ดิ้น! ฟื้นม่อนแจ่ม

0
447

วิสาหกิจฯรวมตัวหาทางรอด ป่าไม้ลุยล้างบางรีสอร์ทเถื่อน

สืบเนื่องจาก เมื่อห้วงปลายปี 2562 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จากชุดพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ และชุดพญาเสือ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และ กอ.รมน. บูรณาการภายใต้ศูนย์พิทักษ์ป่า ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับชาวบ้านและแก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ม่อนแจ่ม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ รวมทั้งตรวจสอบการถือครองที่ดินของรีสอร์ทในพื้นที่ดังกล่าวนั้น

เบื้องต้นคณะเจ้าหน้าที่ได้ร่วมประชุมกับผู้ประกอบการที่ครอบครองทำประโยชน์ทั้งหมด โดยผู้ที่ครอบครองทั้งหมดอยู่ในแปลงจัดสรรที่ดินตามโครงการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าของกรมป่าไม้ จำนวน 53 คน

การตรวจสอบพบมีสิทธิอยู่ทำกิน 38 ราย มีสิทธิอยู่อาศัยทำกินแต่ทำเกินพื้นที่ 12 ราย ไม่มีสิทธิทำกินและอยู่อาศัย 3 ราย เนื่องจากมีการเปลี่ยนมือผู้ครอบครองทำประโยชน์เป็นบุคคลจากท้องที่อื่น และไม่มีรายชื่อในโครงการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีเรียบร้อยแล้ว ได้แก่ ม่อนแสนสิริจันทรา, ม่อนดอยลอยฟ้า และบ้านท่าจันทร์ รวมเนื้อที่ทั้ง 3 แปลง 8 ไร่เศษ

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบคัดกรองในกรณีผู้มีสิทธิอยู่อาศัยทำกินแต่ทำเกินพื้นที่ 12 ราย พร้อมชี้แจงทำความเข้าใจให้ผู้ครอบครองแปลงที่ดินทราบวัตถุของการดำเนินการปฎิบัติการเข้าตรวจสอบ และจัดระเบียบในครั้งนี้

โดยห้ามให้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมโดยเด็ดขาด หากมีการก่อสร้างใหม่ จะจับกุมและดำเนินคดีและหมดสิทธิ์ในที่ดินที่ทางรัฐจะจัดสรรให้ทำกิน โดยจัดทำป้ายติดประกาศให้ผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินแต่ละรายทราบ

ให้คัดกรองบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติในแปลงที่ดิน 50 กว่าราย เช่น คนจากต่างถิ่น นายทุน ซึ่งจะดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยได้ดำเนินคดีไปแล้ว 4 ราย รวมทั้งตรวจสอบกลุ่มบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติรายอื่นที่เข้ามาครอบครองทำประโยชน์ที่ดินในเขตดอยม่อนแจ่มโดยไม่มีสิทธิครอบครอง และจะแจ้งความดำเนินคดีทุกราย

สำหรับกลุ่มประชาชนที่ทำกินและเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในเขตแปลงที่ดินทั้ง 50 แปลง หากตรวจสอบพบว่ามีก่อสร้างออกนอกแปลง ให้รื้อถอนออกไปภายใน 15 วันหลังจากเจ้าหน้าที่แจ้งให้ทราบ

ทั้งนี้ คณะเจ้าหน้าที่ได้เสนอที่ประชุมให้มีการตั้งจุดตรวจสอบการขนย้ายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างเข้าพื้นที่ เพื่อป้องกันการก่อสร้างเพิ่มเติม โดยตั้งจุดตรวจสอบที่บริเวณหน้าโครงการหลวงหนองหอย และเสนอให้มีการย้ายจุดที่ทิ้งขยะใหม่

อย่างไรก็ตาม การขยายผลตรวจสอบรีสอร์ทเป้าหมาย 2 แห่ง พบว่าอาจมีกลุ่มทุนชาวต่างชาติเข้าครอบครองที่ดินในเขตดอยม่อนแจ่ม โดยเจ้าของกิจการเป็นกลุ่มทุนต่างชาติร่วมกับคนไทย ในนามบริษัทแห่งหนึ่ง ได้ทำเกินพื้นที่จากเอกสารสิทธิ์ที่ดิน 3-2-45 ไร่ ซึ่งเข้าข่ายจะต้องถูกดำเนินคดีทันที และอีกรีสอร์ทหนึ่งการตรวจสอบเบื้องต้นพบผู้ครอบครองมาจากกรุงเทพฯ และทั้ง 2 รีสอร์ท เป็นรีสอร์ทขนาดใหญ่ของดอยม่อนแจ่ม คณะเจ้าหน้าที่จึงจะขยายผลดำเนินการตรวจสอบเพื่อทำบันทึกและจะนำเรื่องราวร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนต่อไป

เมื่อเร็วๆ นี้ นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงาน กอ.รมน. องค์กรฝ่ายปกครองท้องถิ่น เดินทางเข้าตรวจสอบพื้นที่ดอยม่อนแจ่ม อีกครั้ง

โดยนายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพื้นที่ดอยม่อนแจ่มทั้งหมดพบว่ามีผู้ประกอบการรีสอร์ท บ้านพักจำนวน 64 ราย มี 7 รายที่มีการเปลี่ยนมือ โดยเปลี่ยนมือเป็นนักธุรกิจไทย 4 รายและนักธุรกิจชาวต่างชาติ 3 ราย เราก็ดำเนินคดีตามกฏหมายทันที และบังคับให้มีการรื้อถอนภายใน 60 วัน นอกจากนี้ ยังพบว่ามีผู้ประกอบการ 8 รายที่มีการสร้างเต็นท์ที่พักที่ผิดรูปแบบ และอีก 11 รายที่มีการบุกรุกล้ำไปในพื้นที่ที่ได้รับ ซึ่งกลุ่มนี้เราก็เข้าไปทำความเข้าใจและให้รื้อถอนและฟื้นฟูสภาพป่าให้กลับมาเหมือนเดิม โดยเราตั้งกรอบว่าภายในเดือนมีนาคม จะแล้วเสร็จในเรื่องการรื้อถอนในกลุ่มพวกที่บุกรุก

โดยกลุ่มที่ถูกเจ้าหน้าที่แจ้งความจับกุมดำเนินดคีมีจำนวน 7 ราย ได้แก่ ม่อนใจโฮมสเตย์ ตรวยยึดพื้นที่ป่าถูกบุกรุก 1 งาน 82 ตารางวา บ้านท่าจันทร์ ตรวจยึดพื้นที่ป่าถูกบุกรุก 1 ไร่ 2 งาน 85 ตารางวา ม่อนดอยลอยฟ้า ตรวจยึดพื้นที่ป่าถูกบุกรุก 1 ไร่ 2 งาน 84 ตารางวา ม่อนจ้อ ตรวจยึดพื้นที่บุกรุก 1 งาน 82 ตารางวา บ้านม่อนม่วน ตรวจยึดพื้นที่ถูกบุกรุก 11 ไร่ 3 งาน 33 ตารางวา ไร่นาย ตรวจยึดพื้นที่ถูกบุกรุก 5 ไร่ 1 งาน 82 ตารางวา และม่อนแสนสิริจันทรา ตรวจยึดพื้นที่ถูกบุกรุก 4 ไร่ 2 งาน 34 ตารางวา ส่วนที่เหลืออื่นๆ กำลังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ และจะมีการดำเนินคดีอีกหลายราย

ล่าสุดกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรม่อนแจ่ม ได้ร่วมกันหาออกฟื้นฟูการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนหลังกรมป่าไม้เข้าไปจัดระเบียบ ทำให้รีสอร์ทเกือบทั้งหมดปิดให้บริการ

ความเคลื่อนไหวของชาวบ้านม่อนแจ่ม ตำบลแม่แรม อำเภอริม จังหวัดเชียงใหม่หลังกรมป่าไม้ได้เข้ามาจัดระเบียบและดำเนินคดีกับผู้บุรุกพื้นที่ป่า 27 ราย ขณะที่ที่พักบนดอยม่อนแจ่มต่างพากันปิดให้บริการ ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (27ก.พ.63) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรม่อนแจ่มได้ร่วมเสวนาหาทางออก ‘’แนะนำการท่องเที่ยวและร่วมอนุรักษ์ม่อนแจ่ม’’ ขึ้นเพื่อหาทางออกและแนวทางแก้ปัญหาให้เพื่อคงไว้ซึ่งการเป็นเกษตรเชิงท่องเที่ยวควบคู่ไปกับการดูแลผืนป่าพร้อมวอนหน่วยงานภาครัฐลงพื้นที่เร่งแก้ปัญหาให้ความรู้การช่วยเหลือกับชาวบ้านผู้ประกอบการควบคู่กันไปเพื่อให้ชาวบ้านที่นี้มีรายได้เหมือนเดิม

นายวิชิต เมธาอนันต์กุล ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรม่อนแจ่ม เปิดเผยว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมท่องเที่ยวเชิงเกษตรม่อนแจ่ม จัดตั้งขึ้นมาเพื่อต้องการกระจายรายได้ให้ชาวบ้านทุกกลุ่มได้รับผลประโยชน์ โดยเก็บเงินจากคนรายได้มากช่วยเหลือคนที่มีรายได้น้อยหรือคนที่ยังไม่มีรายได้เพื่อให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ที่ผ่านมาได้มีการมอบทุนการศึกษา สนับสนุนสิ่งแวดล้อม การปลูกป่า การทำแนวกันไฟ และสร้างจิตสำนึกสิ่งแวดล้อมให้รณรงค์ลดใช้สารเคมี ปรับภูมิทัศน์ เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับม่อนแจ่มร้อยละ 20 นอกจากนี้ยังได้เป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนซึ่งม่อนแจ่มถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้กับจังหวัดเชียงใหม่และของประเทศไทยเป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยมีคนไทย ร้อยละ 70 ต่างชาติร้อยละ 30

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าขณะนี้ม่อนแจ่มยังมีปัญหาอยู่บ้างแต่เชื่อว่าแต่ระยะยาวจะสามารถแก้ปัญหาร่วมกันได้ซึ่งการจัดระเบียบร่วมกันระหว่างภาครัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชนในพื้นที่มีความจำเป็นเพื่อช่วยแก้ปัญหาและส่งเสริมสนับสนุนให้การท่องเที่ยวของม่อนแจ่มเติบโตขึ้นอย่างมีทิศทางไปพร้อมกับการอนุรักษ์และปฏิบัติให้ถูกต้องกฏหมาย และเบียบต่างๆ ที่มีอยู่ ทั้งนี้เพื่อให้ม่อนแจ่มสามารถเติบโตได้อย่างมีเป้าหมายและยั่งยืน

ด้านนาย เอกรินทร์ นทีไพรวัลย์ ผู้นำชุมชน และผู้ประกอบการม่อนวิวงาม บอกว่า ที่ผ่านมาการท่องเที่ยวในพื้นที่ม่อนแจ่มนั้นส่งผลดีต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ปัญหาด้านยาเสพติดแทบไม่มี ปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นทั้งการตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดสัญญาณโทรศัพท์ เพื่อสร้างแรงกดดันต่างๆ ให้กับชาวบ้านอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่ใช่การโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งชาวบ้านก็ปฏิบัติตามจนสามารถประกอบเป็นอาชีพหลักได้ ทั้งนี้ที่ผ่านมาม่อนแจ่มได้ให้ความร่วมมือกับภาครัฐในด้านต่างๆ ทั้งการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้าไปในเขตป่าสงวนแห่งชาติ การปรับปรุงที่พักให้ถูกหลักอนามัย การดูแลรักษาป่า การกำจัดขยะอย่างถูกต้องรวมถึงการดูแลระวังไฟป่า เป็นต้น โดยชาวม่อนแจ่มทุกคนมีความคาดหวังว่าจะได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแล ให้คำร่วมแนะนำและปรับปรุงรักษาม่อนแจ่มร่วมกันอย่างสร้างสรรค์เพื่อให้วิถีชีวิต การท่องเที่ยว และการอนุรักษ์ ควบคู่กันไป

สำหรับพื้นที่ม่อนแจ่มนั้น ปัจจุบันมีผู้ประกอบการรีสอร์ท ทั้งหมด 116 หลัง มีบ้านพักมากกว่า 500 หลัง เต็นท์ที่พักกว่า 1,000 หลัง หลังกรมป่าไม้จัดระเบียบทำให้มี ผู้ประกอบการที่รุกล้ำพื้นที่ป่าถูกดำเนินคดีไป 27 ราย ซึ่งขณะนี้ทางกรมป่าไม้อยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบพื้นที่และให้มีคำสั่งให้บางรีสอร์ทรื้อถอนบ้านพักที่รุกล้ำพื้นที่ป่าออก ขณะที่ทางอำเภอแม่ริมได้ออกหนังสือให้ผู้ประกอบการทุกรายยุติการเปิดให้บริการเนื่องจากไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ