สิ้นอัตลักษณ์ “แพร่ ถิ่นไม้สัก” เปิดประวัติ ‘บอมเบย์ เบอร์มา’ บ้านสวย 127 ปี ก่อนเป็นซาก

0
952

“เรือนไม้สองชั้นเชตะวัน” หรือ อาคาร บอมเบย์ เบอร์มา อาคารไม้สักหลังงามอายุเก่าแก่กว่า 127 ปี ในจังหวัดแพร่ ที่เป็นกระแสข่าวร้อน ณ ขณะนี้ จากรูปที่ปรากฏ เป็นบ้านในแบบที่บ้านเราเข้าใจว่า เป็นบ้านแบบโคโลเนี่ยล (Colonial Style) ได้รับอิทธิพลจากฝรั่งยุโรป โดยมีการปรับรูปแบบให้เข้ากับพื้นที่และสภาพภูมิอากาศแบบประเทศไทย บ้านไม้สองชั้นเชตะวัน หลังนี้เป็นบ้านไม้แบบโคโลเนี่ยลที่เป็นอย่างยุคแรก คือฝรั่งสร้างเพื่อเป็นอาคารสำนักงานและใช้งาน พักรับรองในยุคปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 นับว่าเป็นหนึ่งอาคารโคโลเนี่ยลที่แสดงถึงความฝรั่งออกแบบ ฝรั่งใช้ในบริบทอุษาคเนย์ ได้อย่างดีเยี่ยม เราสามารถศึกษาวัฒนธรรม การใช้ชีวิต กิจกรรม เทคโนโลยี ความเข้าใจในงานก่อสร้าง รวมไปถึงการจัดวางพื้นที่บ้านแบบฝรั่งในยุคนั้น (Spatial Organisation) ได้อย่างดี เราสามารถศึกษาพลวัตที่เปลี่ยนแปลงของห้อง พื้นที่ต่างๆ ได้ ว่าฝรั่งนั้น ปรับใช้พื้นที่ตรงไหนให้เหมาะ

กับอากาศแบบไทย ยอมสละองค์ประกอบใด เพื่อแลกกับการอยู่อาศัยในไทย หรือพื้นที่แบบฝรั่งไหน ที่เขายังต้องการใช้งานอยู่ตามวัฒนธรรมเดิม ทำให้อาคารโคโลเนี่ยลแบบนี้ มีคุณค่าในด้านการศึกษาพลวัตของสถาปัตยกรรมตะวันตกในดินแดนอื่นอย่างเข้มข้น
บ้านโคโลเนี่ยล เมื่อตอนเกิดขึ้นครั้งแรกๆ ในไทยนั้น รูปแบบฝรั่งที่เกิดขึ้น เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมจากนายช่างอิตาเลี่ยน เยอรมัน หรือฝรั่งเศส เป็นส่วนใหญ่ รูปแบบบ้านโคโลเนี่ยลในเมืองกรุงหรือหัวเมืองภูมิภาคต่างๆ จึงมีสถาปัตยกรรมแบบนั้นเสียส่วนมาก แต่บ้านสองชั้นเชตะวัน มีความพิเศษตรงที่ บริษัทบอมเบย์เบอร์มา ผู้เป็นเจ้าของในตอนนั้นเป็นทีมบริษัทที่มาจากสก็อตแลนด์ และได้นำเอารูปแบบสถาปัตยกรรมที่ฮิต ณ ตอนนั้นในเกาะอังกฤษยุคปลายพระนางวิคตอเรีย (อาจจะเป็นรูปแบบที่คล้ายกับ Neo-Palladian Style หรือ Anglo-PalladianStyle) มาใช้ออกแบบอาคารสำนักงานหลังนี้ ทำให้อาคารหลังนี้อาจจะเป็นอาคารโคโลเนี่ยลแบบอังกฤษไม่กี่หลังในประเทศไทยเท่าที่ยังเหลืออยู่
รูปแบบอาคารแบบ Neo หรือ Anglo-Palladian Style คือสถาปัตยกรรมที่ไม่ยอมรับการตกแต่งฟุ่มเฟือยหรูหราแบบบาโรค (Baroque) ยุคก่อนหน้า และเห็นว่าสถาปัตยกรรมแบบสมมาตร ดัดแปลงมาจากงานของสถาปนิก Andrea Palladio ในยุคเรอเนสซองต์อีกที จุดเด่นของอาคารแบบนี้คือ มีความสมมาตรซ้ายขวา มีประตูหน้าต่างเป็นจังหวะ บนล่าง ซ้ายขวาสม่ำเสมอ รูปแบบบานหน้าต่างเป็นลักษณะเปิดปิดแบบเดียวกัน และมีมุกยาวยื่นออกมาด้านหน้าเป็นแกนกลาง มีบันไดขึ้นจากด้านข้างมุก

บ้านเชตะวัน นี้จึงเป็นตัวแทนของบ้านโคโลเนี่ยลแบบฝรั่งออกแบบ และฝรั่งอยู่ ไม่ได้เป็นบ้านเจ้านายขุนนาง ที่หายากมากๆ ในไทย ความสำคัญของมันคือการออกแบบที่ใส่ความเข้าใจวัฒนธรรมของตนเอง (ฝรั่ง) ที่รวมเอากิจกรรม การใช้พื้นที่ การแบ่งแยก ซอยห้อง การเข้าถึงและการตกแต่งแบบฝรั่งเอาไว้ เพื่อให้ตัวเองใช้ได้อย่างลงตัว มาผนวกเข้ากับบริบทอากาศพื้นที่แบบไทย ทำให้แบบบ้านนี้มีความแตกต่างจากวังโคโลเนี่ยลของไทยที่เห็นทั่วไป
การใช้บ้านโคโลเนี่ยลนี้เป็นตัวต้นศึกษา ทำให้เราเห็นถึงพลวัตความเปลี่ยนแปลง และโลกทัศน์ของฝรั่งในยุคนั้น ว่าเขาใช้ชีวิตในต่างแดนอย่างไร สิ่งใดในวัฒนธรรมการอยู่อาศัยที่เขาละทิ้ง เก็บไว้ แลกเปลี่ยน เพื่อที่จะได้อยู่อาศัยอย่างมีความสุขในบริบทต่างแดน

ในช่วงปี พ.ศ.2445 ถึง พ.ศ.2479 หลังเหตุการณ์เงี้ยวปล้นเมืองแพร่ใน พ.ศ.2495 อำนาจของกลุ่มเจ้านายท้องถิ่นในเมืองแพร่ถูกลิดรอน ป่าต่างๆ ถูกรัฐบาลสยามควบคุม รัฐบาลสยามอนุญาตให้บริษัทต่างชาติเข้ามาสัมปทานไม้ในเมืองแพร่แทน บริษัทต่างชาติที่สำคัญในการขอพื้นที่สัมปทานทำป่าไม้ในเมืองแพร่ ได้แก่ บริษัทบอมเบย์ เบอร์มา (Bombay Burma Trading Corporation) ของอังกฤษ บริษัทนี้มีความชำนาญในการทำป่ไม้จากพม่าและมีทุนทรัพย์มาก มีอิทธิพลต่อรัฐบาลอังกฤษในช่วงแรกของการดำเนินงาน ทางบริษัท บอมเบย์ เบอร์มาได้เข้ามารับซื้อไม้จากเจ้านายเมืองแพร่ที่ยังเป็นเจ้าของป่าและทำไม้อยู่ โดยจ่ายเงินค่าไม้ล่วงหน้าดังกล่าวมาแล้ว เพื่อเจ้านายท้องถิ่นจะได้มีทุนรอนในการจ้างแรงงานต่อไป ต่อมาเมื่อมีการประกาศให้บริษัทต่างชาติสามารถเข้ามาสัมปทานพื้นที่ป่าไม่ในท้องที่เมืองแพร่ได้ โดยให้รอบละ 19 ปี รวม 3 รอบ บริษัทจึงได้สัมปทานทำไม้บริเวณป่าแม่น้ำยมตะวันตก คือป่าไม้ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำยม ตั้งแต่พื้นที่ตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จนถึงป่าแม่ต้า อำเภอลอง สำนักงานของบริษัทคือ ที่ทำการป่าไม้ภาคแพร่ของกรมป่าไม้เดิม ตั้งอยู่ท่าน้ำบ้านเชตะวัน ตำบลในเวียง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ เมื่อบริษัทเลิกกิจการเนื่องจากไม้หมดป่าแม่ต้าใน จึงมอบสำนักงานให้กับป่าไม้ภาคแพร่ ต่อมาเมื่อตะหลิ่งถูกกัดเซาะทางกรมป่าไม้จึงย้ายที่ทำการป่าไม้ภาคแพร่ ไปยังบ้านป่าแมต ใน พ.ศ.2515

กระทั่งปัจจุบัน ประวัติอาคารบริษัท บอมเบย์ เบอร์มา เทรดดิ้ง ที่เข้ามาทำไม้ในเมืองแพร่ตั้งแต่ ปีพ.ศ.2432 ซึ่งมีอายุราว 127 ปี ตั้งอยู่ที่บริเวณท่าน้ำบ้านเชตะวัน อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นแหล่งพักไม้ โดยหลังจากที่หมดสัญญาสัมปทานป่าไม้ในเมืองแพร่ทางบริษัทได้ยกให้ไว้กับรัฐ ในอดีตนั้น บริษัท บอมเบย์ เบอร์มา เป็นบริษัทสัญชาติอังกฤษเริ่มทำไม้ในประเทศพม่าก่อนเพื่อส่งออกไม้ไปยังจีนอินเดียซึ่งจะใช้ไม้สักในการต่อเรือซึ่งถือว่าเป็นไม้ที่มีคุณภาพโดยในภายหลังเริ่มเข้ามาทางภาคเหนือของไทย เนื่องจากป่าไม้ยังอุดมสมบูรณ์ และค่าสัมปทานถูกกว่าในพม่า จึงได้นำคนงานพม่า เข้ามาด้วยเพื่อช่วยทำไม้ สำหรับอาคารหลังนี้ ที่ตั้งอยู่บริเวณท่าน้ำบ้านเชตะวัน สันนิษฐานว่า เริ่มจากบริเวณท่าน้ำ บ้านเชตะวันในอดีต เป็นที่พักไม้ที่ล่องมาทางเหนือแม่น้ำ ก่อนที่จะล่องตาม แม่น้ำยมลงไปจนถึงกรุงเทพแล้วแปรรูปต่อที่โรงงานในพระนคร ก่อนที่จะขึ้นเรือส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ซึ่งขณะนั้น ไม้สักถือเป็นสินค้าส่งออกของประเทศไทย อันดับ 2 ของประเทศรองจากข้าว การทำไม้ในจังหวัดแพร่ต้องใช้แรงงานเป็นจำนวนมากทั้งช้าง ทั้งคน ทำให้คนแพร่ ได้รับการถ่ายทอดวิธีการทำไม้จากต่างชาติ ที่เข้ามาสัมปทานไม้ เป็นระยะเวลายาวนานกว่า 50 ปี หลังจากที่หมดสัมปทาน ชาวบ้านบางส่วนจึงต้องหาทางดำเนินชีวิตจากทักษะที่ได้ทำมา ทำให้เกิดปัญหาการตัดไม้ผิดกฎหมายมากขึ้น

เนื่องจากในสมัยก่อนเจ้าหน้าที่ มีจำนวนน้อยดูแลไม่ทั่วถึง ปัจจุบันชาวจังหวัดแพร่จำนวนไม่น้อยที่ยังมีอาชีพทางด้านทำไม้ แต่จะเป็นไม้จากป่าปลูก ซึ่งปัจจุบันจังหวัดแพร่ยังเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ โดยเป็นอันดับ 7 ของประเทศไทย มีป่าปลูกแห่งแรกของประเทศไทยที่ยังคงรักษาไว้จวบจนชนปัจจุบัน “เรือนไม้สองชั้นเชตะวัน” หรือ อาคาร บอมเบย์ เบอร์มา อาคารไม้สักโบราณหลังนี้ ถูกสร้างขึ้นในผืนแผ่นดินเมืองแพร่ มาเมื่อกว่า 127 ปี มาแล้ว ซึ่งได้ตั้งตระหง่านอวดโฉมสวยงามมานานหลายชั่วอายุคน น่าใจหาย! ที่วันนี้ อาคารดังกล่าวได้ถูกรื้อทำลายลงไปแบบราบเป็นหน้ากลอง โดยสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 เจ้าของพื้นที่ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จนหลายคนมองว่าเป็นการทำลายอัตลักษณ์ของเมืองแพร่ ซึ่งถือเป็นถิ่นไม้สักสำคัญของประเทศ นายธีรวุธ กล่อมแล้ว ประธานภาคีเครือข่ายรักษ์เมืองเก่าแพร่ เผยว่า จากรายงานฉบับสมบรูณ์โครงการจัดทำผังแม่บทและผังแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนาบริเวณเมืองเก่าแพร่

โดยสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดแพร่ ได้มีข้อสรุปถึงคุณค่าของบริบทเมืองเก่าครอบคลุมพื้นที่ตามแนวแกนด้านประตูชัยต่อเนื่องถึงพระธาตุช่อแฮ และบริเวณชายฝั่งของแม่น้ำยม ซึ่งครอบคลุมพื้นที่สวนรุกขชาติเชตวัน สวนรุกขชาติเชตวัน ปัจจุบันเป็นพื้นที่ในความดูแลของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (แพร่) เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องกับการทำอุตสาหกรรมป่าไม้ บริษัทบอมเบย์เบอร์มา จากอังกฤษ และบริษัทอีสเอเซียติค จากเดนมาร์ก ได้เข้ามาตั้งสำนักงาน ที่อยู่อาศัย และใช้เป็นท่าน้ำล่องซุงจากแม่น้ำยมสู่แม่น้ำเจ้าพระยา จนทำให้เมืองแพร่ เป็นที่รู้จักว่าเป็นดินแดนแห่งไม้สักทองคุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ปัจจุบันพื้นที่สวนรุกชาติเชตวัน มีอาคารเรือนไม้สองชั้นรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบอาณานิคมประยุกต์ผังแบบสมดุลมีมุขยื่นตรงกลาง หลังคาแบบปั้นหยาสูง โครงสร้างและองค์ประกอบเรือนสร้างด้วยไม้เป็นส่วนใหญ่อายุอาคารมากกว่า 100 ปีจนเป็นองค์ประกอบภูมิสัญลักษณ์หรือLandmark ของพื้นที่มาอย่างยาวนาน ด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์และคุณค่าทางสถาปัตยกรรมของอาคาร ซึ่งมีมาอย่างยาวนาน

จนเป็นที่ภาคภูมิใจของชาวแพร่มาหลายชั่วอายุคน เป็นสถานที่ที่สร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยี่ยมเยือนเป็นอย่างยิ่ง แต่ปรากฏเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2563 อาคารดังกล่าวได้ถูกรื้อถอนทำลายลง ปราศจากการศึกษาโครงการก่อนการดำเนินการก่อสร้างอย่างสิ้นเชิง ปราศจากหลักวิชาการในการอนุรักษ์ฟื้นฟูอาคารอย่างถูกต้อง ไม่สร้างสรรค์การมีส่วนร่วมและการรับรู้ต่อชุมชน ไม่สอดคล้องกับนโยบายในการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าแพร่ที่ได้ทำการศึกษาตามแผนแม่บทฯและทำลายองค์ประกอบจิตวิญาณที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมืองแพร่ลงอย่างย่อยยับ ทางภาคีเครือข่ายรักษ์เมืองเก่าแพร่

จึงได้เรียกร้องให้ทางผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบการรื้อถอนทำลายอาคารประวัติศาสตร์ฯ ดังนี้ 1.ระงับการก่อสร้างโครงการ ปรับปรุงซ่อมแซมอาคารศูนย์เรียนรู้การป่าไม้สวนรุกชาติเชตวัน จังหวัดแพร่ ทันที 2. เปิดเผยข้อมูลโครงการ งบประมาณ รูปแบบการก่อสร้าง แผนการดำเนินงาน ผู้รับผิดชอบโครงการ 3. ตรวจสอบหาผู้รับผิดชอบในการรื้อถอนทำลายอาคารประวัติศาสตร์ฯ 4. สร้างประชาคมการมีส่วนร่วมภาคประชาชน ในการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่สวนรุกขชาติเชตวันอย่างเปิดกว้าง 5. หน่วยงานที่รับผิดชอบนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหา และฟื้นฟูบูรณะ ภายใน วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2563 นี้ จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สั่งการหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ดำเนินการตามข้อเสนอที่ยื่นไว้ข้างต้น เพื่อให้สวนรุกชาติเชตวันได้รับการอนุรักษ์และพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามแนวทางและด้วยความเคารพต่อภูมิปัญญาบรรพบุรุษชาวแพร่ที่ได้สั่งสมสร้าง สรรค์มาอย่างยาวนานหลายร้อยปี ควรได้รับการรักษาและทนุถนอมสร้างสรรค์พัฒนาให้เป็นมรดกสืบต่อไปแก่ลูกหลานอย่างภาคภูมิใจต่อไป