งกายของฝรั่งหรือข้าราชการที่มาจากสยามในช่วงรัชกาลที่ 5

                ในด้านการแต่งกายของตัวภาพ ตัวละคร ในกลุ่มบุคคลชั้นสูงทั้งตัวพระ ตัวนาง  เช่น พระเวสสันดร  และพระนางมัทรี สวมอาภรณ์ชุด “มหาลดา” คือคล้องสังวาลไขว้ ที่บ่ามีอินทร์ธนู ภูษามีลายลอนลูกคลื่น (ผ้าลุนตะยาอาฉิก) พร้อมชฎาทรงสูง คล้ายคลึงกับภาพบุคคลชั้นสูงที่พบในจิตรกรรมเรื่องสังข์ทองภายในวิหารลายคำวัดพระสิงห์เช่นเดียวกัน

                ในขณะเดียวกัน  แบบของอาคารเรือนยอดทรงปราสาทที่พบพระบฏเหล่านี้ ก็มีความละม้ายกับสถาปัตยกรรมแบบพม่า-ไทใหญ่ (ทรงพญาธาตุ- Pya Thatหรือ “เปี๊ยะดั๊ด”)  แสดงให้เห็นว่าช่างเขียนคุ้นเคยกับสถาปัตยกรรมแบบศิลปะพม่าสมัยเมืองมัณฑะเลเป็นอย่างดี  ซึ่งรูปแบบสถาปัตยกรรมพม่าเช่นนั้นก็เป็นสิ่งที่พบเห็นได้แพร่หลายในล้านนา  ในช่วงที่ชาวพม่าได้เข้ามาทำการสัมปทานป่าไม้สักในล้านนา  และได้สร้างวัดแบบศิลปะพม่ามากมายในล้านนาที่มีทั้งอาคารทรงปราสาท และเจดีย์แบบศิลปะพม่า  สามารถเปรียบเทียบได้กับสถาปัตยกรรมในจิตรกรรมฝาผนังเรื่องสังข์ทองภายในวิหารลายคำ วัดพระสิงห์  เมืองเชียงใหม่

                จิตรกรรมบนผืนผ้าหรือพระบฏถือเป็นหลักฐานสำคัญ แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ ความสืบเนื่อง และพัฒนาการของจิตรกรรมล้านนา ระหว่างเมืองต่างๆ อย่างกว้างขวาง มีความเชื่อมโยงทั้งกับจิตรกรรมสกุลช่างไทใหญ่ ซึ่งสัมพันธ์กับศิลปะพม่าที่พบในเชียงใหม่-ลำพูน-ลำปาง ขณะเดียวกันยังเป็นบันทึกหลักฐานทางประวัติศาสตร์ สังคมล้านนาในอดีต ทั้งด้านสถาปัตยกรรม การแต่งกาย พีธีกรรม การดำรงชีวิต  และความเปลี่ยนแปลงสมัยใหม่ที่มาจากตะวันตกส่งผ่านกรุงรัตนโกสินทร์หรือสยามอันมีผลกระทบต่อล้านนา