ให้ 1 หมื่น ล่ามือเผาป่า เหนือยังวิกฤติ!ไฟลามดอย คนสำลักควันค่าPM2.5พุ่ง

0
316

วิกฤติไฟป่าภาคเหนือยังไม่คลี่คลาย หลายพื้นที่ไฟป่ายังคงโหมหนักอย่างต่อเนื่อง แม่ฮ่องสอนค่าฝุ่นพิษอยู่ในระดับคำเตือนสีแดงยาวหลายสัปดาห์ ล่าสุดเกิดเหตุระทึกไฟป่าในเขตปลอดภัยห่างศาลากลางเพียง 800 เมตร ด้านจังหวัดเชียงใหม่ อาการหนักไม่แพ้กัน ตลอดห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ไฟป่าลามหลายจุดพื้นที่อุทยานสุเทพ-ปุย ฮ.บินว่อนดับไฟปะทุซ้ำ จังหวัดเอาจริง เพิ่มรางวัลนำจับให้ 1 หมื่น ล่าตัวคนมือบอนลอบเผาป่า พร้อมระดมจิตอาสา เสือไฟ และเครือข่ายหลายหน่วยงาน คุมไฟป่าใกล้ชิด

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายพงษ์พีระ ชูชื่น นายอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันไฟป่าอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ว่าเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุเกิดไฟป่าบริเวณเทือกเขา ตรงข้ามโรงแรมอิมพีเรียลธารารีสอร์ท โดยไฟป่าได้ลุกลามจากทางด้านทิศใต้ลามไปตามเทือกเขาด้านทิศเหนือ ห่างจากศาลากลางจังหวัดประมาณ 800 เมตร ทางเจ้าหน้าที่จึงได้เร่งดำเนินการดับไฟป่าและสามารถควบคุมเพลิงได้ใน 1 ชั่วโมง สำหรับจุดที่เกิดไฟป่า ถือเป็นเขตปลอดไฟป่าที่ทางจังหวัดกำหนดเป็นเขตห้ามเผาเด็ดขาด ซึ่งนับระยะจากตัวเมืองเป็นรัศมีวงกลมระยะห่าง 5 กม.
จากรายงานของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันไฟป่าจังหวัดแม่ฮ่องอน ตรวจพบจุดความร้อนในระบบเวียร์ ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 244 จุดประกอบด้วย อ.ขุนยวม 10 จุด , อ.ปางมะผ้า 20 จุด, อ.ปาย 90 จุด , อ.สบเมย 35 จุด , อ.เมืองแม่ฮ่องสอน 23 จุด , อ.แม่ลาน้อย 17 จุด และ อ.แม่สะเรียง 49 จุด โดยพบว่าจุดความร้อนได้เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ อ.แม่สะเรียง และ อ.ปาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่การเกษตรบนเทือกเขา

ทางด้าน สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ร่วมกับศูนย์ ปภ. เขต 10 ลำปาง นำรถต่อต้านวินาศกรรม พร้อมอุปกรณ์ดับเพลิงควบคุมระยะไกล (RUF 60) จำนวน 2 คัน รถบรรทุกน้ำช่วยดับเพลิง ขนาด 10,000 ลิตร จำนวน 1 คัน รถบรรทุกน้ำ 6,000 ลิตร จำนวน 1 คัน รถดับเพลิงหอน้ำสูง 37 เมตร จำนวน 1 คัน โดยบรูณาการร่วมกับ หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 17, อบจ.แม่ฮ่องสอน, เทศบาลเมืองแม่ฮ่องสอน, ทางหลวงชนบท มส., แขวงทางหลวงแม่ฮ่องสอน, ชุดควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้, อบต.ปางหมู, ดับเพลิงท่าอากาศยาน ทำการฉีดพ่นละอองไอน้ำ เพื่อสร้างความชุ่มชื้นในอากาศและลดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 บริเวณท่าอากาศยานจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีปริมาณการใช้น้ำ จำนวน 78,000 ลิตร
ขณะที่จังหวัดเชียงใหม่ สถานการณ์ไฟป่าบนดอยสุเทพ-ปุยเริ่ม แม้จะเริ่มคลี่คลาย แต่ยังเหลือจุดที่เกิดซ้ำซากที่เป็นภูเขาสูง ล่าสุด ได้นำ ฮ.ปภ.และ MI17 บินโปรยน้ำควบคู่กับระดมกำลังภาคพื้นดินจากทุกภาคส่วนเข้าดับไฟ พร้อมระดมจิตอาสาออกปฏิบัติการสำรวจ ชี้พิกัดไฟป่ารอบพื้นที่ป่าดอยสุเทพ-ปุย และป้องปรามการกระทำผิด ด้าน รองผู้ว่าฯ ย้ำห้ามคนเข้าป่าเด็ดขาด หากพบผู้บุกรุกให้จับกุมโดยไม่มีข้อยกเว้น
นายคมสัน สุวรรณอัมพา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีการประชุมศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเร่งปรับแผนการดำเนินงาน ซึ่งมีผู้แทนจากมณฑลทหารบกที่ 33 ฝ่ายปกครอง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมป่าไม้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนภาคประชาชนจิตอาสา ร่วมหารือปรับแผนในการดับไฟป่า รวมทั้งการนำอากาศยานขึ้นบินโปรยน้ำเพื่อดับไฟในพื้นที่สูงชันให้เกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันพบว่าสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เริ่มคลี่คลาย โดยเฮลิคอปเตอร์ ปภ. (KA-32) ได้ปฏิบัติการบินโปรยน้ำดับไฟจุดแหลมสน (ดอยผาดำ) ใกล้บ้านม้งดอยปุย และขุนช่างเคี่ยน ตำบลสุเทพ มีจุดไฟไหม้เกิดขึ้นใหม่และปะทุจากเดิม ซึ่งมีกำลังเจ้าหน้าที่เสือไฟ เหยี่ยวไฟ และอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพปุยได้ทำแนวกันไฟและนำรถดับเพลิงเฝ้าระวังไว้ตลอดทั้งคืนเพื่อป้องกันการลุกลาม พร้อมสนธิกำลังกับหน่วยงานทุกภาคส่วนรวมกว่า 200 นาย เร่งดับไฟอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ทีมโดรนจิตอาสาได้บินขึ้นสำรวจบริเวณใกล้กับพระธาตุดอยคำ ตำบลแม่เหียะ และจุดบ้างปง อำเภอหางดง ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงบริเวณเดิมที่เกิดไฟป่าขึ้นในช่วงกลางดึก หากพบจุดที่เกิดไฟจะมีการแจ้งพิกัดมายังศูนย์บัญชาการฯ จังหวัด เพื่อนำเฮลิคอปเตอร์ MI 17 ของกองทัพบก บินขึ้นโปรยน้ำในจุดนั้น ในส่วนของเฮลิคอปเตอร์ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจำนวน 3 ลำ ปฏิบัติการบินโปรยน้ำดับไฟบนพื้นที่สูงชัน ถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจบินที่อำเภอเชียงดาวอย่างเร่งด่วน เนื่องจากตรวจพบจุดความร้อน 65 จุด โดยเฉพาะพื้นที่บ้านนาเลา ตำบลเชียงดาวที่มีจุดความร้อนพุ่ง 15 จุด ในพื้นที่เขาสูงชันและเหวลุก และเป็นจุดเดิมที่ลุกลามจากเมื่อวานนี้ 5 จุด ที่หน่วยดับไฟภาคพื้นดินเข้าไม่ถึง
ในส่วนของสถานการณ์หมอกควันไฟป่าล่าสุดเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานการตรวจพบจุดความร้อนจากดาวเทียมเวียร์ในจังหวัดเชียงใหมจำนวน 518 จุด เกิดขึ้นในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 294 จุด และป่าสงวนแห่งชาติมากถึง 212 จุด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง ลาดชัน บางจุดเป็นเหวลึก ยากต่อการที่หน่วยดับไฟภาคพื้นดินเข้าถึง ทำให้ต้องใช้เวลานานกว่าเพื่อควบคุมไฟไม่ให้ลุกลามเป็นวงกว้างได้ แต่ประกอบกับในช่วง 2 – 3 วันที่ผ่านมา มีลมแรงทำให้สะเก็ดไฟถูกลมพัดปลิวข้ามแนวกันไฟที่ทำเพื่อสกัดไฟไว้ ลุกลามไปยังพื้นที่ข้างเคียงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งบางจุดเกิดการปะทุขึ้นใหม่ แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะร่วมกันดับไฟไปแล้วตาม
รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ขณะนี้ได้ส่งกำลังทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่อุทยาน สนธิกำลังร่วมกับฝ่ายปกครอง อปท. ผู้นำชุมชน และชาวบ้านในพื้นที่ออกลาดตระเวน ตรวจสอบจุดความร้อนและเฝ้าระวังการเกิดไฟป่า ซึ่งเป็นการดำเนินการตามนโยบายของจังหวัดเชียงใหม่ ที่ให้เพิ่มการลาดตะเวนในพื้นที่เสี่ยงให้มากขึ้น ถือเป็นปฏิบัติการทางจิตวิทยา และกลยุทธ์สำคัญที่ต้องทำควบคู่กันไป เพื่อป้องปรามการลักลอบเผาป่าเพิ่ม โดยกำชับเจ้าหน้าที่หากพบผู้ที่เข้าไปในป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตตอนนี้ สามารถจับได้เลย เพราะได้ประกาศมาตรการปิดป่า 100% ไปแล้ว หากฝ่าฝืนจะดำเนินการลงโทษตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเฉียบขาดต่อไป ซึ่งสำหรับผู้ชี้เบาะแสเพื่อนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดได้เพิ่มรางวัลนำจับจากรายละ 5,000 บาท เป็น 10,000 บาทแล้ว โดยสามารถแจ้งเหตุได้ที่ศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จังหวัดเชียงใหม่ หมายเลขโทรศัพท์ 053-112-808 หรือหมายเลขโทรศัพท์ 191 ตลอด 24 ชั่วโมง
ล่าสุดมีรายงานว่า เมื่อวันที่ผ่านมา พล.ต.จิรเดช กมลเพ็ชร รองผู้บัญชาการกองบัญชาการควบคุมสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันภาคเหนือ กองทัพภาคที่ 3 ส่วนหน้า พร้อมด้วย นายปรมินทร์ วงศ์สุวัฒน์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ และนายคมสัน สุวรรณอัมพา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมประชุมศูนย์บัญชาการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้แทนจากมณฑลทหารบกที่ 33 กองบิน 41 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมป่าไม้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมติดตามสถานการณ์และร่วมหารือปรับแผนดับไฟป่าในพื้นที่ซ้ำซาก รวมทั้งการนำอากาศยานขึ้นบินโปรยน้ำ เพื่อดับไฟในพื้นที่สูงชันให้เกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
ภายหลังจากได้มีเปิดยุทธการใน 3 แห่ง ประกอบด้วย ยุทธการแหลมสน (ใกล้บ้านม้งดอยปุย) มี ฮ.ปภ. (KA-32) บินโปรยน้ำทางอากาศ ร่วมกับชุดเสือไฟ กรมอุทยานฯ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย และผู้นำชุมชนในพื้นที่ , ยุทธการบ้านทุ่งโป่ง ตำบลบ้านปง อำเภอหางดง มี ฮ.MI-17 ของกองทัพบก บินโปรยน้ำทางอากาศ ร่วมกับชุดเหยี่ยวไฟ ชุดสถานีควบคุมไฟป่าภูพิงค์ และผู้นำชุมชนในพื้นที่ โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนและเฝ้าระวังในพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งทำแนวกันไฟไว้โดยรอบ และในส่วนยุทธการที่อำเภอเชียงดาว บริเวณดอยหลวงเชียงดาว มี ฮ.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ จำนวน 2 ลำ ร่วมกับกำลังเจ้าหน้าที่อุทยาน ป่าไม้ ฝ่ายปกครอง และชาวบ้านในพื้นที่ ระดมกำลังเข้าไปดับไฟ และทำแนวกันไฟป้องกันไม่ให้เกิดการลุกลามเป็นวงกว้าง ซึ่งมีจุดความร้อนเกิดขึ้นจำนวนมาก
ล่าสุดในช่วงเช้าวันที่ 29 มี.ค. มีไฟเกิดขึ้นใกล้เคียงในจุดเดิมในดอยสุเทพ-ปุย ทั้งด้านหน้าน้ำตกมณฑาธาร และสวนเกษตรไซด์ B โดยได้นำ ฮ.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ จำนวน 2 ลำ ขึ้นบินโปรยน้ำสกัดไฟแล้ว และในส่วนที่ดอยผาดำ ใกล้บ้านม้งดอยปุย และบ้านปง อำเภอหางดง ดำเนินการควบคุมไฟได้แล้ว แต่ยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้กลับมาเกิดซ้ำอีก นอกจากนี้ยังพบจุดความร้อนขึ้นใหม่อีก 2 จุด ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์บ้านแม่ขุนห้วยแม่นาไทร ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม ซึ่งอยู่ใกล้กัน ซึ่งได้ใช้เฮลิคอปเตอร์ KA-32 ของ ปภ. บินโปรยน้ำขึ้นดับไฟ เพื่อสร้างความชุมชื้น และสกัดไม่ให้ไฟลุกลาม โดยต้องอาศัยกำลังภาคพื้นดินที่จะคอยชี้เป้า แล้วประเมินผลว่าตรงจุดหรือไม่ เพื่อนำไปเป็นข้อมูลปรับแผนการบินให้เกิดประสิทธิภาพ จากนั้นก็จะใช้กำลังภาคพื้นที่เข้าไปดับไฟให้เรียบร้อย ขณะเดี่ยวกัน ยังได้ขอกำลังทหารจาก มทบ.33 ลงพื้นที่ลาดตระเวน ป้องกัน และช่วยดับไฟป่า ควบคู่กับชุดมวลชน ที่เข้าไปทำความเข้าใจในพื้นที่บ้านม้งดอยปุยและดอยผาดำ และป้องปราบประชาชนตามมาตรการห้ามเผาในที่โล่งเด็ดขาดจนถึง 30 เมษายนนี้

ในส่วนของภาคประชาชนจิตอาสาในจังหวัดเชียงใหม่ ได้มารวมตัวกันเพื่อแสดงพลังเข้าร่วมเป็นจิตอาสาในการเฝ้าระวัง ป้องกัน การเกิดไฟป่า หลังพบว่าสถานการณ์ในจังหวัดเชียงใหม่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มร่มบินอาสาเชียงใหม่ กลุ่มโดรนจิตอาสา และกลุ่มมอเตอร์ไซด์วิบาก เป้าหมายหลัก คือการสำรวจ เพื่อป้องปราม การกระทำผิด และเป็นกำลังเสริม ประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ทั้งภาคพื้นที่ดินและทางอากาศ โดยแบ่งชุดกระจายกำลัง ออกปฏิบัติการสำรวจ และชี้พิกัด รอบพื้นที่ป่าในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย
โดยเฉพาะในเรื่องการลาดตระเวนป้องกัน และชี้จุดการเผา โดยจะขึ้นบินทุกเช้าในเวลา 08.00 – 09.00 น. ทุกวัน ซึ่งแบ่งเป็น 2 จุด คือโซนดอยสุเทพ-ปุย ห้วยตึงเฒ่า จนถึงอำเภอแม่ริม และโซนตำบลแม่เหียะ เพื่อช่วยสำรวจจุดเกิดไฟไหม้ และส่งพิกัดให้กับเฮลิคอปเตอร์นำไปเป็นข้อมูลวางแผนเพื่อขึ้นบินโปรยน้ำดับไฟได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ขณะที่กลุ่มมอเตอร์ไซด์วิบาก จะช่วยเข้าไปลาดตระเวนในพื้นที่ป่าที่ยากต่อการเข้าถึง เพื่อป้องปรามและกดดันผู้ที่จะเผา ซึ่งหากเจอก็จะถ่ายรูปและแจ้งให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบได้อย่างทันท่วงที
นายคมสัน สุวรรณอัมพา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้เน้นย้ำมาตรการปิดป่า โดยขอให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดตรวจตราการบุกรุกป่าในช่วงที่ประกาศปิดพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และหากพบผู้บุกรุกก็ให้เจ้าหน้าที่จับกุมดำเนินคดีโดยไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งจะเพิ่มชุดเฝ้าระวังในหมู่บ้าน เพื่อฝังตัวหาข่าวอยู่ในพื้นที่ เนื่องจากชาวบ้านยังขาดความรู้ในมาตการห้ามเผา จึงต้องสร้างความเข้าใจให้ทั่วถึง โดยก่อนหน้านี้ได้มีชุดลาดตระเวนและชุดดับไฟประจำหมู่บ้าน เป็นการบูรณาการกำลังทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่อุทยาน ฝ่ายปกครอง อปท. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านในพื้นที่ออกลาดตระเวน ตรวจสอบจุดความร้อน และเข้าดับไฟหากเกิดไฟป่าในพื้นที่ของตนเอง ทั้งนี้ ประชุมศูนย์บัญชาการฝุ่นควันฯจังหวัดเชียงใหม่เช้านี้ ยังปรากฏค่า Hotspot ในพื้นที่ซ้ำซากและพื้นที่เกิดขึ้นใหม่ ดังนั้นเพื่อให้เกิดผลการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน จึงขอให้นายอำเภอทุกอำเภอ กำกับดูแล พร้อมแจ้ง ผอ.อปท.ในพื้นที่ทุกแห่งจัดประชุมชุดปฏิบัติการเฝ้าระวัง , ลาดตระเวนประจำหมู่บ้านที่ได้สนธิกำลังทุกภาคส่วน ให้เข้าดำเนินการลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบของตน ให้เกิดผลโดยไม่เกิด Hotspot ในพื้นที่ พร้อมรายงานผลการประชุม/การปฏิบัติฯ ให้จังหวัดทราบอย่างต่อเนื่อง