ยุงลายดื้อยา! พ่นเคมีฆ่าไม่ตาย มส.วิกฤติ ไข้เลือดออก ทั่วไทยสถิติป่วยตายพุ่ง

0
213

การระบาดของโรคไข้เลือดออกที่แม่ฮ่องสอน ยังน่าเป็นห่วง ยอดผู้ป่วยพุ่งสูงต่อเนื่องรวม 576 ราย เป็นอันดับ 1 ของภาคเหนือตอนบน มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย ขณะที่การปราบยุงลายเริ่มเป็นปัญหาพบยุงเริ่มดื้อยาพ่นสารเคมีฆ่าไม่ค่อยตาย สาธารณสุขห่วงโรงเรียนเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ แนะเร่งกำจัดป้องกัน 3 โรค ทั้งไข้เลือดออก-ไวรัสซิกา-ชิคุนกุนยา
นายสุวพงศ์ กิติภัทย์พิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ของไข้เลือดออกในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ระบาดอย่างหนักล่าสุดได้มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคไข้เลือดออกไปแล้ว 1 ราย จึงได้มีหนังสือสั่งการด่วนที่สุดให้นายอำเภอทุกอำเภอ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรี เทศบาลตำบล นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุกตำบล ตลอดจนกำนันผู้ใหญ่บ้านผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านให้ดำเนินการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดไข้เลือดออก หลังมีรายงานผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นในทุกสัปดาห์ โดยกำหนดให้มีการแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคไข้เลือดออกเป็นวาระสำคัญของทุกหน่วยงานและทุกภาคส่วน โดยให้นายอำเภอเป็นประธานในการบูรณาการดำเนินงานควบคุมโรคไข้เลือดออก ร่วมกับการควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ระดับอำเภอ

ล่าสุด สถานการณ์ไข้เลือดออกในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังน่าเป็นห่วง ยอดผู้ป่วยพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีผู้ป่วยไข้เลือดออกแล้วจำนวน 576 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 250.93 ต่อแสนประชากร พบผู้ป่วยทุกเพศวัย พบมากสุดในพื้นที่ อ.แม่สะเรียง รองลงมา อ.เมืองแม่ฮ่องสอน และ อ.สบเมย อยู่เป็นอันดับ 1 ของภาคเหนือตอนบน มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย เป็นชายสูงอายุในพื้นที่ ต.ปางหมู อ.เมืองแม่ฮ่องสอน
นพ.ศุภชัย บุญอำพันธ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ได้ขอความร่วมมือประชาชนทุกครัวเรือน และหน่วยงานทุกภาคส่วนร่วมกันดำเนินการตามมาตรการป้องกันโดยยึดหลัก 3 เก็บ 3 โรค คือ 1.เก็บบ้านให้ปลอดโปร่งไม่ให้ยุงลายอาศัย 2.เก็บขยะให้เกลี้ยงไม่ให้ยุงลายเพาะพันธุ์ และ 3.เก็บปิดน้ำให้มิดชิดไม่ให้ยุงลายวางไข่ รวมทั้งจุดที่มักมองข้ามภายในบ้าน เช่น แจกกันหน้าหิ้งพระ และศาลพระภูมิ ควรล้างและเปลี่ยนน้ำทุกสัปดาห์ ที่สำคัญควรทายากันยุงหรือนอนกลางมุ้ง เพื่อป้อกัน 3 โรค ได้แก่ โรคไข้เลือดออก โรคไข้ปวดข้อยุงลาย และโรคติดเชื้อไวรัสซิกา
ปัญหาหลักที่ทำให้โรคไข้เลือดออกระบาดหนัก คือ จำนวนยุงลายที่เพิ่มมากขึ้นและมีการแพร่พันธุ์แบบทวีคูณออกไข่ครั้งละ 100-200 ฟอง ทำให้ยุงลายเกิดใหม่เป็นจำนวนมาก การป้องกันและควบคุมโรคต้องกำจัดแหล่งเพาะพันธ์ยุงลาย ป้องกันไม่ให้ยุงลายลงไปวางไข่ได้ ที่ผ่านมาถึงแม้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพยายามฉีดพ่นสารเคมีกำจัดยุงลายอย่างต่อเนื่องในพื้นที่เสี่ยง แต่ดูเหมือนว่ายุงเริ่มจะดื้อต่อสารเคมีฆ่าไม่ค่อยตายและยังคงมีการระบาดอย่างต่อเนื่องอย่างน่าเป็นห่วง
ด้านนายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีฝนตกในหลายพื้นที่ต่อเนื่อง ทำให้เกิดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย อาจมีการระบาดของโรคเพิ่มมากขึ้น โดยผลสำรวจลูกน้ำยุงลายจากสำนักระบาดวิทยา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 19 กรกฎาคม 2563 พบว่า บ้าน วัด โรงเรียน และโรงพยาบาล มีแนวโน้มค่าดัชนีลูกน้ำยุงลาย หรือค่าความชุกชุมของลูกน้ำยุงลายสูงขึ้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ซึ่งเข้าสู่ฤดูฝน ทั้งนี้ในเดือนกรกฎาคมพบเกินเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด โดย บ้านพบร้อยละ 13.95 วัดร้อยละ 5.89 โรงเรียนร้อยละ 3.92 และโรงพยาบาลร้อยละ 1.24 แนวโน้มที่สูงขึ้นในสถานที่เหล่านี้ อาจส่งผลให้มีโอกาสเกิดโรคติดต่อนำโดยยุงลาย ได้แก่ โรคไข้เลือดออก โรคไข้ปวดข้อยุงลาย และโรคติดเชื้อไวรัสซิกาได้ จึงต้องช่วยกันดูแลไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายด้วยมาตรการ “3 เก็บ 3 โรค”
นายแพทย์สุขุม กล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุขจึงขอความร่วมมือผู้ปกครอง ครู และทุกหน่วยงาน ร่วมกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย ด้วยมาตรการ “3 เก็บ 3 โรค” โรค คือ เก็บบ้าน/โรงเรียน ให้ปลอดโปร่งไม่ให้ยุงลายเกาะพัก เก็บขยะ เศษภาชนะไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย โดยสำรวจทุกจุดที่มีน้ำขัง เช่น จานรองกระถาง ยางรถยนต์เก่า ภาชนะที่ไม่ใช้ ที่รองกันมด อ่างบัว/อ่างน้ำ ใส่ทรายอะเบจในทุกภาชนะที่จำเป็นต้องรองน้ำไว้ใช้ และเก็บน้ำ ปิดให้มิดชิดหรือเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกสัปดาห์ไม่ให้ยุงลายวางไข่ เพื่อลดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายและช่วยป้องกัน 3 โรค คือ ไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัสซิกา และโรคไข้ปวดข้อยุงลาย อย่างไรก็ตาม หากมีอาการป่วย ควรหยุดเรียน/หยุดทำงาน หากพบว่ามีไข้ 2 วันแล้วไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์ทันที เพื่อวินิจฉัยและรักษา
ขณะที่ นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค เผยว่า “จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคไข้เลือดออกในปี 2563 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 21 ก.ค. 63 มีรายงานผู้ป่วยทั่วประเทศแล้ว 31,438 ราย เสียชีวิต 21 ราย โดยจากข้อมูลการกระจายของผู้ป่วย พบว่ามีผู้ป่วยกระจายทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยภูมิภาคที่พบอัตราป่วยต่อประชากรแสนคนสูงสุด คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองลงมาคือภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ตามลำดับ กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากสุด 3 อันดับแรกคือกลุ่มอายุ 15-24 ปี รองลงมาคืออายุ 10-14 ปี และอายุ 25-34 ปี ตามลำดับ ส่วน 3 จังหวัดแรกที่พบอัตราป่วยสูงสุดในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา คือ แม่ฮ่องสอน รองลงมาคือชัยภูมิ และเลย ตามลำดับ”
“การพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพประจำสัปดาห์นี้ คาดว่าในช่วงนี้มีโอกาสพบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ได้ แม้ว่าจำนวนผู้ป่วย ณ ช่วงเวลาเดียวกันในปี 2563 จะมีรายงานผู้ป่วยน้อยกว่าปี 2562 ก็ตาม แต่เนื่องจากสภาพอากาศในช่วงนี้ที่เป็นฤดูฝน มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดน้ำขังตามภาชนะและวัสดุต่างๆ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เป็นสาเหตุทำให้โรคไข้เลือดออกสามารถแพร่ระบาดได้ง่าย กรมควบคุมโรค ขอแนะนำประชาชนและทุกหน่วยงาน ร่วมกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายบริเวณบ้านและในชุมชน ตามมาตรการ “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” ดังนี้ 1.เก็บบ้านให้สะอาด เช่น พับเก็บเสื้อผ้าใส่ในตู้หรือแขวนให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้มีมุมอับทึบเป็นที่เกาะพักของยุง 2.เก็บขยะที่อยู่บริเวณรอบบ้าน เก็บภาชนะใส่อาหารหรือน้ำดื่มที่ทิ้งไว้ใส่ถุงดำ และนำไปทิ้งลงถังขยะ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และ 3.เก็บน้ำ ภาชนะที่ใส่น้ำเพื่ออุปโภค บริโภค ต้องปิดฝาให้มิดชิด ล้างคว่ำภาชนะใส่น้ำ และเปลี่ยนน้ำในกระถางหรือแจกันทุกสัปดาห์ ป้องกันไม่ให้ยุงลายวางไข่ ซึ่งจะสามารถป้องกันได้ 3 โรค คือ 1.โรคไข้เลือดออก 2.โรคติดเชื้อไวรัสซิกา และ 3.โรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือโรคชิคุนกุนยา นอกจากนี้ ประชาชนสามารถป้องกันไม่ให้ยุงกัดได้ โดยสวมใส่เสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว ใช้สารไล่ยุงชนิดต่างๆ เช่น DEET ใช้กลิ่นกันยุง เช่น ตะไคร้ หรือสารเคมีอื่นๆ นอนในมุ้ง และหากมีอาการไข้สูงปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หน้าแดง มีผื่น มีรอยจ้ำเลือดหรือจุดเลือดออกตามลำตัว แขน ขา เบื่ออาหาร จุกแน่นลิ้นปี่ หรือสงสัยว่าป่วยด้วยโรคไข้เลือดออก ให้ไปพบแพทย์โดยเร็ว สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422”