ลูกปัดรัตนชาติ : อาเกต คาร์เนเลียน อะเมทีสต์

0
1298

แหล่งโบราณคดียุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลายในดินแดนล้านนาหลายแหล่ง ที่มีอายุตั้งแต่ 3,000 ปี จนถึงสมัยทวารวดี หรือราว 1,500 -2,500 ปีมาแล้ว เช่นแหล่งโบราณคดีที่บ้านวังไฮ ตำบลเวียงยอง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน  แหล่งโบราณคดีที่ออบหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น นอกจากมีการค้นพบโครงกระดูกมนุษย์ ภาชนะดินเผา และอาวุธประภเทขวานหินใบหอกแล้ว

สิ่งหนึ่งที่มักพบปะปนอยู่ในหลุมศพด้วยก็คือ “ลูกปัด” ซึ่งลูกปัดก็มีหลายประเภท ทั้งประเภทอินทรียวัตถุ เช่นลูกปัดหอย ลูกปัดงาช้าง และประเภทลูกปัดรัตนชาติ คือทำจากหินหรือผลึกแร่สีต่างๆ ซึ่งมีความสวยงาม ในที่นี้จะนำเสนอถึงลูกปัดรัตนชาติ 3 ประเภทได้แก่ ลูกปัดหินอาเกต คาร์เนเลียน และอะเมทีสต์

ลูกปัดหินอาเกต  (Agate)

เป็นลูกปัดทรงกระบอกหรือทรงรี แต่ละเม็ดมีขนาดเฉลี่ย ยาว 2-3 เซนติเมตร และมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5 -1 เซนติเมตร ลูกปัดหินอาเกตจัดเป็นหินในตระกูลหินควอตซ์ ที่มีผลึกเล็กละเอียดอัดกันแน่น มีลวดลายสลับสีเป็นวงซ้อนกันหลายชั้น ได้แก่ สีน้ำตาลอมส้ม ซ้อนสลับกับสีเทา ขาว และดำ  รูปทรงเป็นแท่งกระบอกยาวปลายมนปล่องกลาง โดยมากเรียกกันว่า  “ลูกปัดเคลือบสี” หรือ “ลูกปัดทรงถังเบียร์” คนไทยเรียกแร่อัญมณีอาเกตว่า “หินโมกุล”

ลูกปัดหินหรือแร่อาเกตเป็นเครื่องประดับที่มีความเป็นมาเก่าแก่ตั้งแต่อารยธรรมเมโสโปเตเมีย อียิปต์และอารยธรรมโรมัน ซึ่งไม่พบแหล่งแร่ประกอบหิน (Rock-forming Minerals) ชนิดดังกล่าวในบริเวณประเทศไทย จึงเป็นวัตถุนำเข้ามาจากชาวโรมันโดยผ่านทางพ่อค้าชาวอินเดียอีกทอดหนึ่ง โดยที่ชาวโรมันได้เคยถ่ายทอดเทคนิกการทำหินอาเกตให้แก่ชาวอินเดียมาแล้ว เทคโนโลยีในการผลิตนั้นจัดว่าอยู่ในระดับสูงและค่อนข้างซับซ้อนเกินกว่าที่คนในภูมิภาคแถบนี้จะสามารถทำได้

หัวใจสำคัญของการทำหินอาเกตคือ ต้องฝังสีลงไปในหินจึงจะทำให้ลูกปัดเกิดลายสีขาว (Etched Beads) โดยนำน้ำยางไม้จากต้นกิราช (เป็นไม้ที่มีในประเทศอินเดียและตะวันออกกลาง) ผสมกับด่างโปรแตสของตะกั่วขาว ใช้เหล็กปลายแแหลมจุ่มเขียนลวดลายลงไปบนหินที่ขุดไว้เป็นร่องแล้วนำไปเผาไฟ ลายจะติดแน่นไม่หลุดลอก หรืออีกกรรมวิธีหนึ่งคือการใช้ทองแดงผสมกับแมงกานีสแล้วเขียนลายบนหิน

เทคนิกเหล่านี้ได้พบหลักฐานของแหล่งผลิตที่ในประเทศอินเดีย ณ แถบลุ่มแม่น้ำสินธุ กับที่กรุงโกสัมพีและกรุงราชคฤห์  ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากชาวโรมัน จากนั้นก็กระจายตัวไปทางอินเดียใต้ เช่น ที่เมืองอริกาเมฑุ (Arikamedu)

การพบลูกปัดหินอาเกตในแหล่งโบราณคดีของประเทศไทยสามารถใช้เป็นเครื่องกำหนดอายุได้ว่า ชุมชนแห่งนั้นมีอายุอยู่ในช่วงก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย (Proto-Historic) เรื่อยมาจนถึงสมัยต้นทวารวดี พบมากตามเมืองโบราณชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของอ่าวไทย และเรื่อยขึ้นมาถึงคาบสมุทรตอนบน

นอกจากนี้แล้วหินอาเกตยังเป็นหินที่มีลวดลายงามแปลกตา มีขั้นตอนวิธีการผลิตที่ซับซ้อน สะท้อนถึงภูมิปัญญาชั้นสูงของผู้ประดิษฐ์

ลูกปัดหินคาร์เนเลียน  (Carnelian)

เป็นลูกปัดสีส้มแต่ละเม็ดขนาดเฉลี่ย เส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 เซนติเมตร ยาว 4 เซนติเมตร คนไทยเรียกแร่อัญมณีคาร์เนเลียน (คาร์นีเลียน) ว่า “หินโมรา” ลูกปัดประเภทนี้ทำจากหินคาร์เนเลียน เป็นแร่ประกอบของหินตระกูลควอตซ์ ลักษณะเป็นรูปหกเหลี่ยม ปลายเรียว ป่องตรงกลาง บางเม็ดลบเหลี่ยมจนมน ลูกปัดประเภทนี้ทำขึ้นในประเทศอินเดีย และมักพบตามหลุมขุดค้นสมัยก่อนประวัติศาสตร์เรื่อยมาจนถึงยุคทวารวดีในประเทศไทย แหล่งอื่นๆที่มีการติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับพ่อค้าชาวอินเดียโดยพบตามหลุมศพปะปนกับโครงกระดูกของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์

หินคาร์เนเลียนถือเป็นลูกปัดที่มีค่าสูง เนื่องจากมีสีสันสวยงาม คนในอดีตนิยมนำมาทำจี้ห้อยคอ โดยจัดวางหินคาร์เนเลียนไปไว้ตรงกลางพวงลูกปัดล้อมรอบด้วยลูกปัดชนิดอื่นๆ หินคาร์เนเลียนใช้เป็นเครื่องแสดงสถานะทางสังคม และยังใช้เป็นเครื่องกำหนดอายุแหล่งโบราณคดีที่ค้นพบได้อีกด้วยว่าอย่างน้อยที่สุด ต้องมีอายุในช่วงสมัยก่อนประวัติศาสตร์

ลูกปัดพลอยอะเมทีสต์

พลอยสีม่วง เป็นแร่ควอตซ์ชนิดหนึ่ง (SiO2) เป็นหินกึ่งรัตนชาติที่มีสีม่วงอ่อนจนถึงเข้ม คนไทยเรียกว่า “พลอยม่วงดอกตะแบก” หรือ “พลอยจำปาศักดิ์”

เป็นลูกปัดหายากกว่าประเภทอาเกตและคาร์เนเลียน นิยมทำเป็นรูปทรงกลม (Sphering) ขนาดต่างๆ กัน และทรงลูกบาศก์ลบมุม (Corner less cube) มีทั้งแบบใส (Transparency) และแบบทึบ (Opaque)

ลูกปัดพลอยสีม่วงดอกตะแบก มีชื่อศัพท์ทางวิชาการว่า “หินอะเมทีสต์” (Amethyst) เป็นอัญมณีในตระกูลควอตซ์  มีลักษณะเนื้อหินโปร่งใส เนื้อใสสะอาด มีสายแร่เหล็กสีม่วงอยู่ภายใน จัดเป็น “หินกึ่งรัตนชาติ” เช่นเดียวกับอาเกต (ผลึกเทา-ดำ) คาร์เนเลียน (สีส้ม) ลูกปัดโอนิกซ์ (สีดำ) ฯลฯ

โดยปกติอัญมณีสีม่วงนี้ เป็นที่รู้จักอย่างดีของชาวอียิปต์และกรีกโบราณมานานกว่า 6,000 ปีแล้ว โดยใช้วางบนหน้าอกของฟาโรห์ก่อนหุ้มด้วยมัมมี่ ส่วนในหมู่ชาวยิว ถือว่าสีม่วงของอะเมทีสต์ เป็นสีสำหรับกษัตริย์ ดังนั้นทำให้อะเมทีสต์ อัญมณีสีม่วงกลายเป็นเครื่องประดับพระมหากษัตริย์ และยังได้รับความนิยมในกลุ่มทางศาลเพราะเชื่อว่าช่วยดลบันดาลให้เกิดความเที่ยงธรรมแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่

ต่อมาแพร่หลายไปสู่ประเทศตะวันออกกลางแถบตุรกี เปอร์เซีย ในกลุ่มเมโสโปเตเมีย จนถึงชมพูทวีปหรือเอเชียใต้ แถบอินเดีย ศรีลังกา และอีกแหล่งที่เพิ่งมีการค้นพบเหมืองใหม่ ในช่วงของปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 คือทวีปอเมริกาใต้ ที่บราซิล อุรุกวัย

พลอยอะเมทีสต์เข้ามายังสุวรรณภูมิในช่วงราว 3,000 ปีก่อน แหล่งที่พบลูกปัดที่ทำจากอัญมณีสีม่วงในประเทศไทย คือที่คลองท่อมและเขาสามแก้ว จังหวัดกระบี่ จังหวัดระนอง จังหวัดพังงา คือแถบชายฝั่งทะเลอันดามัน เป็นการนำเข้ามาโดยพ่อค้าเรือสำเภาชาวโรมัน เปอร์เซียน มาขึ้นฝั่งที่คาบสมุทรอินเดีย และนำมาแลกเปลี่ยนสินค้ากับคนพื้นเมือง จากนั้นค่อยๆ แพร่กระจายขึ้นมายังภาคเหนือตอนบน

การพบลูกปัดอะเมทีสต์ในล้านนา เป็นหลักฐานสำคัญว่าในอดีตบริเวณภาคเหนือของไทย มีการติดต่อค้าขายกับชาวตะวันตกมานานหลายพันปีแล้ว อีกทั้งคุณค่าในตัวรัตนชาติเอง ซึ่งในบรรดาแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีที่มีการพบลูกปัดประเภทต่างๆ ไม่ว่าลูกปัดหินอาเกต หินคาร์เนเลียน ลูกปัดแก้วโมเสก ลูกปัดหอย ถือว่าพบลูกปัดหินอะเมทีสต์ในสัดส่วนที่น้อยสุด จึงถือว่าเป็นของมีค่าหายาก   

อนึ่ง คำว่า “อะเมทีสต์” (Amethyst)  เป็นคำมาจากภาษากรีกว่า  “อะเมทิสโทส” Amathystos มีความหมายว่า “ไม่ทำให้มึนเมา” เนื่องจากชาวกรีกโบราณเชื่อว่าการดื่มเหล้าจากแก้วที่เจียระไนด้วยอะเมทีสต์แล้วจะไม่มึนเมา ทั้งยังช่วยขับพิษได้ ชาวกรีกยังมีความเชื่อว่าถ้าหากนำก้อนอะเมทีสต์มาวางไว้ใต้ลิ้นก็จะช่วยไม่ให้รู้สึกมึนเมา

เกร็ดตำนานที่มาของอะเมทีสต์

ความเชื่อนี้ได้มาจากเรื่องเล่าในนิยายกรีกว่า เทพแบคคุส (Bacchus) เทพเจ้าแห่งเหล้าองุ่น มีความโกรธแค้นที่เทพธิดาไดอานา (Diana) สลัดรัก จึงอยากที่จะแก้แค้น โดยการสาบานว่าใครก็ตามที่เข้าพบนางเป็นคนแรกในกองคาราวานจะต้องถูกจับให้เสือกินเป็นอาหาร ต่อมาได้มีหญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายชื่อว่า อะเมทีสต์ ถูกเสือกระโดดเข้าไปตะปบขณะเดินทางเพื่อไปสักการะที่วิหารของเทพธิดาไดอานา ด้วยความตกใจจึงร้องให้เทพธิดาไดอานาช่วย เทพธิดาไดอานาจึงเสกให้ร่างของนางกลายเป็นหินใสสะอาดเพื่อให้รอดพ้นจากเสือ เทพเจ้าแบคคุสรู้สึกละอายใจต่อสิ่งที่กระทำลงไป จึงเทเหล้าองุ่นลงบนหินก้อนดังกล่าว จนกลายเป็นก้อนหินสีม่วงนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เป็นความเชื่อกันว่า ใครที่ดื่มเหล้าจากถ้วยที่ทำจากหินอะเมทีสต์ จะไม่มีอาการมึนเมาเป็นอันขาด ต่อให้ดื่มกี่ถ้วยก็ตาม พิษสุราจะไม่มีทางมากล้ำกรายได้

นอกจากลูกปัด 3 ประเภทนี้แล้ว ยังมีการพบกำไลแก้ว (Glass Bracelet) ซึ่งเป็นเครื่องประดับอีกประเภทหนึ่งที่พบในหลุมศพของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์หลุมเดียวกันกับที่พบลูกปัดแบบต่างๆ เป็นเครื่องประดับทำจากแก้วสีเขียวอมฟ้า มองเผินๆ คล้ายกับหยก แต่อันที่จริงไม่ใช่หินรัตนชาติ หากแต่เกิดจาการเป่าทราย

รูปทรงมีลักษณะแบนใหญ่ ตัดเป็นร่องผ่าข้าง ขอบด้านในแบนโค้งเล็กน้อย ขอบด้านนอกโค้งมนเป็นครึ่งวงกลม พบจำนวนหลายวง เส้นผ่าศูนย์กลางโดยเฉลี่ยประมาณ 5-8 เซนติเมตร หนาประมาณ 2-10 มิลลิเมตร วางอยู่ที่บริเวณส่วนหู และข้อมือในหลุมศพผู้ตาย นักโบราณคดีชาวตะวันตกเรียกกำไลและตุ้มหูประเภทนี้ว่า เครื่องประดับรูปตัวซี “C” ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันยังมีชนกลุ่มน้อยแถบภูเขาทางภาคเหนือของไทยและกลุ่มชนแถบสิบสองปันนายังคงใช้ตุ้มหูขนาดใหญ่รูปทรงเช่นนี้อยู่ จัดเป็นเครื่องประดับพื้นฐานที่พบมากที่สุดในยุคก่อนประวัติศาสตร์แถบอุษาคเนย์

ฉบับหน้าจะพาไปรู้จักกับลูกปัดหอย ซึ่งมีวิวัฒนาการอย่างยาวนานมาจนถึงใช้เป็นหอยเบี้ยแลกเปลี่ยนเงินตรา