‘วัดพญาผาบ’ ของ ‘พระยาปราบสงคราม’ ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ

0
2396

คำว่า “กบฏ” มีความแตกต่างกันสองสถานะ สถานะแรก “กบฏ” หมายถึงผู้เจตนาดีต่อบ้านเมืองในยุคที่ผู้ปกครองกดขี่ห่มเหงราษฎร แล้วมีการปลุกระดมพลลุกขึ้นสู้ต่ออำนาจนั้น ในเมื่อแพ้ก็ย่อมถูกตราหน้าว่า “กบฏ” เป็นธรรมดา ทว่าเป็น “กบฏ” ที่ไม่ได้เกิดจากความมักใหญ่ใฝ่สูง บ้าอำนาจ แต่เรียกร้องความเป็นธรรมเพื่อส่วนรวม แม้ต้องสู้แบบหลังพิงฝา ถึงจะเป็น “กบฏ” แต่คำนี้ก็กลายเป็นคำที่ศักดิ์สิทธิ์ในการรับรู้ของประชาชน คนรุ่นหลังได้ขนานนามให้ใหม่กลายเป็น “ฮีโร่” หรือ “วีรบุรุษ” ดังเช่น กบฏพญาผาบ กบฏ ชาวนา กบฏตนบุญ กบฏผู้มีบุญ ฯลฯ
อีกสถานะหนึ่ง กบฏคือกลุ่มบุคคลที่เห็นแก่ตัว ปล้นเงินภาษีประชาชน ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพียงเพื่อตอบสนองกิเลสตัณหาของพวกพ้องตัวเองไม่กี่วงศ์สกุล ถือว่าเป็น “กบฏโดยเจตนา” หาได้มีคุณค่าใดๆ ไม่

ปริศนา “วัดพญาผาบ” แห่งเมืองลำพูน
วัดพญาผาบตั้งอยู่ที่ ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ปัจจุบันมีย่านนิคมอุตสาหกรรม ถนนสันป่าฝ้าย ขยายความเจริญมาถึง ในทำเนียบประวัติวัดของกรมการศาสนา ระบุแค่ว่าเป็นวัดเก่าที่สร้างมาก่อนแล้วเมื่อปี 2322 จากนั้น “พญาผาบ” ได้นำชาวบ้านมาบูรณปฏิสังขรณ์วัด ข้อมูลมีเพียงเท่านั้น
“พญาผาบ” จะเป็นคนเดียวกันกับวีรบุรุษในเหตุการณ์ “กบฏพญาผาบ” อันลือลั่นหรือไม่ และหากเป็นคนเดียวกัน ทำไมจึงต้องมา สร้างวัดไว้ที่นี่ ในเมื่อการรับรู้ของคนทั่วไป ข้อมูลที่เผยแพร่ระบุว่าท่านเป็นชาวหนองจ๊อม อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่

ในที่สุดก็ค้นพบคำตอบว่า วัดพญาผาบที่ลำพูนนี้ เป็นชื่อคนเดียวกันกับ “พญาผาบ” หรือหากเรียกแบบภาษาไทยกลางก็คือ “พระยาปราบสงคราม” ผู้สร้างวีรกรรมสำคัญนั่นจริง เหตุก็เพราะมีคำอธิบายที่รูปปั้นหน้าวัดเขียนป้ายชัดเจนว่าสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึง “พระยาปราบสงคราม” รวมทั้งที่ผนังด้านนอกของพระวิหารก็มีภาพวาดเขียนว่า “เจ้าเตจ๊ะ ปราบสงคราม หรือพญาผาบ”
คำว่า “เตจ๊ะ” หรือ “เตชะ” เป็นนามเดิมของพญาผาบ มีความเก่งกล้าในทางรบ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพเมืองเชียงใหม่ แม่ทัพเตจ๊ะเคยร่วมปราบเงี้ยว (ไทใหญ่) ในเขตรัฐฉานของพม่าจนได้รับชัยชนะจากนั้นจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองนาย และเป็นนายด่านนาแม่เดือย อันเป็นหัวเมืองชายแดนติดกับพม่าตามลำดับ
เอกสารต่างๆ มักระบุว่าพญาผาบเป็นผู้ที่มีความสามารถด้านไสยศาสตร์จนเป็นที่ยอมรับนับถือ และเลื่องลือว่าเป็นคน “ข่าม” (ดูศักดิ์สิทธิ์น่าเกรงขาม) ไม่ว่าจะไปรับตำแหน่งที่ใด

จะเห็นว่าข้อความที่ยกมา ในประเด็นที่ร่ำลือกันว่า พญาผาบถูกยกให้เป็นคน “ข่าม” ผู้มีบุญ ผู้วิเศษ ผู้มีอิทธิฤทธิ์ เก่งไสยศาสตร์นั้น จะมาในทำนองเดียวกันกับ ครูบาเจ้าศรีวิชัย และกบฏผีบุญแถบอีสาน เหมือนกันหมด คือเป็น “คำใส่ร้าย” เวลาจะกล่าวหาใครว่าเป็นกบฏ มักต้องตั้งข้อหาว่าคนผู้นั้น “อวดอ้างตนเป็นผู้วิเศษ” จะได้ง่ายต่อการสร้างความชิงชัง และดูสมเหตุสมผลที่จะออกหมายจับ
พญาผาบได้รับความไว้วางใจจากเจ้าหลวงเชียงใหม่ (ตรงกับยุคของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ องค์ที่ 7) ให้ทําการปกครองและเก็บภาษีอากร โดยมอบหมายตําแหน่งให้เป็นแคว้น หรือแกว่นบ้าน (แปลตรงตัวว่ากำนัน) แต่เมื่อพิจารณาหน้าที่ของพญาผาบอย่างแท้จริงแล้ว กลับกลายเป็นว่าเขาปกครองแคว่นและแก่บ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน) อีกชั้นหนึ่ง จากคำกราบบังคมทูลรัชกาลที่ 5 ของเจ้าพระยาพลเทพ มีความตอนหนึ่งว่า

“พระยาปราบสงครามเป็นต้นท้าวขุนกรมการแขวงกำนันนายบ้าน”
ข้อความนี้หากเทียบอำนาจหน้าที่ น่าจะเท่ากับนายอำเภอมากกว่ากำนัน แต่ด้วยเหตุที่ว่าสมัยนั้นบริเวณ 3 แขวงดังกล่าวที่พญาผาบปกครองยังขึ้นตรงกับเมืองเชียงใหม่ ไม่ได้เป็นตำบลที่สังกัดแขวงหรืออำเภอใด

สรุปแล้วพญาผาบต้องทำหน้าที่คล้ายๆ กับกำนันหรือนายอำเภอก็แล้วแต่ จำเป็นต้องใกล้ชิดและรับฟังปัญหาสารทุกข์สุกดิบของราษฎรในเขตพื้นที่ที่ตนดูแลหลายแขวง ได้แก่ แขวงคือ (แม่คือ ป่าบง อยู่ในอำเภอดอยสะเก็ด) แขวงจ๊อม (หนองจ๊อม เขตอำเภอสันทราย) แขวงกอก (ในอำเภอสันกำแพง) เรื่อยไปถึงเขตลำพูน ในด้านฟากตะวันออกของแม่น้ำปิง-กวง
ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของตำบลบ้านกลาง อันมีวัดพญาผาบที่มีเสนาสนะวิจิตรงดงาม ทั้งภายในภายนอก ไม่ว่าลวดลายบนหนาบันพระวิหาร ธรรมาสน์ทรงปราสาท ตกแต่งลายเทวดานาคเกี้ยว หรือตู้พระไตรปิฎกไม้แกะสลัก
เหตุที่พญาผาบมีบทบาทเหนือบริเวณเขตลุ่มน้ำกวง-ปิงฟากตะวันออก เขตลำพูนที่เป็นรอยต่อจากเชียงใหม่ นี่เอง ภายหลังจากที่สยามได้ทำการปราบกบฏพญาผาบเมื่อปี 2432 ก่อนที่ตัวพญาผาบจะหนีไปอยู่เชียงตุง ได้พาเครือญาติบริวารหนีจากหนองจ๊อม สันทรายมาตั้งรกรากอยู่ที่ลำพูนก่อน ลูกหลานของพญาผาบที่นี่ยังคงใช้นามสกุล “มโนผาบ” (บางครั้งเขียนมะโนผาบ) “ปราบริปู” และ “เตจ๊ะ” กันสืบต่อมามีบางคนสันนิษฐานด้วยซ้ำว่า สถานที่แห่งนี้อาจเป็นบ้านเกิดของฝ่ายมารดาพญาผาบก็เป็นได้ เนื่องจากทำไมท่านต้องให้ความสำคัญถึงขนาดสร้างวัดใหญ่โตอลังการถึงเพียงนี้ ทั้งๆ ที่เขตพื้นที่ดูแลภาษอากรของท่าน ก็กินอาณาบริเวณกว้างถึงหลายแขวง

จุดเริ่มต้นแห่งวีรกรรม “พญาผาบ” มาจาก “ต้นหมาก”
เหตุการณ์ “กบฏพญาผาบ” จากคำบอกเล่าของชาวบ้านไทขึนที่เล่าขานสืบต่อๆ กันมา ปรากฏอยู่ในหนังสือเรื่อง “เล่าเรื่องเมืองเหนือ” เขียนโดย “อสิธารา” หรือ “อ.ไชยวรศิลป์” นักเขียนหญิงแห่งเมืองสันทราย ผู้เรียกขานตัวเองว่าเป็นลูกหลานพญาผาบว่า
“มีนายอากรผู้หนึ่ง ได้รับอาญาจากส่วนกลางให้มาสำรวจสวนหมากใกล้เขตสันทราย ได้ทำการโกงราษฎร ด้วยการเอาเส้นตอกหมากหลายเส้นมามัดไว้ด้วยกันกับหมากต้นหนึ่ง ซึ่งปกติแล้วจะต้องมัดหนึ่งเส้นต่อหนึ่งต้น เพราะจากนั้นจะมีการนับเฉพาะจำนวนของตอกหมากว่ามีกี่เส้น ก็จะคำนวนการเก็บภาษีต้นหมากของราษฎร เมื่อพญาผาบจับพิรุธนี้ได้ ก็เริ่มนับต้นหมากใหม่ ปรากฏว่าไม่เท่ากับจำนวนตอกหมากที่นายอากรผูก เมื่อทักท้วงกราบทูลไปยังเจ้าหลวงเชียงใหม่ ซึ่งช่วงนั้นอำนาจของเจ้าหลวงถูกลิดรอนไปมากแล้ว ได้แต่อ้ำอึ้ง ไม่สามารถช่วยให้ความเป็นธรรมแก่พญาผาบและชาวบ้านได้ พญาผาบจึงจำต้องลุกขึ้นสู้ โดยป่าวร้องให้ราษฎรยกหมู่ไปปิดกั้นดินแดนที่น้ำแม่คาว ก่อนที่นายอากรจะเดินทางล่วงล้ำมาผูกตอกหมากด้วยเล่ห์กลโกง แต่สุดท้ายพญาผาบถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ”

ในขณะที่เอกสารจดหมายเหตุฝ่ายสยามกล่าวถึงปัญหาเรื่องระบบเก็บภาษีอากรแบบผูกขาดที่สูงขึ้น จนนำมาซึ่งความเดือดร้อนของประชาชนในอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง สรุปได้ว่า
เริ่มจากการที่ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา (ขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ข้าหลวงต่างพระเนตรพระกรรณมณฑลพายัพ รับผิดชอบจัดการป้องกันหัวเมืองชายแดนด้านตะวันตกของเชียงใหม่) กำหนดให้เก็บอากรพืชสวนของมณฑลพายัพเหมือนกันแบบกรุงเทพฯ คือออกเก็บปีละครั้ง แทนระบบเดิมที่กรมหมื่นพิชิตปรีชากรกำหนดให้มีการเสียภาษีเฉพาะเมื่อมีการซื้อขายเกิดขึ้นเท่านั้น

ฉะนั้นระบบใหม่แม้ไม่มีการซื้อขายก็ต้องถูกเก็บภาษีด้วยเช่นกัน หรือยังไม่ทันขายก็ต้องเสียภาษีแล้ว โดยเฉพาะภาษีหมาก พลู มะพร้าว ทำให้ราษฎรไม่สามารถหาเงินมาเสียได้ทัน ราษฎรจึงยืนยันที่จะเสียภาษีเป็นผลผลิตทางเกษตรตามระบบการเก็บภาษีแบบเดิมของล้านนามีตัวละครหนึ่งโผล่มาชื่อ “น้อยวงษ์” เป็นผู้ประมูลภาษีหมาก มะพร้าว พลู ได้ในอัตราปีละ 41,000 รูปี (สมัยรัชกาลที่ 5 ล้านนายังคงใช้เงินตราสกุลรูเปียหรือรูปีตามอย่างพม่า อินเดีย) ซึ่งสูงกว่าอัตราเดิมถึง 16,000 รูปี ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเก็บภาษีอย่างเข้มงวดเพื่อให้ได้เงินกลับคืนมาให้มากที่สุด น้อยวงษ์ ได้ออกเก็บภาษีตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2432 เป็นต้นมา ในอัตราที่สูงกว่าเดิมคือ หมาก 2 ต้น ต่อ 1 วิ่น มะพร้าว 1 ต้น ต่อ 1วิ่น (1 วิ่น = 12.5 สตางค์)
ราษฎรที่ปลูกพืชสวนดังกล่าวได้รับการเดือดร้อนจากการข่มเหงของพวกเจ้าภาษีที่บังคับให้จ่ายค่าภาษีตามที่ตนกำหนดซึ่งเป็นเงินจำนวนมาก โดยเฉพาะแขวงคือ แขวงจ๊อม และแขวงกอก ในเขตพระยาปราบสงครามปกครอง เป็นบริเวณที่นิยมปลูกต้นหมากกันมากมายจนต้องใช้วิธีการนับโดยจักตอกมัดละร้อย นำไปมัดตามโคนต้นหมาก แล้วหักลบออกจากตอกที่เหลือ

แต่ละบ้านจะต้องเสียภาษีระหว่าง 80 – 200 รูปี ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมาก เมื่อพวกเจ้าภาษีมาเก็บอากรพืชสวนราษฎรไม่สามารถนำเงินมาชำระค่าภาษีได้ จึงขอเสียเป็นผลผลิต พวกเจ้าภาษีไม่ยอมกลับข่มเหง จำขื่อมือเท้าราษฎร สร้างความไม่พอใจแก่ราษฎรที่พบเห็นเกิดรวมตัวกันต่อต้านพวกเจ้าภาษี โดยมีพญาผาบเป็นผู้นำปฏิบัติการต่อสู้เริ่มขึ้นเมื่อพญาผาบเห็นว่า “น้อยวงษ์” กระทําการที่รุนแรงเกินไป ดังนั้นในวันที่ 8 กันยายน 2432 พญาผาบจึงนําลูกน้องจํานวน 20-30 คน ไปถอดขื่อคาออก แล้วใช้กําลังขับไล่เจ้าภาษี นายอากรออกจากหมู่บ้าน
ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ เป็นความบกพร่องของข้าราชการที่ไม่นำพาคำร้องเรียนของชาวบ้านที่เดือดร้อน เย็นชา เฉยเมยต่อความทุกข์ของประชาชน เท่ากับเป็นการยั่วยุให้เกิดการรวมตัวลุกขึ้นต่อสู้ของชาวบ้าน ตัวเลขของชาวไร่ชาวนาชาวสวนที่เข้าร่วมกับพญาผาบ เอกสารจากกงสุลต่างชาติระบุไว้ว่ามีจำนวนมากถึง 12,000 คน ในขณะที่จดหมายเหตุฝ่ายสยามระบุว่ามีเพียง 2,000 คนเท่านั้น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นตัวเลขไหนก็ต้องถือว่าเป็นจำนวนมหาศาลเมื่อเทียบกับยุคนั้น

แม้จะ “แพ้” แต่ “ไม่แพ้”
พญาผาบเป็นผู้นํากลุ่มการจัดตั้งองค์กรในครั้งนั้น ได้รับความร่วมมือจากแคว้นและแก่บ้าน ที่มาร่วมเป็นแกนนำประมาณ 17 คน การดําเนินงานจึงขยายขอบเขตเป็นบริเวณกว้าง สหายผู้กอดคอร่วมเป็นร่วมตายกับพญาผาบมี พญาขัติยะ (แคว่น-กำนันแขวงแม่คือ) ท้าวยาวิไชย (แก่บ้าน-ผู้ใหญ่บ้านป่าบง) พญารัตนคูหา (แก่บ้านถ้ำ) พญาจินใจ (แคว่น จ๊อม) พญาชมภู (แก่หัวฝาย) ท้าวเขื่อนคำ (แคว่น กอก) ท้าวขัด ท้าวใจ ท้าวเขื่อนแก้ว ท้าวราช ท้าวขันคำ แสนเทพสุรินทร์ เป็นต้น

ผู้นำทั้งหมดนี้ล้วนเป็นข้าราชการระดับท้องถิ่นทั้งสิ้น พญาผาบกับเหล่าสหาย รู้ทั้งรู้ว่าการปลุกระดมชาวบ้านของเขา ซึ่งมีคนชั้นล่างเพียงแค่หยิบมือเดียวเท่านี้ อยู่ในสภาพที่ไม่ต่างอะไรไปจาก “เอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง” แต่ด้วยหัวใจที่ไม่อาจทนเห็นการทำทารุณต่อราษฎรในความปกครองนั้นมีความแรงกล้า ยิ่งเสียกว่าความรักตัวกลัวตาย
พญาผาบเตรียมวางแผนโจมตีเมืองเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 18-19 -20 กันยายน 2432 โดยจะยกกองกําลังเข้ามาตั้งที่วัดเกต แต่ครั้นเมื่อถึงกําหนด ราษฎรส่วนมากกลับเกิดความกลัว มิได้มาพร้อมเพรียงกัน แผนการที่นัดหมายไว้จึงล้มเหลว เมื่อทางกรุงเทพฯ รู้ข่าว ได้ส่ง กอง กําลังมาปราบเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2432 ราษฎรที่ร่วมต่อสู้จํานวนหนึ่งก็เข้ามอบตัวแต่โดยดี ผู้ที่ถูกจับกุมได้คือ ระดับหัวหน้า 12 คน ถูกประหารชีวิตหมด แกนนำระดับรองลงมา 15 คน ถูกเฆี่ยนคนละ 90 ที และริบทรัพย์สินทั้งหมด พร้อมให้จําคุกตลอดชีวิต นอกจากนั้นอีกร้อยคน ให้เฆี่ยนคนละ 30 ที และภาคทัณฑ์ไว้
พญาผาบสามารถพาบุตรและภรรยาหลบหนีไปตั้งหลักใหม่ที่เมืองเชียงตุง เจ้าเชียงตุงให้พญาผาบปกครองเป็นเจ้าเมืองโก ต่อมาพญาผาบหวนกลับเข้าตีเชียงใหม่อีกหลายครั้ง ในวันที่ 16 มีนาคม 2433 ที่ผานกหยูก แขวงเมืองพร้าว กองกําลังพญาผาบได้ปะทะกับกองทัพฝ่ายรัฐบาล การพ่ายแพ้ครั้งนี้ทำให้พญาผาบต้องหนีไปเชียงตุงอีกครั้ง เรื่องราวของกบฏพญาผาบจึงยุติลง

ภายหลังเหตุการณ์กบฏพญาผาบใน พ.ศ. 2432 ไม่ปรากฏว่า กรุงเทพฯ ได้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรเชียงใหม่จากระบบการขูดรีดภาษีอากรแต่อย่างใด ตรงข้าม กลับยิ่งเพิ่มความเข้มข้นในการควบคุมดูแลมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเปลี่ยน แปลงการปกครองเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาล ซึ่งเป็นการปรับปรุงโครงสร้างระบบราชการส่วนกลาง ขยายพระราชอํานาจสู่ภูมิภาคอย่างเต็มที่
ความครุกรุ่นของสถานการณ์ที่ถูกกดดันและบีบคั้นจากกรุงเทพฯ ไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียงเหตุการณ์วีรกรรมของพญาผาบที่เชียงใหม่-ลำพูนเท่านั้น หลังจากนั้นอีกไม่นาน ที่เมืองแพร่ก็ได้เกิด “กบฏเงี้ยว” ขึ้น เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างซึ่งแสดงให้เห็นถึงพลังการตอบโต้ของชาวบ้านในช่วงการต่อสู่เรียกร้อง และท้าทายอํานาจรัฐบาลส่วนกลาง

เรื่องราวของ “กบฏพญาผาบ” ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจยิ่งสำหรับประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของล้านนา เพราะแสดงถึงปฏิกิริยาตอบโต้ของชาวนาต่อพลังทางการเมืองภายนอก (รัฐบาลสยาม) ที่แทรกแซงเข้าไปในหัวเมืองประเทศราช แล้วมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตแบบจารีตของชาวนา
แม้จะถูกเรียกว่า “กบฏ” แต่พวกคุณคือ “วีรบุรุษ” หรือผู้กล้า ในดวงใจคนนับแสนนับล้านตลอดกาล