จากลูกปัดหอยทะเล สู่เงินตราหอยเบี้ย

0
2265

จากหนังสือ “รอยลูกปัด” (ตีพิมพ์เมื่อปี 2552) ของนายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช นักวิชาการอิสระชาวนครศรีธรรมราช ผู้เชี่ยวชาญด้านลูกปัดในเมืองไทย ได้ทำการแบ่งลูกปัดยุคก่อนประวัติศาสตร์ ออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ดังนี้

1. ลูกปัดที่ทำจากดินเผา กระดูกสัตว์ และเปลือกหอย เช่น หอยมือเสือ หอยสังข์ ลูกปัดกลุ่มนี้พบเห็นได้น้อยมาก และมีอายุรุ่นเก่าที่สุด

2. ลูกปัดที่ทำจากหินหรือรัตนชาติชนิดต่างๆ มีทั้งหินสีมีค่า อาทิ คาร์เนเลียน อาเกต อะเมทีสต์ หินแก้วผลึก หินเขี้ยวหนุมาน (ควอตซ์) ลูกปัดที่ทำจากหินสีเขียวชนิดต่างๆ รวมไปถึงลูกปัดหินเนื้อใส ซึ่งลูกปัดหินกลุ่มนี้ ผู้เขียนได้นำเสนอเรื่องราวอย่างละเอียดไปแล้วใน “คนล้านนา” ฉบับก่อน

3. ลูกปัดที่ทำจากแก้ว มีทั้งลูกปัดแก้วสีเดียวหรือที่นิยมเรียกกันว่า “ลูกปัดอินโด-แปซิฟิก” ลูกปัดแก้วอำพัน ลูกปัดแก้วหลายสี ลูกปัดแก้วลายแถบหรือที่นิยมเรียกว่า “สแลน” เป็นต้น

4. ลูกปัดที่ทำจากโลหะ ส่วนใหญ่เป็นลูกปัดที่ทำจากทองคำ ซึ่งเป็นกลุ่มที่หายากมาก

เห็นได้ว่านักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านลูกปัด กำหนดอายุให้ลูกปัดที่ทำจากเปลือกหอย สมัยก่อนประวัติศาสตร์มีความเก่าที่สุดในบรรดาวัสดุที่นำมาสร้างลูกปัดทั้งหมด คือมีอายุ 3,000 – 4,000 ปี ดังนั้นบทความที่จะนำเสนอต่อไปนี้ คือเรื่องราวว่าด้วยลูกปัดที่ทำจากหอย จึงมีความน่าสนใจยิ่ง เพราะถือว่าเป็นลูกปัดรุ่นแรกสุดในอารยธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์

ตามที่คุณหมอบัญชาได้กล่าวว่า ลูกปัดที่ทำจากเปลือกหอยนั้นพบปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับกลุ่มลูกปัดหินและลูกปัดแก้ว จึงถือว่าโชคดีเป็นอย่างยิ่งที่มีการพบลูกปัดหอยทรงกระบอกจำนวนหลายเม็ด ในหลุมขุดค้นทางโบราณคดีแถบดินแดนล้านนา นั่นคือที่บ้านวังไฮ ตำบลเวียงยอง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน

เมื่อวัดขนาดแล้วพบว่าลูกปัดหอยที่บ้านวังไฮมีขนาดความยาวเฉลี่ย 2 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง0.5-0.6 เซนติเมตร ส่วนประเภทของเปลือกหอยนั้นอยู่ในกลุ่มของ “เปลือกหอยมือเสือ” ซึ่งเป็นวัสดุที่ต้องนำเข้ามาจากมหาสมุทรอินเดีย แถบหมู่เกาะมัลดีฟ

หอยมือเสือคืออะไร? หอยมือเสือมีลักษณะเป็นเปลือกหอยทะเลสีขาวขุ่น โดยมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์นำเปลือกหอยมือเสือมาขัดผิวให้เนียน ตกแต่งให้เป็นรูปทรงกระบอก ด้วยการเจาะรูตรงกลาง (Long Cylindrical Shell Beads)

ลูกปัดประเภทนี้มีความพิเศษคือ มักพบในหลุมศพที่ฝังโครงกระดูกของเด็ก โดยร้อยเป็นเส้นวางรอบคอ บางชิ้นบรรจุอยู่ในภาชนะดินเผา นักมานุษยวิทยาเชื่อว่าน่าจะเป็นเครื่องรางของขลังใช้ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บให้แก่เด็ก

มีข้อน่าสังเกตว่า ลูกปัดเหล่านี้มักมีรอยแตกะเทาะและมีคราบเขม่าไฟสีดำเคลือบบางจุด เนื่องจากผ่านพิธีกรรมและการใช้งานมาแล้วนั่นเอง

สำหรับดินแดนอื่นๆ ในสยามประเทศ มีการพบลูกปัดหอยมือเสือจำนวนมากที่แหล่งโบราณคดีบ้านโคกพนมดี ตำบลท่าข้าม อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ซึ่งแหล่งที่พบเป็นเนินดินขนาดใหญ่ ลักษณะคล้ายเกาะที่ตั้งอยู่ในที่ราบลุ่ม มีรูปร่างค่อนข้างกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 230 เมตร มีพื้นที่ประมาณ 28 ไร่ จุดสูงสุดจากพื้นที่โดยรอบประมาณ12 เมตร

ที่โคกพนมดี ถือว่าเป็นแหล่งโบราณคดีที่พบเครื่องประดับทำจากเปลือกหอยจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งในครั้งนั้นเป็นพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติทั้งจากป่าและทะเล มีผู้เสนอข้อคิดเห็นว่าเนินดินแห่งนี้อาจเป็น Shell Mound สมัยก่อนประวัติศาสตร์ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในอุษาคเนย์ก็เป็นได้ หมายความว่า ลูกปัดหอยในช่วงเวลาหนึ่ง สามารถใช้วัสดุหอยมือเสือจากแหล่งโคกพนมดีนี่เอง มิจำเป็นต้องนำเข้าหอยมือเสือจากทะเลอันดามันเสมอไป

ส่วนการพบลูกปัดหอยมือเสือที่บ้านวังไฮนั้น สันนิษฐานว่าชุมชนในสังคมดั้งเดิมที่บ้านวังไฮ ลำพูน อาจมีการแลกเปลี่ยนสินค้ากับชุมชนก่อนประวัติศาสตร์ที่บ้านโคกพนมดี อันเป็นแหล่งอาณาจักรที่ติดทะเลโดยตรง หรือไม่ก็อาจมีพ่อค้าชาวอินโด-โรมันจากทางซีกตะวันตกเดินทางเข้ามาบนดินแดนภาคเหนือตอนบน พร้อมกับนำลูกปัดหอยมาใช้เป็นข้อแลกเปลี่ยนในทางการค้า

นอกจากการทำลูกปัดหอยเป็นรูปทรงกระบอกแล้ว ยังมีการทำลูกปัดหอยในลักษณะแผ่นกลมแบน ไม่ใช่สูงยาวเป็นทรงกระบอกอีกด้วย ลูกปัดชนิดนี้ทำจากเปลือกหอยตระกูล “หอยแครง”

อันที่จริง ความเป็นมาของลูกปัดจากเปลือกหอยถือกำเนิดขึ้นนานมาก เมื่อประมาณ 40,000 ปีมาแล้ว พบอยู่ในถ้ำของประเทศแถบยุโรปตอนกลางและยุโรปตะวันออก ส่วนมากเป็นลูกปัดจากเปลือกหอยตระกูล “หอยแครง” ยังไม่ใช่หอยทะเลแบบหอยมือเสือ) โดยลูกปัดเหล่านี้มีการเจาะรูไว้สำหรับร้อยเชือก ทำขึ้นในพิธีกรรมของมนุษย์นีแอนเดอธัล ในช่วงเวลา “ยุคน้ำแข็ง” (Upper Paleolithic Period)

ในส่วนอื่นๆ ของโลกก็พบลูกปัดในยุคแรกบ้างแต่ก็ประปรายไม่มากนัก เช่นในประเทศอินเดียพบในช่วงเวลา 20,000 – 30,000 ปีมาแล้ว เราพบลูกปัดที่ทำขึ้นจากเปลือกไข่นก ในประเทศเกาหลีและประเทศจีน ในช่วง 15,000 – 20,000 ปี พบลูกปัดที่ทำจากกระดูกสัตว์ ฟันสัตว์ ในทวีปแอฟริกา และทวีปอเมริกาเหนือพบลูกปัดกระดูกสัตว์กระจายตัวอยู่

จึงสรุปได้ว่าลูกปัดในยุคแรก ใช้วัสดุจากธรรมชาติประเภท ฟันสัตว์ เขี้ยวสัตว์ งา กระดูกสัตว์ หอยน้ำจืด หอยทะเล ซึ่งทั้งหมดเป็นวัตถุดิบตามธรรมชาติรอบๆ ตัวมนุษย์

หอยเบี้ย : เงินตราสมัยล้านนา

การนำหอยมาใช้ประโยชน์ในทางการค้าขายติดต่อแลกเปลี่ยนแทนระบบเงินตรานั้น ปรากฏพบหลักฐานในสมัยล้านนา ราวพุทธศตวรรษที่ 19-20 ส่วนสมัยหริภุญไชยเมื่อพันกว่าปีก่อนนั้น ก็น่าจะมีการใช้หอยเบี้ยมาแล้วเช่นกัน เพียงแต่ไม่พบหลักฐานในชั้นดินที่ร่วมสมัยกับอารยธรรมสมัยทวารวดี หริภุญไชย

หอยเบี้ยที่ชาวล้านนานำมาใช้เป็นเงินตรานั้น มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cuprea Moneta เป็นหอยที่มีเปลือกสีขาว ผ่ากลาง ผิวค่อนข้างบาง

เมื่อนำมาทำเป็นเบี้ย จะมีการเจาะรูทะลุ เพื่อสะดวกต่อการนำเชือกมาร้อยให้เป็นพวงเวลาจับจ่ายใช้สอย นอกจากนี้ยังใช้ในการประกอบพิธีกรรมความเชื่อต่างๆ อีกด้วย เช่น ในพิธีสืบชะตาของชาวล้านนา

หอยเบี้ยเป็นเงินตราที่มีการใช้กันอย่างกว้างขวางไม่จำเพาะในสังคมล้านนาเท่านั้น แต่ยังปรากฏในทวีปเอเชียและแอฟริกามาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์

ในประเทศจีน เมื่อสามารถประดิษฐ์คิดค้นตัวอักษรขึ้นใช้แล้ว ปรากฏว่ามีคำที่แปลว่า “หอยเบี้ย” อยู่ในหลักฐานยุคต้นๆ ของจีนตั้งแต่สมัยราชวงศ์ส่าง ราชวงศ์โจวด้วย โดยใช้แสดงถึงทรัพย์สินตลอดจนธุรกรรมในการซื้อขายและจ่ายเงินเมื่อประมาณ 3,500 ปีมาแล้ว

สาเหตุที่ชนชาติต่างๆ นิยมนำหอยเบี้ยมาใช้เป็นเงินตรา ก็เพราะหอยเบี้ยมีลักษณะเหมือนกันทุกตัว กล่าวคือมีรูปทรงค่อนข้างยาวรีป่องตรงกลาง ด้านหน้ามีรอยตะเข็บผ่ากลางตลอด จึงสามารถจดจำรูปลักษณะได้ง่าย นับว่าเป็นคุณสมบัติที่สำคัญประการหนึ่งของเงินตรา ขนาดของหอยเบี้ยถือว่าไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไป ทำให้พกพาสะดวกและนับจำนวนง่าย

นอกจากนี้หอยเบี้ยยังมิใช่ของดาดๆ ที่จะพบกันได้ทั่วไป แต่เป็นของหายาก ต้องนำเข้ามาจากหมู่เกาะมัลดีฟ ในมหาสมุทรอินเดียอันไกลโพ้น แต่ก็มีจำนวนมากพอที่จะจัดหามาใช้เป็นเงินตราสำหรับทุกคนในทุกสังคม กว่าหอยเบี้ยจะเข้ามาสู่ดินแดนล้านนาต้องผ่านการค้าทางไกล เส้นทางสายไหม การค้าวัวต่าง ม้าต่าง ข้ามชาติข้ามพรมแดนระหว่างทวีป ระหว่างอาณาจักร ที่ต่างเชื้อชาติต่างภาษา

การใช้หอยเบี้ยเป็นเงินตราในสุวรรณภูมิโดยเฉพาะในกลุ่มชนชาติไทนั้น มีมานานก่อนสมัยประวัติศาสตร์แล้ว มีหลักฐานปรากฏในศิลาจารึกสมัยสุโขทัยหลายหลัก ชนชาติไทได้ใช้หอยเบี้ยเป็นเงินปลีกในสมัยอยุธยามาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงได้ผลิตเงินตรามูลค่าต่ำด้วยทองเหลือง ทองแดง และดีบุก ขึ้นใช้อย่างเป็นมาตรฐานแทนที่

ในขณะเดียวกันวัฒนธรรมล้านนาก็เริ่มมีเงินประเภทอื่นใช้แทนหอยเบี้ย อาทิ เงินเจียง เงินท็อก เงินขาคีม ทำให้มีการดัดแปลงหอยเบี้ยซึ่งเป็นสิ่งมีค่าสูง นำมาใช้ทำเครื่องประดับ ในรูปของสายสร้อย เครื่องราง เครื่องมงคล ใช้ในพิธีกรรมต่างๆ โดยเจาะรูด้านหลังให้ทะลุแล้วนำมาร้อยเชือกแขวน ดังนั้น หอยเบี้ยในล้านนาเกือบทุกชิ้นล้วนมีรอยเจาะรูทั้งสิ้น

จากการที่มนุษย์ใช้หอยเบี้ยเป็นเงินตราติดต่อกันมาอย่างยาวนานในประวัติศาสตร์ของชนชาติไท จึงมีคำศัพท์และสำนวนเกี่ยวกับ “หอยเบี้ย” ต่างๆ นานา ดังนี้

เบี้ยหวัดเงินปี เบี้ยน้อยหอยน้อย เบี้ยปรับ แจงสี่เบี้ย พูดไปสองไพเบี้ย สิบเบี้ยใกล้มือ หัวเบี้ย ทาสในเรือนเบี้ย เบี้ยบ้ายรายทาง ขายหน้าห้าเบี้ย เบี้ยหัวแตก เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน เล่นเบี้ยเสียโป เบี้ยรองบ่อน เบี้ยประชุม เบี้ยเลี้ยง เบี้ยกันดาร เบี้ยทำขวัญ เบี้ยประกัน เบี้ยบำนาญ ไล่เบี้ย เบี้ยทดแทน ฯลฯ

ซึ่งแน่นอนว่า สำนวนเหล่านี้คนรุ่นเราๆ ท่านๆ อาจเคยได้ยินจนชินหู เพียงแต่ไม่เคยเห็นหน้าตาของ “เบี้ย” ว่าเป็นอย่างไร แท้ที่จริงก็คือ “หอย” ชนิดหนึ่งที่เดินทางไกล ไกลทั้งระยะทาง และห่างไกลทั้งกาลเวลา