อานิสงส์ของการปลูก “ต้นโพธิ์” และ “ประเพณีแห่ไม้ค้ำสะหลี”

0
1136

ประเพณีสงกรานต์หรือที่ชาวล้านนาเรียกว่า “ปี๋ใหม่เมือง” นั้น ได้ซ่อนประเพณีย่อยๆ ไว้ในนั้นไม่ต่ำกว่า 10 ประเพณี นอกเหนือจากประเพณีการขนทรายเข้าวัด และประเพณีการก่อเจดีย์ทราย (วาลุกเจดีย์) ดังที่ได้กล่าวถึงในคนล้านนาสองฉบับก่อนแล้ว ยังมีประเพณีอื่นๆ ที่ “ซ่อน” และ “ซ้อน” กันอยู่อย่างแยบยล

อาทิ ประเพณีบวชลูกแก้ว ประเพณีปล่อยนกปล่อยปลา ประเพณีรดน้ำดำหัว ประเพณีขึ้นท้าวทั้งสี่ (บูชาเทวดารักษาทิศ) ประเพณีสรงน้ำพระ ประเพณีสืบชะตาคน สืบชะตาบ้าน สืบชะตาเมือง ฯลฯ

และประเพณีแห่ไม้ค้ำสะหลี ก็ยังได้ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ประเพณีสืบชะตาเมืองอีกชั้นหนึ่ง

จารึกหริภุญไชยกับต้นพระศรีมหาโพธิ์

            ประเพณีการนำไม้มาค้ำต้นพระศรีมหาโพธิ์ หรือที่ชาวล้านนาเรียกย่อๆ ว่าต้นศรี และอ่านแบบพื้นถิ่นแยกคำว่า “ศ-รี” กลายเป็น “สะ-หรี” เมื่ออ่านแบบล้านนามีหลักอยู่ว่าตัว ร จักเปลี่ยนเป็นตัว ล โดนอัตโนมัติ ก็กลายเป็น “สะหลี” นั้น มีหลักฐานเก่าสุดยืนยันอยู่ในศิลาจารึกตัวอักษรมอญโบราณสมัยหริภุญไชย ซึ่งมีอายุเก่านับพันปีนั่นคือศิลาจารึกที่พบ ณ วัดแสนข้าวห่อ ปัจจุบันวัดนี้ไม่มีแล้ว ถูกรื้อทิ้งเพื่อสร้างเรือนจำ และต่อมาปรับปรุงกลายเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย มีชื่อเรียกว่า ศิลาจารึกตะจุ๊มหาเถร เลขทะเบียน 355/18 (ลพ.7) เขียนขึ้นใช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 (คือราว พศ.1500-1600) จารึกนี้มีข้อความสองด้าน ถอดความปริวรรตครั้ังแรกโดย ฉ่ำ ทองคำวรรณ  จำปา เยื้องเจริญ และคงเดช ประพัฒน์ทอง ครั้งล่าสุดปริวรรตใหม่โดย ผศ.พงศ์เกษม สนธิไทย

            เนื้อหาด้านแรกกล่าวถึง  “ตชุ” (คนล้านนาอ่าน ตะจุ๊ หมายถึง สวาธุ) ผู้เป็นมหาเถรแห่งเมืองปุญไชยมหานคร เป็นพระสงฆ์ฝ่ายอรัญวาสี อยู่ในสถานอารามเสมา ได้กระทำกุศลโดยทำเสมามณฑล พระไตรปิฎก สร้างศาลาหนึ่งหลัง และปลูกมหาโพธิ์สามสิบต้น 

            ส่วนด้านที่ 2 กล่าวถึงปู่เจ้านครผู้ทรงอาวุโสสูงศักดิ์ นิมนต์ให้ “ตะจุ๊” ไปยังเจดีย์มหาวัน กระทำบุญโดยการสร้างคูหาปลูกมหาโพธิ์ พร้อมเชื้อเชิญให้ประชาชนทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาด้วยการค้ำจุนดูแลรักษาต้นโพธิ์ในวัด

          แม้ข้อความในจารึกจักมิได้ระบุไว้ตรงๆ ถึงประเพณีการเอาไม้มาค้ำยันต้นโพธิ์ แต่ก็สะท้อนถึงความเชื่อเรื่องการเคารพบูชาต้นพระศรีมหาโพธิ์ สัญลักษณ์แห่งปางตรัสรู้ธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่ามีมาแล้วตั้งแต่สมัยหริภุญไชย และสืบทอดมาสู่อาณาจักรล้านนา จวบจนถึงปัจจุบัน

แห่ไม้ค้ำสะหลี อีกหนึ่งประเพณีย่อยของสงกรานต์

            ประเพณีการเอาไม้มาค้ำยันต้นโพธิ์ หรือที่ชาวล้านนาออกเสียงว่า “ไม้ก๊ำสะหลี” นั้นแฝงซ่อนอยู่ในประเพณีสงกรานต์แบบแยบยล

            เริ่มจากแฝงมากับประเพณีสืบชะตา และต่อมาพัฒนากลายมาเป็นประเพณีแห่ไม้ค้ำสะหลีโดยตรง

ความที่ประเพณีสงกรานต์ของล้านนา หรือที่เรียกว่า “ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมือง” นั้นมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านของชีวิต ดังนั้นจึงมีความเชื่อว่ามนุษย์ที่ีเกิดมาควรมีการต่ออายุ หรือสืบชะตากำเนิดให้ยืดยาวออกไป

            ความเชื่อเรื่องดังกล่าวปรากฏอยู่ในคัมภีร์ล้านนาชื่อ “คัมภีร์สืบชะตา” เขียนในลักษณะตำนานอิงพระพุทธประวัติ ความโดยย่อว่า

            ชาวล้านนาจึงมีความเชื่อว่า หากเราช่วยยืดชีวิตสัตว์ พลังบุญนั้นจะส่งผลให้มีอายุยืนยาวออกไปเฉกเช่นสามเณรติสสะ จึงได้ก่อเกิดประเพณีสืบชะตาขึ้นมาจวบจนถึงทุกวันนี้ การสืบชะตานั้นมีอยู่ 3 ประเภท คือสืบชะตาคน  (สืบชะตาชีวิต) สืบชะตาบ้าน และสืบชะตาเมือง (สืบชะตาหลวง)

            พระสารีบุตร ผู้เป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้า มีสามเณรรูปหนึ่งชื่อ “ติสสะ” อายุเพียง 7 ขวบ วันหนึ่งพระสารีบุตรมองเห็นโดยญาณว่าสามเณรติสสะจะมีอายุอยู่ในโลกนี้ได้อีกเพียง 7 วันเท่านั้นก็จะถึงแก่มรณภาพ เมื่อสามเณรรู้พยากรณ์ดังกล่าวก็ขอลากลับไปบ้านเพื่อร่ำลาโยมพ่อโยมแม่ ทว่าในระหว่างทางที่สามเณรเดินทางนั้น ได้พบปลาน้อยใหญ่ดิ้นทุรนทุรายในสระน้ำซึ่งกำลังแห้งเขิน สามเณรจึงรำพึงว่า เออ! ตัวเราก็กำลังจะตายภายใน 7 วัน หากปลาเหล่านี้ขาดน้ำก็อาจตายภายในวันนี้แล้ว อย่ากระนั้นเลย ก่อนตายเราควรจะช่วยโปรดปลาเหล่านี้ให้มีชีวิตรอดสืบไปเสียก่อน สามเณรติสสะจึงช้อนปลาทั้งหมดใส่บาตรแล้วนำไปปล่อยลงที่แม่น้ำใหญ่ จากนั้นเดินทางไปพบอีเก้งติดบ่วงแร้วของนายพราน สามเณรก็ได้ปล่อยเก้งให้เป็นอิสระอีก เมื่อกลับถึงบ้านสามเณรได้บอกเรื่องราวที่ได้รับพยากรณ์จากพระสารีบุตรให้โยมพ่อโยมแม่ฟัง จนกาลเวลาผ่านเลยไป 7 วันแล้ว สามเณรก็ยังไม่ถึงแก่มรณภาพ ตรงกันข้ามกลับมีผิวพรรณผ่องใสสุขภาพแข็งแรง และกลับมาเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้พระสารีบุตรฟัง

            โดยที่มีประเพณี “แห่ไม้ก๊ำสะหลี” แฝงแทรกอยู่ในพิธีกรรมสืบชะตาคนและสืบชะตาเมืองด้วย

             ในกรณีของการสืบชะตาคนนั้นใช้ไม้ก๊ำสะหลีขนาดเล็กๆ เพียง1 กิ่ง โดยหาไม้ชนิดใดก็ได้ในลักษณะไม้ง่าม มีปลายคล้ายรูปตัว V เขียนชื่อผู้ที่ต้องการสืบชะตาบนไม้นั้น เอาด้ายสายสิญจน์ผูก บ้างก็ทาสีทองกับสีเงิน แทนความหมายของไม้ทอง-ไม้เงิน ความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ ทำพิธีร่วมกับเครื่องประกอบพิธีสืบชะตาอื่นๆ จากนั้นก็นำเอาไปไว้ยังวัดที่มีต้นโพธิ์

            ในขณะที่พิธีสืบชะตาเมืองต้องใช้ไม้ค้ำขนาดใหญ่ถึง 9 ต้น และไม้ค้ำน้อย (ขนาดเล็ก) อีกจำนวนเท่าอายุของเมืองนั้นๆ ไม้ค้ำโพธิ์ทั้ง 9 ต้นนี้จะมีพิธีแห่นำไปไว้ตามทักษาต่างๆ ของเมืองเชียงใหม่ 9 แห่ง ซึ่งมีหลักฐานระบุไว้ชัดว่าสมัยที่พระเมืองแก้ว (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2038-2068) นั้นพระองค์ได้ทรงเป็นประธานในพระราชพิธีสืบชะตาเมืองเชียงใหม่ เพื่อให้เกิดสวัสดิมงคลโดยทั่วกัน

            การสืบชะตาเมืองของชาวล้านนาได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งในช่วง 200 ปีที่ผ่านมา แม้ล้านนาจะอยู่ภายใต้การปกครองของสยามในฐานะรัฐประเทศราชก็ตาม เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่ทำพิธีสืบชะตาเมืองในช่วงปี๋ใหม่เมือง โดยนำไม้ค้ำโพธิ์แห่เวียนรอบกำแพงเมือง แล้วนำไปวางตามจุดต่างๆ ดังนี้

หมื่นจิตร เป็นหัวหน้าบูชา “บริวารเมือง” ทางประตูสวนดอกด้านทิศตะวันตก

พวกดาบ บูชา “อายุเมือง” ด้านตะวันตกแจ่งเหนือ

พระสงฆ์และนักบุญ บูชา “เดชเมือง” ประตูช้างเผือกด้านเหนือ

แสนเมือง เป็นหัวหน้าบูชา “ศรีเมือง” ที่แจ่งศรีภูมิทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

            แสนดาว บูชา “มูลเมือง” กำแพงเมืองและประตูช้างม่อย

            แสนขวัญ บูชา “อุตสาหะเมือง” ด้านตะวันออกเฉียงใต้

            พระยาสามล้าน บูชา “มรณะเมือง” ที่ประตูเชียงใหม่และประตูสวนปรุง

            พระยาเด็กชาย บูชา “กาลกิณีเมือง” แจ่งกู่เฮืองด้านตะวันตกแจ่งใต้

            และไม้ค้ำยันต้นโพธิ์ต้นที่ 9 ให้ แสนต้องแต่ง เป็นเจ้าหน้าที่ทำพิธีบูชาสืบชะตาเมืองที่กลางเวียงเชียงใหม่ โดยไม้ค้ำทั้ง 9 กิ่งนี้ มอบให้เจ้าหน้าที่ตำแหน่ง “แสนสะหรี” เป็นหัวหน้าบูชาเทวดาอารักษ์พระญามังราย เป็นผู้ทำพิธีสืบชะตาโดยตรง

            การทำพิธีสืบชะตาเมืองมิได้ทำทุกปี แต่จะทำในวาระพิเศษเช่นปีแห่งการเฉลิมฉลองอะไรบางอย่าง รวมทั้งทำเฉพาะในปีที่จำเป็นต้องแก้วิกฤติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเมือง แต่ก็จะทำในห้วงเวลาปี๋ใหม่เมืองเช่นกัน

อานิสงส์ของการปลูกต้นโพธิ์

            ย้อนกลับไปยังยุคทองของล้านนา เมื่อครั้งที่พระเจ้าติโลกราชทรงผนวชในช่วงงานพระบรมศพของพระราชบิดา พระญาสามฝั่งแกน และพระราชมารดาพร้อมกันทั้งสองพระองค์ที่วัดป่าแดงหลวง ได้มีพระภิกษุจากลังกา (สีหลภิกขุ) เทศนาเรื่อง “อานิสงส์ของการปลูกต้นโพธิ์” ถวายแด่พระเจ้าติโลกราช ครั้นเมื่อทรงลาผนวช พระองค์ได้นำหน่อพระศรีมหาโพธิ์ที่สีหลภิกขุนำมาจากประเทศศรีลังกา แล้วปลูกไว้ที่วัดป่าแดงหลวง ขอแบ่งไปปลูกที่วัดเจ็ดยอด พร้อมกับปลูกไว้ตามเบี่้ยบ้ายรายทางอีกหลายต้น เมื่อลากเส้นจากวัดป่าแดงหลวงไปยังวัดเจ็ดยอด ณ ปัจจุบัน จะพบร่องรอยของต้นโพธิ์ที่ปลูกมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าติโลกราชหลายต้น อาทิ มีต้นหนึ่งที่สี่แยกทางเข้าสนามบิน ช่วงที่ถนนสุเทพตัดกับหัวถนนนิมมานเหมินท์ (อยู่นอกรั้วหอศิลป์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปัจจุบันต้นนี้ถูกโค่นทิ้งไปแล้ว) กับอีกต้นหนึ่งอยู่เลยจากห้างสรรพสินค้าเมญ่า ออกไปทางวัดเจ็ดยอด

            จากประเพณีสืบชะตาด้วยการถวายไม้ก๊ำสะหลีแค่ช่วงปี๋ใหม่เมือง บางพื้นที่ได้พัฒนามาสู่รูปแบบที่มีไม้ก๊ำสะหลีค้ำอยู่ตลอดปี และกระจายไปทั่วล้านนา ที่โดดเด่นอาทิเช่นที่วัดพระธาตุศรีจอมทอง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ และวัดเล็กวัดน้อย แถบอำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน เรื่อยไปจนถึงวัดพระธาตุลำปางหลวง และแทบทุกวัดที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยไปฟื้นฟูบูรณะ ท่านมักนำหน่อโพธิ์ไปปลูกไว้ และขอให้ชุมชนช่วยกันดูแลค้ำจุนต้นโพธิ์ต่อไปด้วย

            การนำไม้ไปค้ำยันต้นโพธิ์ไม่ให้ล้ม ย่อมส่งผลสะท้อนกลับต่อความรู้สึกของตัวผู้ค้ำว่าจะเกิดความยั่งยืนตามไปด้วย เรียกได้ว่าในทางรูปธรรมนั้นเป็นการ “ค้ำโพธิ์” แต่ในด้านนามธรรมนั้นแฝงไว้ด้วยนัยะแห่งการสืบชะตาให้แก่ตนเอง