ประเทศไทย มหานครผลไม้เมืองร้อน

0
3030

ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมที่มีการส่งออกสินค้าเกษตรเป็นรายได้หลักของประเทศ จากสถิติในปี 2559 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการส่งออกผลไม้มูลค่า 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 19% จากปี 2558 โดยมีตลาดหลัก ได้แก่ สหรัฐ จีนเวียดนาม และฮ่องกง การส่งออกส่วนใหญ่นั่นเป็น การส่งออกทุเรียนสดเป็นมูลค่ากว่า 1.7 หมื่นล้านบาท รองลงมา ได้แก่ ลำไย มังคุด เงาะ และลองกอง ขณะที่การส่งออกผลไม้อบแห้งมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นกว่า 53% จากปี 2558 มีมูลค่าการส่งออกจำนวน 1.1 หมื่นล้านบาท จากการที่ผู้ประกอบการมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในการผลิต ทำให้สินค้ามีความหลากหลายมากขึ้น ขณะเดียวกันผู้บริโภคในต่างประเทศหันมานิยมบริโภคผลไม้อบแห้งเป็นขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ จึงส่งผลให้การส่งออกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ยงวุฒิ เสาวพฤกษ์, 2560) ซึ่งจากการที่คณะรัฐมนตรีได้จัดประชุมสัญจรที่ จังหวัดจันทบุรี โดยในที่ประชุมคณะฯได้มีการอนุมัติ โครงการระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็น มหานครผลไม้ของโลก โดยมีเป้าหมายให้ภาคตะวันออกเป็นตลาดกลางประมูลผลไม้คุณภาพสูง พร้อมให้กระทรวงพาณิชย์ประสานกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การค้าผลไม้ครบวงจร และได้กำหนดแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตผลไม้เมืองร้อนให้มีคุณภาพมาตรฐานในระดับสากล ซึ่งประกอบด้วย 1.กำหนดและส่งเสริมมาตรฐานการผลิตและการค้าผลไม้เกรดพรีเมียม 2.ส่งเสริมการทำการตลาดผลไม้เกรดรองและเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูป 3.การนำนวัตกรรมและงานวิจัยมาใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ผลไม้ที่ตกเกรด และพัฒนาระบบโลจิสติกส์ควบคู่กันไปด้วย (ไทยรัฐ, 2561)โดยโครงการนี้มีความน่าสนใจและจะสามารถทำให้ประเทศมีความพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจได้ ดังนั้นศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและพยากรณ์ทางการเกษตร (แม่โจ้โพลล์) จึงได้สำรวจความคิดเห็นของเกษตรกรทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 711 ราย ระหว่างวันที่ 1- 15 สิงหาคม 2561 ในหัวข้อ “ประเทศไทยกับการเป็นมหานครผลไม้เมืองร้อน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นของเกษตรกรต่อการปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกและการพัฒนาและส่งเสริมให้ผลไม้ไทยไปสู่การค้าระดับโลก รวมถึงความต้องการของเกษตรกรที่อยากให้ภาครัฐเข้ามาส่งเสริมหรือสนับสนุนในโครงการดังกล่าว

ผลการสำรวจ ดังต่อไปนี้ ผลสำรวจพบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ ร้อยละ 78.44 ทราบเกี่ยวกับการที่รัฐบาลประกาศโครงการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นมหานครผลไม้เมืองร้อนของโลก โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 80.44 ทราบข้อมูลจาก โทรทัศน์ และมีเพียงร้อยละ 21.56 ไม่ทราบเกี่ยวกับโครงการดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า ไม่ได้ติดตามข่าวสาร จากการสอบถามถึงจุดเด่นที่ช่วยส่งผลให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางผลไม้เมืองร้อนนั้น พบว่า อันดับ 1 (ร้อยละ 68.64) เพราะสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศของประเทศไทยเหมาะสมแก่การปลูกผลไม้ อันดับ 2 (ร้อยละ 67.51) เพราะประเทศไทยมีผลไม้ที่หลากหลายชนิด และอันดับ 3 (ร้อยละ 37.41) เพราะเกษตรกรมีความรู้และประสบการณ์ในการทำการเกษตรที่ดี จากการสอบถามถึงการปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกผลไม้เมืองร้อนเมื่อเกิดการผลักดันในโครงการดังกล่าว พบว่า เกษตรกร ร้อยละ 57.57 จะเปลี่ยนไปปลูก ทุเรียน มากที่สุด (ร้อยละ 37.41) รองลงมาคือ เงาะ (ร้อยละ 31.70) และอันดับ 3 คือ ลำไย (ร้อยละ 27.25) ส่วนอีก ร้อยละ 42.43 ไม่มีการปรับเปลี่ยน โดยให้เหตุผลว่า สภาพพื้นที่ในการเพาะปลูกเดิมเหมาะสมอยู่แล้วในการปลูกพืชเดิมและไม่เหมาะที่จะไปปลูกพืชชนิดอื่น และต้องใช้เงินในการลงทุนสูงทั้งที่ดิน แรงงาน จากการสอบถามความคิดเห็นของเกษตรกรถึงวิธีที่จะพัฒนาและส่งเสริมให้ผลไม้ไทยไปสู่การค้าระดับโลกได้ พบว่า อันดับ 1 (ร้อยละ 72.29) ต้องพัฒนาการผลิตเพื่อให้ผลไม้มีคุณภาพดีขึ้นทั้งสดและแปรรูป เช่น ทุเรียน มังคุด เป็นต้น อันดับ 2 (ร้อยละ 47.26) ต้องพัฒนาระบบการรักษาคุณภาพของผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยวและในระหว่างการขนส่ง และอันดับ 3 (ร้อยละ 44.44) ต้องพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความน่าสนใจและทันสมัย จากการสอบถามความต้องการของเกษตรกรที่อยากให้ภาครัฐเข้ามาส่งเสริมหรือสนับสนุนในโครงการดังกล่าว พบว่า อันดับ 1 (ร้อยละ 55.63) ต้องการให้สร้างมาตรฐานการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตผลไม้เมืองร้อนทั้งสดและแปรรูปให้มีคุณภาพมาตรฐาน อันดับ 2 (ร้อยละ 55.13) ต้องการให้พัฒนาช่องทางการจำหน่ายในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น การจัดบุฟเฟ่ต์ผลไม้ ขายออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ต เป็นต้น และอันดับ 3 (ร้อยละ 47.61) ต้องการให้สนับสนุนข้อมูลช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการผลิตในแต่ละฤดูเพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าล้นตลาด

จากการสำรวจดังกล่าว เห็นได้ว่าเกษตรกรไทยส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับโครงการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นมหานครผลไม้เมืองร้อน เนื่องจากประเทศไทยมีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศเหมาะสมแก่ การเพาะปลูกผลไม้ โดยมีความต้องการที่จะปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกเดิมไปเป็นผลไม้เมืองร้อนเพื่อให้สอดคล้องกับโครงการ และเกษตรกรจะต้องพัฒนาการผลิตผลไม้ของตัวเองให้มีคุณภาพดีขึ้นทั้งผลไม้สดและแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้า และอยากให้ภาครัฐเข้ามาส่งเสริมหรือสนับสนุนการสร้างมาตรฐานการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตผลไม้เมืองร้อนทั้งสดและแปรรูปให้มีคุณภาพมาตรฐานยิ่งขึ้น