พระอัฏฐารสล้านนา อิทธิพลศิลปะหริภุญไชยก่อนลัทธิลังกาวงศ์

0
1762

อัฏฐารศ-อัฏฐารส พุทธธรรม 18 สู่องค์พระปฏิมา

คำว่า “พระอัฏฐารส” ตกลงสะกดอย่างไรกันแน่ ทำไมในศิลาจารึกหลักที่ 1 สมัยสุโขทัยใช้ “อัฏฐารศ” แต่ปัจจุบันกลับนิยมใช้ “อัฏฐารส”

“อัฏฐารศ” ในจารึกสุโขทัยใช้ตัว “ศ” แบบสันสกฤต ถือเป็นสันสกฤตแบบครึ่งๆ กลางๆ ไม่เต็มรูปแบบ ถ้าจะให้ถูกตามหลักสันสกฤตแท้ ก็ต้องเป็น “อัษฎารศ”

นักจารึกวิทยานักภาษาศาสตร์ ยืนยันว่าเนื่องจากสมัยสุโขทัยนั้น อิทธิพลของศาสนาพุทธแบบมหายานที่นิยมใช้ภาษาสันสกฤตยังคงตกค้างอยู่ ครั้นเมื่อมีการรับลัทธิลังกาวงศ์เข้ามา ศัพท์หลายคำจึงมีการใช้บาลีปะปนกับสันสกฤต ไม่ใช่แค่เพียง “อัฏฐารศ” เท่านั้น

แม้แต่คำว่า “พระไตรปิฎก” ก็เป็นสันสกฤตผสมบาลี หากให้เป็นบาลีแท้ก็ต้อง “ติปิฎก”

ด้วยเหตุนี้ในยุคปัจจุบันจึงเปลี่ยนมาเขียนเป็น “อัฏฐารส” ให้ถูกต้องตามแบบบาลีแท้ๆ

แล้วความหมายเล่า อัฏฐารส หมายถึงอะไร

อัฏฐ = แปด, รศ หรือ รส มีความหมายเดียวกันกับ ทศ = สิบ ฉะนั้นพิจารณาจากรากศัพท์ อัฏฐารส ควรหมายถึง “สิบแปด” เฉยๆ มิได้หมายถึง “สิบแปดศอก”

แต่การที่พระอัฏฐารสถูกตีความหมายว่า เป็นพระพุทธรูปสูง 18 ศอก ก็เพราะถือตามความที่ปรากฏอยู่ใน “คัมภีร์พุทธวงศ์” และ “โสตัตถกีมหานิทาน” ที่กล่าวถึงขนาดพระวรกายของพระพุทธเจ้าว่ามีความสูงถึง 18 ศอก

นอกจากนี้แล้ว ยังมีอุบายธรรมในพระบาลีข้อหนึ่งชื่อว่า “อัฏฐารสนิเทศก์ 18” อันหมายถึงพุทธธรรม 18 ประการของพระตถาคต

(1) ไม่มีกายทุจริต (2) ไม่มีวจีทุจริต (3) ไม่มีมโนทุจริต (4) พุทธญาณไม่มีอะไรติดขัดในอดีต (5) พุทธญาณไม่มีอะไรติดขัดในอนาคต (6) พุทธญาณไม่มีอะไรติดขัดในปัจจุบัน (7) กายกรรมทั้งปวงคล้อยตามพระญาณ (8) วจีกรรมทั้งปวงคล้อยตามพระญาณ (9) มโนกรรมทั้งปวงคล้อยตามพระญาณ (10) ไม่มีความเสื่อมฉันทะ (11) ไม่มีความเสื่อมวิริยะ (12) ไม่มีความเสื่อมสติ (13) ไม่มีการเล่น (14) ไม่มีการวิ่ง (15) ไม่มีความพลาดพลั้ง (16) ไม่มีความผลุนผลัน (17) ไม่มีพระทัยย่อท้อ (18) ไม่มีอกุศลจิต

ฉะนี้แล้ว เมื่อเราก้มกราบพระอัฏฐารส คนในอดีตคงมิได้ตั้งใจให้เราทึ่งกับรูปร่างสูงสง่าใหญ่โตถึง 18 ศอกของพระพุทธเจ้าแต่ประการใด หากมันคือกุศโลบายให้รำลึกถึง “อัฏฐารสนิเทศก์ 18” หรือ “พุทธธรรม 18” ประการนั่นเอง

ลีลา อัฏฐารส อัจนะ สีหไสยาสน์ : พระสี่อิริยาบถเพื่อความสมดุล

ทำไมสมัยสุโขทัยจึงนิยมสร้างพระอัฏฐารส?

หากพิเคราะห์ให้ดีจะเห็นว่า พระอัฏฐารสของสุโขทัยนั้น เป็นหนึ่งในสี่ของพระสี่อิริยาบถ คือ เดิน ยืน นั่ง นอน อันเป็นความนิยมในงานพุทธศิลป์ลังกาแล้วแพร่เข้ามายังสุโขทัย

สี่อิริยาบถเกิดขึ้นได้อย่างไร มาจากพุทธประวัติตอนที่พระตถาคตทรงชี้ช่องทางสว่างให้แก่พระภิกษุรูปหนึ่ง ผู้เอาแต่นั่งสมาธิบำเพ็ญภาวนาอย่างอุกฤษฏิ์นานเกินกว่าหนึ่งวันโดยไม่ยอมเปลี่ยนอิริยาบถใดๆ จนกว่าจะบรรลุธรรมตามรอยพระพุทธเจ้า

พระพุทธองค์จึงทรงตรัสแก่ภิกษุรูปนั้นว่า “การทรมานตนเองด้วยการอยู่ในอิริยาบถเดียวนานเกินไปนั้น หากไม่มีบารมีแก่กล้าที่สั่งสมมาในอดีต ไม่อาจทำให้บรรุลธรรมได้ มนุษย์เราควรรักษาสมดุลของร่างกายด้วยอิริยาบถสี่ คือ เดิน ยืน นั่ง นอน”

คติความเชื่อเรื่องการรักษาสมดุลของร่างกายให้ครบสี่อิริยาบถนี้ ถูกแปรค่ามาเป็นพระพุทธปฏิมาสี่อิริยาบถ คือพระพุทธรูปลีลา (เดิน) พระอัฏฐารส (ยืน) พระอัจนะ (นั่ง) พระสีหไสยาสน์ (นอน)

ฉะนั้น การทำพระอัฏฐารสนอกจากจะสะท้อนถึงพระพุทธธรรม 18 ประการแล้ว ในอีกมุมยังหมายถึงหนึ่งในสี่อิริยาบถที่ช่วยรักษาสมดุลให้แก่ผู้ปฏิบัติธรรมอีกด้วย

พระอัฏฐารสพบที่ไหน ทำปางอะไร สูง 18 ศอกจริงหรือ

พระอัฏฐารสที่พบในเมืองไทยมีไม่มากนัก องค์ที่รู้จักกันอย่างดีคือ “พระอัฏฐารศ” สององค์ที่สุโขทัย องค์แรกอยู่ที่วัดมหาธาตุ และอีกองค์อยู่วัดตะพานหิน ทั้งสององค์นี้มีข้อความยืนยันในศิลาจารึกสุโขทัยว่า

กลางเมืองสุโขทัยนี้ มีพิหาร มีพระพุทธรูปทอง มีพระอัฏฐารศ มีพระพุทธรูปอันใหญ่ ความตอนนี้กล่าวถึงวัดมหาธาตุ

ส่วนวัดตะพานหิน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกนอกเมืองเก่าสุโขทัยเป็นเขตวัดป่าอรัญญิก มีพระอัฏฐารสประดิษฐานบนเนินเขาขนาดย่อม

“เบื้องวันตกเมืองสุโขทัยนี้มีอรัญญิก….ทุกคนลุกแต่เมืองศรีธรรมราช มีพิหารอันหนึ่งมนใหญ่สูงงาม…มีพระอัฏฐารศอันหนึ่งลุกยืน”

นอกจากนี้แล้วยังพบพระอัฏฐารสอีกสององค์สมัยสุโขทัยตอนปลายที่เมืองพิษณุโลก องค์หนึ่งจากวัดวิหารทอง ซึ่งล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญมาประดิษฐาน ณ พระวิหารวัดสระเกศ กรุงเทพฯ และต่อมารัชกาลที่ 4 ได้ทรงเฉลิมนามพระอัฏฐารสใหม่ว่า “พระอัฏฐารส ศรีสุคตทศพลญาณบพิตร”

เป็นพระพุทธปฏิมาเมืองเหนืออีกองค์หนึ่งที่ถูกนำมาใช้เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของกรุงรัตนโกสินทร์ ร่วมสมัยและร่วมชะตากรรมเดียวกันกับพระพุทธชินสีห์ พระศรีศากยมุนี และพระศรีศาสดา ฯลฯ ส่วนอีกองค์อยู่ที่เนินวิหารเก้าห้อง วัดพระศรีรัตนมหาธาตุพิษณุโลก ด้านหลังวิหารพระพุทธชินราช

สมัยอยุธยานั้นไม่ปรากฏการเรียกชื่อพระอัฏฐารสอีกต่อไป แม้จะยังคงมีการทำพระพุทธรูปประทับยืนขนาดสูงใหญ่อยู่เป็นจำนวนมากก็ตาม เนื่องจากคติความเชื่อในลัทธิสมมติเทวราชาของขอมเข้ามามีอิทธิพลอย่างรุนแรงในราชสำนักอยุธยาแทนที่ลัทธิลังกาวงศ์

ในวัฒนธรรมล้านนา ที่เชียงใหม่พบพระอัฏฐารสหุ้มทองในวิหารที่วัดเจดีย์หลวง หลายท่านสันนิษฐานว่าคงรับคติมาจากสุโขทัย เหตุเพราะไม่เคยเห็นตัวอย่างพระอัฏฐารสในเขตล้านนาเลย แต่ดิฉันเห็นว่าเป็นการรับอิทธิพลมาจากเมืองลำพูน ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป

มีข้อน่าสังเกตว่าพระอัฏฐารสเกือบทุกองค์ล้วนแล้วแต่เป็นพระพุทธรูปปางประทานอภัยทั้งสิ้น โดยมากยกพระหัตถ์ข้างขวาขึ้นระดับพระอุระ แต่อาจมีบ้างที่ยกพระหัตถ์ซ้าย ไม่ว่าจะยกพระหัตถ์ใดก็ตามศัพท์ทางวิชาการยังคงเรียกปางประทานอภัย ในขณะที่ชาวบ้านกลับเรียกว่าปางห้ามญาติ

สำหรับความสูงนั้น ไม่จำเป็นต้องมีขนาด 18 ศอกทุกองค์ ย่อมบ้างใหญ่บ้าง สุดแท้แต่การกำหนดสัดส่วนเชิงสุนทรียศาสตร์ และความสามารถในการคำนวณน้ำหนักวัสดุของช่างในแต่ละสกุล

พระอัฏฐารสประทับนั่งที่ลำพูนเป็นการครอบใหม่

ใครที่เคยไปวัดพระธาตุหริภุญชัย อดไม่ได้ที่จะสงสัยว่ามีพระอัฏฐารสด้วยหรือ อยู่ที่ไหน ไม่เคยเห็น พบแต่เพียงชื่อถนนอัฏฐารส คณะอัฏฐารส และวิหารอัฏฐารส ซึ่งตั้งอยู่นอกเขตกำแพงแก้วของวัดออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

แล้วองค์พระพุทธรูปประทับยืนเล่ามีไหม ทำไมเมื่อเข้าไปภายในพระวิหารอัฏฐารส (ปกติไม่ได้เปิดให้เข้าชมทุกวัน แต่จะเปิดเฉพาะบางเทศกาลสำคัญเท่านั้น เช่น วิสาขบูชา มาฆบูชา ฯลฯ) แล้วกลับพบพระประธานขนาดสูงใหญ่เกินกว่า 20 เมตรเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งปางมารวิชัย?

ปรากฏการณ์นี้ทำให้นักวิชาการบางท่านคิดไปเองว่า

ศิลาจารึกสุโขทัยเขียนว่า พระอัฏฐารศอันหนึ่งลุกยืน คำว่า ลุกยืนนี้ จะหมายถึงว่าลุกขึ้นจากการนั่ง ได้หรือเปล่า?”

หนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ และตำนานมูลศาสนาระบุตรงกันว่า พระอัฏฐารสในเมืองลำพูนสร้างโดยพระญาธรรมิกราชา แห่งราชวงศ์จามเทวี ผู้เป็นพระราชโอรสของพระญาอาทิตยราช ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 16 ถือว่าสร้างขึ้นก่อนพระอัฏฐารศสุโขทัยนานถึง 2 หรือ 3 ศตวรรษ

ปัญหามีอยู่ว่า พระอัฏฐารสของพระญาธรรมิกราชานั้นตั้งอยู่ที่ไหน เหตุเพราะตำนานมิได้ระบุตำแหน่งทิศทางให้ชัดเจน อีกทั้งในเมืองลำพูนก็มีพระพุทธปฏิมาที่เข้าข่ายอัฏฐารสสมัยหริภุญไชยอยู่ถึงสององค์

องค์แรกดังได้กล่าวมาแล้ว พระพุทธรูปประทับนั่งองค์ปริศนาที่วัดพระธาตุหริภุญชัย

ส่วนอีกองค์คือพระพุทธรูปประทับยืนด้านทิศตะวันออกของเจดีย์วัดพระยืน ซึ่งแน่นอนว่าปัจจุบันถูกครอบทับใหม่แล้วหนที่สองเป็นอย่างน้อย แต่ตอนที่จะถูกครอบทับครั้งแรกเพื่อเพิ่มพระพุทธรูปอีกสามองค์ให้ครบสี่ทิศเมื่อปี พ.ศ. 1912 ในสมัยพระญากือนาแห่งราชวงศ์มังรายนั้น จากศิลาจารึกวัดพระยืนได้บรรยายว่า เดิมวัดแห่งนี้เคยมีพระพุทธรูปประทับยืนสูง 18 ศอกมาแล้วหนึ่งองค์

หรือว่าทั้งสององค์ต่างก็เป็นพระอัฏฐารสด้วยกันทั้งคู่ เพราะเมืองสุโขทัยก็ไม่ได้มีพระอัฏฐารสแค่องค์เดียว กล่าวคือพระอัฏฐารสอาจมีการสร้างให้ทั้งสองนิกาย คือนิกายคามวาสี (วัดพระธาตุหริภุญไชย และวัดมหาธาตุสุโขทัย) กับนิกายอรัญญวาสี (วัดพระยืน และวัดตะพานหิน)

ปี 2552 ดิฉันได้มีโอกาสสัมภาษณ์พระครูเทพญาณเวที อดีตผู้ดูแลคณะอัฏฐารส ซึ่งท่านยังเป็นอดีตเจ้าคณะจังหวัดลำพูน และที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 7 อีกด้วย ก่อนวาระที่ท่านจะมรณภาพเล็กน้อย

ท่านได้ไขปริศนาให้ดิฉันกระจ่างแจ้งว่า “แต่เดิมนั้นพระประธานภายในวิหารพระอัฏฐารสเป็นพระพุทธรูปประทับยืนสูง 18 ศอกปิดหุ้มด้วยทองคำเปลวเปล่งปลั่ง กระทั่งช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นได้ใช้ลำพูนเป็นเส้นทางเดินทัพไปยังเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอนเพื่อเข้าสู่พม่า

ช่วงนั้นผู้คนอดอยากปากแห้งทั้งชาวไทยและญี่ปุ่น ทางวัดเกรงว่าจะมีคนมาลักลอบขโมยทองจากพระอัฏฐารส จึงได้เอาปูนหุ้มพอกทับองค์เดิมไว้ข้างใน แล้วเปลี่ยนรูปแบบใหม่กลายเป็นพระพุทธรูปประทับนั่ง เนื่องจากสภาวการณ์อันรีบเร่งในขณะนั้นย่อมทำพระนั่งง่ายกว่าพระยืน และเพื่ออำพรางมิให้มิจฉาชีพรู้ว่านี่คือพระอัฏฐารส”

ทฤษฎี “พระอัฏฐารสลุกยืนนั่งได้” ก็ต้องตกไปโดยปริยาย

เราได้ข้อสรุปแน่ชัดแล้วว่า พระอัฏฐารสที่วัดเจดีย์หลวงเชียงใหม่ ไม่จำเป็นต้องส่งช่างล้านนาเดินทางไกลไปจำลองเอาคติการสร้างพระอัฏฐารสจากวัดมหาธาตุสุโขทัยมาทำให้เสียเวลา เพราะอารยธรรมแม่ที่ใกล้ตัวมากที่สุด คือวัดพระธาตุหริภุญชัยก็มีพระอัฏฐารสประทับยืนหุ้มทองคำเป็นตัวอย่างให้เห็นอยู่แล้วนี่เอง

สงครามโลกครั้งที่สองก็เพิ่งผ่านพ้นไปไม่นานเกินไปนัก น่าเสียดายที่ไม่มีการบันทึกภาพถ่ายเก่าของพระอัฏฐารสองค์เดิม ซึ่งเป็นศิลปะสมัยหริภุญไชย แต่ก็น่าจะมีการเขียนประวัติเหตุการณ์ช่วงนี้ไว้ให้ผู้คนหายสับสนบ้าง เพราะอย่างน้อยที่สุดพระอัฏฐารสองค์นี้ก็ไม่ธรรมดา ถือเป็นพระอัฏฐารสที่มีประวัติความเป็นมาเก่าแก่มากที่สุดในสยามประเทศเลยเชียว

อนึ่ง ไม่ไกลจากมณฑปอัฏฐารส เป็นที่ตั้งของเจดีย์เชียงยัน หรือเจดีย์แม่ครัว (ปัจจุบันมีสนามบาสโรงเรียนเมธีวุฒิกรตั้งทับซ้อน) พบพระพุทธรูปยืนขนาดค่อนข้างสูงใหญ่ เป็นพุทธปฏิมาแบบนูนสูงประดับในซุ้มจระนำพระเจดีย์ ปัจจุบันเก็บรักษาในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย สันนิษฐานว่าองค์นี้ก็น่าจะเป็นต้นแบบให้กับการสร้างพระอัฏฐารสในยุคหลังๆ เช่นเดียวกัน

พระอัฏฐารส (พระเจ้ายืน) ในล้านนา

นอกเหนือไปจากที่วัดพระธาตุหริภุญชัย วัดพระยืน ลำพูน และวัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่แล้ว พระอัฏฐารสหรือที่ชาวล้านนาเรียก “พระเจ้ายืน” ขนาดสูงใหญ่ในล้านนายังพบที่วัดเหล่านี้ วัดอักโขชัยคีรี อำเภอแจ้ห่ม ลำปาง วัดศรีชุม อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ เป็นต้น