จาก “ม่านปักลาวทอง” ถึงเสน่ห์ “ผ้าปักร่วมสมัย”

0
1495

          วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันสตรีสากล องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูนได้งานเสวนาเรื่อง “ผ้าปักล้านนา : เสน่ห์ทุนทางวัฒนธรรมลำพูน” ณ สถาบันวิจัยผ้าทอหริภุญไชย ตำบลต้นธง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน วิทยากรเสวนาประกอบด้วยดิฉัน ดร.เพ็ญสุภา สุขคตะ คุณอนันต์ สุคันธรส คุณวศิน อุ่นจะนำ ดำเนินรายการโดย อาจารย์สุทธิพันธ์ เหรา

ม่านปักลาวทอง สิ่งสะท้อนฝีมือแม่ญิงล้านนา

             ดิฉันได้เปิดประเด็นว่า มักมีผู้ไถ่ถามกันหลายรายถึง “ม่านปักลาวทอง” ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย จังหวัดลำพูน ยังอยู่ดีหรือว่าสูญหายไปแล้ว?

            โดยคนเหล่านั้นอ้างว่า ข้อมูลดังกล่าวได้มาจากหนังสือของ อ.เจือ สตะเวทิน ปราชญ์ใหญ่ผู้ล่วงลับ ท่านระบุว่า “ผ้าปักลาวทอง” น่าจะเก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์ลำพูน

            เกิดความผิดพลาดทางเทคนิคอะไรบางประการกระมัง  ท่านอาจารย์เจือ หรือใครเคยไปเห็นผ้าผืนไหนในห้องจัดแสดงล่ะหรือ แล้วเกิดจินตนาการอุปโลกน์โยงเข้ากับวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผนเป็นตุเป็นตะไป

            เพราะจากการตรวจสอบค้นดูทะเบียนโบราณวัตถุทั้งหมด ไม่ปรากฏว่ามีผ้าม่านปักไหมดิ้นทองที่มีอายุเกินกว่า 300 ปีที่พอจะให้สันนิษฐานได้ว่าเป็นของนางลาวทองแม้แต่ชิ้นเดียว กลับพบแต่ผ้ารองคัมภีร์ฝีมือของแม่ญิงยองในช่วงไม่เกิน 200 ปีมานี้เองเท่านั้น

ลาวทองแม่ญิงล้านนาในขุนช้างขุนแผน

          ชีวิตของสาวเหนือผ่านวรรณกรรมที่ชื่อ “ลาวทอง” ต้องเข้าไปพัวพันเป็นเมียลำดับสามของขุนแผนแสนสะท้าน (ต่อจากสายทองและวันทอง แต่มาก่อนบัวคลี่กับแก้วกิริยา) ก็เนื่องจากเหตุการณ์ตอนที่กองทัพอยุธยายกขึ้นมายึด “เมืองเชียงทอง” คืนจากเชียงใหม่

            “สุจิตต์ วงษ์เทศ” เคยถามดิฉันในฐานะที่อยู่เมืองเหนือมานานว่า รู้หรือไม่ว่าเมืองเชียงทองนั้นอยู่ที่ไหน

            “เชียงทอง” ในเรื่องขุนช้างขุนแผน ที่อยุธยาอ้างสิทธิ์ว่าเป็นเมืองขึ้นของตน แต่แล้วจู่ๆ ล้านนาก็เข้ามายึด ทำให้สมเด็จพระพันวษาต้องส่งขุนแผนยกทัพขึ้นมาทวงคืนนั้น ดิฉันยังสงสัยอยู่ว่าจะเป็นเชียงทองเมืองเดียวกันกับที่มีมาแล้วตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวีราว 1,300 ปีเศษหรือไม่ หมายถึงเมืองจอมทอง (อำเภอจอมทอง เชียงใหม่ ในปัจจุบัน)

          แต่ฉากที่พรรณนาในเรื่องขุนแผน ดูเหมือนว่าเชียงทองจะอยู่ลงไปแถวเมืองตาก ไม่ไกลจากกำแพงเพชร ถือเป็นเขตแดนในปกครองของกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันสองฟากแม่ปิงในตากยังมีชื่อบ้านเชียงทองคู่กับบ้านเชียงเงินเป็นหลักฐานหลงเหลืออยู่

          หากเชียงทองที่ขุนแผนมาตีคืนให้อยุธยา ตั้งอยู่ที่ตากก็ย่อมสมเหตุสมผล เพราะตากเป็นเมืองกึ่งกลางระหว่างอยุธยากับล้านนา แต่ตีเชียงทองที่ตากแล้วไฉนจึงลามมาถึงจอมทองเล่า?

          ไม่ว่าเชียงทองจะอยู่ที่จอมทองหรืออยู่ที่บ้านเชียงทองในจังหวัดตากก็ตามที ในวรรณกรรมระบุว่า เชียงทองนี้ไม่ได้ขึ้นตรงต่อเชียงใหม่ แต่กลับเป็นส่วนหนึ่งของลำพูน

          ตอนที่ขุนแผนยกทัพมายังหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งแถวเชียงทอง บิดาของลาวทองมีฐานะเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน ชื่อว่าแสนคำแมน ภริยาชื่อนางศรีเงินยวง พร้อมใจกันยกลูกสาววัย 15 ปี ให้กับขุนแผน

          เพื่อแลกกับความสุขสงบของชาวเชียงทอง หมู่บ้านเดียวที่ไม่โดนทัพของขุนแผนย่ำยี นางลาวทองจำต้องอุทิศตนกลายเป็น “เมียเชลย” หรือที่เรียกกันในสมัยอยุธยาว่า “เมียกลางเมือง” หมายถึงหญิงอันบิดามารดากุมมือให้เป็นเมียชาย (โดยไม่สนใจว่าชายผู้นั้นจะโสดหรือไม่)

วัด “เจดีย์หลวงลำพูน” ก่อนขนามนาม “พระธาตุหริภุญไชย”

          ก่อนที่ลาวทองจะจากพ่อแม่ไปอยู่เมืองทางใต้ โดยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้หวนคืนสู่ลำพูนอีก นางได้ตั้งจิตอธิษฐานตามธรรมเนียมสาวเหนือ ด้วยการปักผ้าม่านผืนมหึมาด้วยความเหนื่อยยาก ถวายเป็นพุทธบูชาแด่ “วัดเจดีย์หลวงลำพูน” (ชื่อเดิมของวัดพระธาตุหริภุญไชย) เพื่อขอให้ได้พบพระนิพพาน

            สิ่งที่น่าสนใจคือ วรรณคดีเรื่องขุนแผนนี้ ช่วยตอกย้ำแผนที่ทางวัฒนธรรม ว่ายุค 300 ปีก่อน เมืองเชียงทอง (จอมทอง) หาได้เป็นส่วนหนึ่งของเชียงใหม่ไม่ แต่เป็นเมืองบริวารของลำพูน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เหตุเพราะจอมทองตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิงอยู่ใกล้ชิดกับลำพูนมากกว่าเชียงใหม่ ซ้ำยังเป็นเมืองทางผ่านของอารยธรรมแบบทวารวดีสมัยพระนางจามเทวีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร จึงย่อมผูกพันกับลำพูนเป็นธรรมดา

            การแบ่งเขตพื้นที่ปกครองสมัยนี้ เล่นเอาแม่น้ำเป็นพรมแดนแยกผ่าสายสัมพันธ์ของชุมชนลุ่มแม่ปิงที่เคยมีสำนึกแบบเครือญาติ ให้แตกออกเป็นสองเมือง ด้วยถนนหนทางและที่ว่าการอำเภอซึ่งตั้งห่างไกลกันลิบลับ กลายเป็นคนแปลกหน้า แยกเขาแยกเราระหว่างกัน ลำพูน-เชียงใหม่

ม่านปักนางลาวทองอยู่ที่ไหน

            นางลาวทองใช้เวลาปักม่านถวายวัดเจดีย์หลวงลำพูน เพียงแค่หนึ่งคืนกับหนึ่งวัน พร้อมกับทำรูปปั้นของนางวางถวายคู่กับผ้าม่าน อธิษฐานต่อองค์พระเจดีย์หลวงว่า หากเมื่อใดลำพูนสูญสิ้น ก็ขอให้ทั้งสองสิ่งนี้สูญหายตามไปด้วย

            เหตุนี้หรือเปล่า ที่ทำให้ชาวลำพูนเกิดความกังวลถึงผ้าม่านและรูปปั้นของลาวทองว่าอันตรธานหายสูญไปอยู่ที่ใดแล้วหรือยัง เพราะมันเป็นสัญลักษณ์ของการดำรงอยู่ของนครลำพูนด้วยเช่นกัน?

            หากม่านปักนางลาวทองมีจริง คงเป็นม่านที่สวยงามที่สุดเท่าที่มีบนพื้นพิภพ เหตุเพราะตกแต่งรายละเอียดอย่างวิจิตรพิสดาร กล่าวคือผูกลายเป็นภาพพระพุทธเจ้ากำลังผจญกับมาร ช้างที่พญามารส่งมารังควาญแต่ละเชือกนั้น ในเสภาพรรณนาว่ามีกล้ามเนื้อเคลื่อนไหวทรงพลัง เสนามารถือสรรพาวุธ มีศร พระขรรค์ จักรแก้ว ตรีศูล เกาฑัณฑ์ กั้นหยั่น โล่ เขน ทำราวกับว่าอาวุธแต่ละชิ้นนั้นปักง่ายเหลือกำลัง!
            เท่านั้นยังไม่พอ ฉากหลังมีพระอาทิตย์ เมฆเกลื่อน เขาพระสุเมรุตั้งอยู่ท่ามกลางเขาสัตตบริภัณฑ์ทั้งเจ็ด มีแนวมหาสมุทร คงคาใสสุดแลสลอน ละลอกกระฉอกชโลธร

            ต่อให้พี่เลี้ยงทั้งสองของนางลาวทอง คือนางวันกับนางเวียงจะช่วยกันย้อมไหมนับร้อยสี (ไม่นับว่ากว่าจะรอให้แห้งต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งวัน) คอยส่งเข็มจากใต้สะดึงตามวิธีปักไหมแบบโบราณ ชนิดที่เรียกว่ามือเป็นระวิงก็ตาม

            คุณค่าของวรรณกรรมฉากนี้ สะท้อนถึงประเพณีการถวายผ้าปักเป็นพุทธบูชาของหญิงไทยในอดีตไม่ว่าอยู่ในภูมิลำเนาไหน ซึ่งการตกทอดมาสู่สมัยหลังนั้นอาจเหลือน้อยลงแล้วในภาคอื่น แต่ตามวัดสำคัญทางภาคเหนือเรายังคงเห็นแม่ญิงล้านนาแข่งขันกันปักผ้าที่ใช้รองคัมภีร์ในช่วงเทศกาลยี่เป็ง (ลอยกระทง) เพื่อถวายพระตอนขึ้นนั่งเทศน์มหาชาติกันอยู่

            เมื่อขุนแผนพาลาวทองไปอยู่ด้วยกันที่สุพรรณ นางก็เจ็บออดๆ แอดๆ ล้มป่วยลง อาจเป็นเพราะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมภาคกลางได้อย่างกลมกลืน ในขณะที่ขุนแผนมัวแต่วุ่นวายยื้อแย่งจะเอานางวันทองคนรักเก่าคืนกลับมา จนถูกขุนช้างใส่ความได้รับโทษอาญา ไม่อาจมาเยี่ยมดูแลนางลาวทองได้อีก ในที่สุดสาวเหนือผู้อาภัพจำต้องพลัดพรากจากขุนแผน ถูกริบเป็น “หม้ายหลวง” ให้เข้าไปอยู่ในวัง ทำงานเป็นช่างปักสะดึงอยู่นานถึง 16 ปี

            เรื่องราวของสตรีในวังหลวงเกี่ยวกับช่างปักนั้น พบข้อมูลว่าเคยมีพระองค์เจ้าหญิงจงกลนี ธิดาองค์ที่ 22 ในรัชกาลที่ 1 กับเจ้าจอมมารดาตานี ทำหน้าที่เป็นแม่กองช่างสะดึงปักร้อยกรองผ้าไหมผ้าแพรต่างๆ ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 2 อันเป็นช่วงที่มีการระดมกวีในราชสำนักแต่งเสภาขุนแผนเพิ่มเติมจากสำนวนกรุงเก่าอีกหลายตอน

            กรมหมื่นกวีพจนสุปรีชา กรรมการหอพระสมุดวชิรญาณ เห็นว่าตัวละครในเรื่องขุนแผนนั้นมีอยู่จริง ไม่ใช่นวนิยายเพ้อฝัน โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2034-2073 ขุนแผนเป็นแม่ทัพนายหนึ่งของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (หรือพระเชษฐา โอรสของพระบรมไตรโลกนาถ)

            เมื่อเทียบศักราชดูกับทางล้านนาแล้ว ตรงกับสมัยของพระเมืองแก้ว ต่อเนื่องมายังสมัยของพระเมืองเกษเกล้า ถือเป็นประวัติศาสตร์ช่วงที่ล้านนากับอยุธยาผลัดกันทำสงครามแพ้-ชนะกันอย่างเข้มข้น

            เนื่องจากผู้รจนาเสภาขุนแผนนั้น มีมากมายหลายคน เริ่มตั้งแต่กวีนิรนามสมัยอยุธยาก่อนเสียกรุงครั้งที่ 1 เรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จึงยากที่จะสรุปได้ว่า… ม่านปักของนางลาวทองนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ ปักขึ้นในช่วงเวลาใด และเก็บรักษาไว้ที่ไหนกันแน่

            หากเชื่อว่ามีอยู่ที่เจดีย์หลวงลำพูนผืนหนึ่ง ก็แสดงว่าต้องตกค้างอยู่ในวังหลวงอยุธยาอีกหลายผืน เหตุเพราะนางลาวทองต้องรับงานปักผ้าม่านที่นั่นนานกว่า 16 ปี

            อย่างน้อยที่สุด วรรณกรรมเรื่องนี้ก็สะท้อนให้เห็นว่า “ฝีมือปักผ้าของสาวล้านนาตั้งแต่อดีตนั้นมีความฉกาจฉกรรจ์ยิ่งนัก” ดังนั้นในเวทีเสวนาจึงเห็นพ้องต้องกันว่า อนุชนรุ่นหลังควรจำลองผ้าปักของนางลาวทองขึ้นมาให้เห็นเป็นสัญลักษณ์

ผ้าปักสันกำแพง

            คุณอนันต์ สุคันธรส ตัวแทนผ้าปักสันกำแพงได้กล่าวถึงที่มาของการปักผ้าบนเสื้อสีเข้มของชาวสันกำแพง เชียงใหม่ ว่าราว 50-60 ปีมาแล้วมีจุดเริ่มต้นมาจากการเลียนแบบ “ลายตาข่ายด้านในของร่ม” (จ้องบ้านบ่อสร้าง) ที่ชาวบ้านเห็นกันจนคุ้นตา จึงนำลวดลายตาข่ายมาเย็บที่ริมแขนเสื้อ ริมชายเสื้อ สาบเสื้อ

            จากนั้นพัฒนามาเป็นลายดอกไม้รูปหัวใจ เน้นผ้าพื้นสีดำด้วยเหตุผลสองประการ 1. เวลาสุภาพสตรีสวมใส่ตอนเล่นน้ำสงกรานต์ จะไม่ทำให้ดูโป๊ 2. สีดำจะขับให้ลายปักสีสันต่างๆ ดูโดดเด่น ทำให้สามารถเลือกใส่กับผ้าซิ่นได้หลากหลายสี

            ต่อมามีการเพนท์ตัวอักษรเป็นถ้อยคำที่สื่อถึงความเป็นคนเหนือ เช่น นิราศเวียงพิงค์ วังบัวบาน มนต์รักแม่ระมิงค์ เป็นต้น

สืบสานงานปักหน้าหมอนและซิ่นไทขึน

            วสิน อุ่นจะนำ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าทอคนรุ่นใหม่ไฟแรง ได้แกะรอย ฝึกฝน ศึกษา ค้นคว้ากรรมวิธีเทคนิคการปักผ้าที่ชายซิ่นของผ้าไหมไทขึน ที่เน้นซิ่นตีนเขียวและปักเลื่อมสลับไหมพร้อมดิ้นเงินดิ้นคำ

            นอกจากนี้ ยังมีการปักหน้าหมอนอิงเป็นลวดลายโบราณ บางใบมีการติดกระจกจืนประกอบด้วย ถือเป็นงานหัตถศิลป์ที่มีความวิจิตรประณีต นอกจากจะช่วยอนุรักษ์งานศิลปกรรมโบราณไม่ให้สูญหายแล้ว ยังสามารถนำไปใช้ต่อยอดเป็นทุนทางวัฒนธรรม ใช้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยวได้อีกด้วย

            ตรงกับคอนเซปต์ของงานที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูนกำหนดไว้ว่า “ตั้งใจจะนำทุนทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ในอดีต มาสร้างสรรค์ประยุกต์ในรูปแบบใหม่ ที่ดูทันสมัย แต่ไม่ไร้ราก”