“มนต์รักยางนา” ปิงห่าง ยางใหญ่ ฝายพญาคำ

0
1364

เมื่อวันที่ 5-13 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา มูลนิธิเขียวสวยหอมร่วมกับอีกหลายหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนได้จัดโครงการอนุรักษ์ต้นยางนา ภายใต้ชื่อ Eco Design for a Breath of Fresh Air ณ สวนสุขภาพบ้านเด่น ถนนต้นยาง ในโครงการนี้มีกิจกรรมแยกย่อยอีกหลายรายการ โดยดิฉันได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรในกิจกรรม Eco Trip วันที่ 10 และวันที่ 13 ธันวาคม ระหว่างเวลา 09.00-12.00 น. บรรยายนำชมประวัติความเป็นมาของถนนสายต้นยาง-ขี้เหล็ก โดยมีวัดพระนอนหนองผึ้ง เป็นหมุดหมายสำคัญในถนนสายนั้น กลุ่มเป้าหมายของผู้เข้าร่วมฟังการบรรยาย มีประมาณวันละ 40-50 คน ประกอบด้วยมัคคุเทศก์ ครูสอนประวัติศาสตร์ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนผู้สนใจทั่วไป

ส่วนคำว่า “ปิงห่าง ยางใหญ่ ฝายพญาคำ” นั้นเป็นชื่อหัวข้อเสวนาในเวที Eco Forum ช่วงบ่ายวันที่ 13 ธันวาคม เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นทั้งสาม

สู่ 130 ปี ถนนต้นยางขี้เหล็ก

มีบันทึกของ “ปิแยร์ โอร์ต” ผู้ช่วยที่ปรึกษากฎหมายชาวเบลเยียมแห่งราชสำนักสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 ผู้เคยเดินทางมาราชการที่หัวเมืองฝ่ายเหนือระหว่างวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2440 – 5 มกราคม พ.ศ. 2441 เขาได้บันทึกไว้เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2440 ขณะเดินทางออกจากเมืองเชียงใหม่เข้าสู่ลำพูนว่า

ข้าพเจ้าออกจากเชียงใหม่เมื่อเวลาบ่าย 3 โมง นับว่าเป็นการออกเดินทางที่เอิกเกริกมาก มีข้าราชการสองคนตามไปส่งพร้อมด้วยพวกเจ้าพนักงานชั้นผู้น้อย ถนนจากเชียงใหม่ไปลำพูนซึ่งข้าพเจ้าเคยกล่าวถึงด้วยความชื่นชมนั้นมิได้มีสิ่งใดพิเศษ เป็นเพียงเส้นทางที่คดเคี้ยวไปมาใต้ต้นไม้สูงหรือป่า มีธารน้ำไหลผ่านหลายแห่ง ภูมิประเทศดูเหมือนว่ามีราษฎรอาศัยอยู่หนาแน่น เราพบฝูงวัวควายที่ดูน่าชมหลายฝูง อีกราว 2 กิโลเมตรจะถึงเมืองลำพูน ข้าพเจ้าพบเจ้านายลำพูน 3 องค์ที่มาคอยรับล่วงหน้า ตอน 6 โมงครึ่งข้าพเจ้าก็มาถึงเมืองลำพูน

หากเชื่อว่าถนนสายที่ปิแยร์ โอร์ตเดินทางมาจากเชียงใหม่สู่ลำพูน นั้นคือถนนต้นยาง-ขี้เหล็ก ก็ย่อมแสดงว่าถนนสายนี้ต้องมีการสร้างก่อนการเดินทางมาถึงของนายปิแยร์ โอร์ต ราว 4-5 ปี คืออาจเก่าถึงปี พ.ศ. 2435 พ.ศ. 2440 เป็นอย่างน้อย? กล่าวให้ง่ายก็คือ ภูมิทัศน์ต้นยางนาสองข้างทางอันร่มรื่น ต้องมีมาก่อนการเดินทางขึ้นเมืองเหนือของปิแยร์ โอร์ต ?

สอดคล้องกับเอกสารของอำเภอสารภีเรื่องประวัติความเป็นมาของต้นยางนา ที่ระบุว่า ถนนสายเชียงใหม่-ลำพูนสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2438 โดยพระยาทรงสุรเดช (อั้น บุนนาค) ข้าหลวงใหญ่มณฑลลาวเฉียง (ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลพายัพ) เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ

ถนนสายนี้เริ่มตั้งแต่เชิงสะพานหมอชีก ตรงขัวแขกในปัจจุบัน (ส่วนสะพานนวรัฐนั้นเริ่มสร้างใน พ.ศ. 2450 เสร็จใน พ.ศ. 2453 โดยบริษัทบอร์เนียวบริจาคซุงไม้สักเป็นวัสดุก่อสร้าง) เลียบแนวแม่น้ำปิงห่างที่วัดกู่ขาว จนถึงเมืองลำพูน สร้างบนผนังดินธรรมชาติของแม่น้ำปิงห่าง

อนึ่ง เราต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า เส้นทางคมนาคมในอดีตล้วนเป็นทางเดินเท้าที่ตัดผ่านไปตามท้องทุ่ง จึงมักเกิดข้อพิพาทระหว่างผู้สัญจรไปมากับชาวนาเจ้าของที่ดินที่ถูกชาวบ้านเหยียบย่ำต้นข้าว ถนนสายเชียงใหม่-ลำพูน ที่เกิดขึ้นเป็นทางหลวงสายแรกในระยะเริ่มต้นนั้น จึงเป็นทั้งทางคนเดินและทางเกวียนผ่านไปมา แต่เมื่อแรกตัดถนนนั้นก็มีรายงานว่า ชาวนาได้ขึ้นไปปลูกข้าวกันกลางถนน จนในที่สุดต้องมีกฎหมายห้ามทำนาบนทางหลวง

ต่อมาพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ (เชย กัลยาณมิตร ต่อมาตำแหน่งสุดท้ายคือเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์) ข้าหลวงสิทธิ์ขาดมณฑลพายัพคนแรก ระหว่างปี พ.ศ. 2445 – 2458 ได้มีนโยบายท้องถิ่นที่เรียก “น้ำต้องกองต๋ำ” คือต้องการพัฒนาคูคลองและถนนหนทาง และช่วงนั้นเองคงมีการจัดระเบียบต้นยาง-ต้นขี้เหล็ก กันอีกครั้ง

ปีพุทธศักราชที่มีการลงมือปลูกต้นยางนาจริงๆ จะเริ่มราว พ.ศ. 2443

ส่วนแนวคิดการสร้างถนนแบบ “จัดระเบียบ” ให้เรียบร้อยนั้นเป็นแนวคิดของชาวตะวันตกในลักษณะที่เรียกว่า Boulevard (บูลเลอวาร์) อันเป็นภาษาฝรั่งเศส หมายถึงถนนที่มีการปลูกต้นไม้สองข้างทางอย่างร่มรื่น หรือไม่ก็ปลูกที่เกาะกลางถนน แนวคิดแบบ Boulevard ปรากฏในสยามประเทศหลายแห่ง โดยรัชกาลที่ 5 โปรดให้สร้างในยุคที่ยังเรียกว่ากระทรวงโยธาธิการ (มาเปลี่ยนเป็นกระทรวงคมนาคมเมื่อ 1 เมษายน 2455 ตอนต้นรัชกาลที่ 6) ได้แก่ ถนนราชดำเนิน สีลม เยาวราช วังบูรพา อุณากรรณ ดินสอ รวมไปถึงถนนเขตหัวเมืองสายสำคัญคือ สายเชียงใหม่ลำพูน (ถนนต้นยาง-ขี้เหล็ก)

ตามรอยโคลงนิราศหริภุญไชย พบวัด ยางหนุ่ม

“โคลงนิราศหริภุญไชย” รจนาโดยกวีในราชสำนักล้านนาที่พรรณนาถึงหญิงคนรักชื่อ “ศรีทิพ” ในปี พ.ศ. 2060 ตรงกับรัชสมัยพระเมืองแก้ว เนื้อหาของอารามสถานจำนวนประมาณ 6 แห่ง นับแต่กวีเดินทางออกนอกเมืองเชียงใหม่ ก่อนเข้าสู่ลำพูน ตามเบี้ยบ้ายรายทาง มีดังนี้

วัดกู่คำ (เจดีย์เหลี่ยม) เวียงกุมกาม วัดพระนอนหนองผึ้ง วัดยางหนุ่ม (ปัจจุบันคือวัดกองทราย) วัดหัวฝาย และตลาดต้นไทร (ต้นไร -ต้นไฮ) ทำให้เชื่อได้ว่ากวีผ่านเส้นทางสายเดียวกันกับถนนต้นยางในปัจจุบัน

คณะราชสำนักล้านนาใช้เวลาเดินทางจากเชียงใหม่มาลำพูนโดยออกจากวัดพระสิงห์ เขตใจกลางเมืองเชียงใหม่เวลาบ่ายสามโมง มาแวะพักนอนที่วัดพระนอนหนองผึ้ง รุ่งเช้าเดินทางต่อใกล้เที่ยงถึงวัดพระธาตุหริภุญไชย เห็นได้ว่าใช้ระยะเวลาเดินทางยาวนานกว่าคณะของปิแยร์ โอร์ต เหตุเพราะมาคณะใหญ่ และแวะพักชมนกชมไม้ชมวัดวาอารามตลอดเส้นทาง

ทั้งนี้ทั้งนั้น เราต้องเข้าใจให้ตรงกันว่ายุคเมื่อ 500 ปีก่อนโน้น ยังไม่มีต้นยางนาปลูกเรียงสลอนเป็นทิวแถวเหมือนเช่นปัจจุบัน แต่เชื่อว่าน่าจะมี “ต้นยางนา” อยู่เดิมแล้วแทรกปะปนกับไม้ยืนต้นอื่นๆ ประเด็นที่น่าสนใจคือมีชื่อวัด “ยางหนุ่ม” ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นวัดกองทรายในยุคหลัง เนื่องจากเคยผ่านการเป็นวัดร้างอยู่ช่วงหนึ่ง ครั้นเมื่อมีการฟื้นฟูวัดร้าง ขุดพื้นดินตรงไหนก็มีแต่ทรายทั้งสิ้น

สะท้อนว่าเมื่อครั้งที่กวี นางศรีทิพ หญิงคนรัก (ที่อาจมาด้วย) และคณะผ่านมาที่วัดนี้ ได้มีการพบวัดที่มีต้นยาง (หนุ่ม) ปะปนกับไม้นานาพรรณ อาทิ จำปา สบันงา (กระดังงา) สีเสียด ส้มจุก ลูกจัน มะขวิด ตะขบป่า ทองกวาว ทองกวิว ส้มสุก (อโศก) ต้นไทร ต้นงิ้ว ไม้บง (ต้นไผ่) หญ้าแฝก คา อ้อ แขม ขวาก เลา ไม้กฤษณา ไม้จันทน์ กระลำพัก (ไม้หอมทำยา) ฯลฯ

จึงทำให้ทราบว่า “ต้นยาง” เป็นไม้พื้นเมืองที่พบเห็นกันดาษดื่นในแถบเมืองเหนืออยู่ก่อนแล้ว หาใช่ของใหม่หรือไม้นำเข้าที่เพิ่งนำมาปลูกโดยการดำริของข้าหลวงสยามสมัยรัชกาลที่ 5 แต่อย่างใดเลย

นำมาสู่คำถามว่า ขณะที่ข้าหลวงสยามตัดสินใจปลูกต้นไม้สองข้างถนนจากเชียงใหม่สู่ลำพูน ทำไมจึงเลือก “ต้นยางนา”กับ “ต้นขี้เหล็ก” ทั้งๆ ที่มีไม้นานาพรรณอีกดาษดื่นให้เลือกสรร

เป็นการตัดสินใจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดโดย พระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ์ หรือว่าเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่-ลำพูนขณะนั้นคือ เจ้าหลวงอินทวโรรสสุริยะวงษ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 8 กับเจ้าหลวงอินทยงยศโชติ เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ 9 ก็มีส่วนร่วมในการเสนอชื่อพรรณไม้

ที่สงสัยเช่นนี้ เหตุเพราะ “ต้นยางนา” เคยเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ เก่าสุดมีในตำนานที่เกี่ยวข้องกับพระนางจามเทวียุคหริภุญไชย คือมีอารักษ์เมืองลำพูนเป็นไก่แก้วอาศัยอยู่บนต้นยาง อีกทั้งตอนพระนางจามเทวีสวรรคตก็ถวายเพลิงพระศพของพระนางในวัดป่ายางทราย

นอกจากนี้่ต้นยางนายังมีสถานะเป็น “ไม้หมายเมือง” ของเชียงใหม่ด้วยเช่นกัน นั่นคือต้นยางใหญ่สองต้นในวัดเจดีย์หลวง ที่พระญากาวิละปลูกในปี 2339 มีอายุเก่าแก่กว่าถนนต้นยางนาราว 1 ศตวรรษ เชื่อกันว่า พระญากาวิละไปรับคติการใช้ต้นยางนาเป็นไม้หมายเมืองมาจากเมืองเชียงตุง ในคราวยกทัพขึ้นไปกวาดต้อนผู้คนจากเมืองเชียงตุงลงมาเป็นประชากรหลักในเมืองเชียงใหม่ ราวช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 24 กลางเมืองเชียงตุงวัดพระธาตุจอมมอญ (จอมมน) มีต้นยางใหญ่อายุเก่าแก่ถึง 274 ปีทีเดียว (นับถึง พ.ศ. 2564) เป็นต้นไม้ที่พระเจ้าอลองพญา กษัตริย์พม่าสร้างในคราวที่ตนปราบเจ้าฟ้าไทใหญ่รัฐฉานได้สำเร็จ

ทำไมต้องมี “ไม้หมายเมือง” คนโบราณเชื่อว่าต้นไม้ใหญ่แต่ละต้นล้วนมีเทวดาอารักษ์ บางคนว่าในสมัยโบราณการเดินทางมาเชียงใหม่นั้นใช้เวลายาวนานมาก ก่อนเข้าเมืองเชียงใหม่ไม่ว่าจะเดินทางมาจากทิศทางใดมักจะมองเห็นยอดไม้ยางนาสองต้นในวัดเจดีย์หลวงลิบๆ นั่นแปลว่าใกล้มาถึงเชียงใหม่แล้ว ให้ตระเตรียมเสบียงสัมภาระไว้ได้เลย

บ้างก็ว่า ไม้หมายเมืองใช้เป็นจุดนัดหมายของชาวบ้าน พ่อค้าจากต่างถิ่นนัดเจอกันเมื่อเข้ามาถึงเมืองเชียงใหม่ ยุคสมัยที่ยังไม่มีตึกสูงหรือศูนย์ประชาสัมพันธ์จุดนัดพบ ดังนั้นเมื่อแต่ละคนหลั่งไหลเข้ามาในเมืองแล้ว ก็มักจะมากระจุกตัว ณ บริเวณต้นยางอันสูงเด่นเป็นสง่านี้ จึงได้ชื่อว่าไม้หมายเมือง

จากต้นยางนากว่าสองพันต้น ปัจจุบันเหลือเพียง 900 กว่าต้นเท่านั้น ค่อยๆ ล้มตายหายสูญไปทีละต้น ทั้งโดยความจงใจรุกรานของภาครัฐ ไม่ว่าทางหลวงชนบท โยธาธิการและผังเมือง สำนักงานที่ดิน เทศบาล อบต.ต่างๆ ในนามของการ “พัฒนาความเจริญ”

ส่วนต้นขี้เหล็กนั้นเล่า ยุคแรกสร้างมีจำนวน 600 กว่าต้น ปัจจุบันหลงเหลืออยู่เพียง 200 กว่าต้นเท่านั้น

พระนอนป้านปิง ทำให้เกิดปิงห่าง

คำว่า “ป้าน” หมายถึง “ต้านทาน/ กีดขวาง” การสร้างพระนอนองค์ใหญ่ขวางลำน้ำไว้ เป็นพิธีกรรมของคนในอดีตที่ขอพึ่งอำนาจบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วยเป็นสัญลักษณ์แห่งการป้องกันน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก พระนอนที่วัดพระนอนหนองผึ้งสร้าง พ.ศ. 1836 ก่อนสร้างเมืองเชียงใหม่ 3 ปี ปี 1835-1836 เป็นช่วงที่เวียงกุมกาม (ตั้งอยู่ไม่ไกลจากวัดพระนอนหนองผึ้ง) กำลังเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ เมืองทั้งเมืองแทบจะจมหายใต้พิภพ พระญามังรายจึงสร้างพระพุทธรูปนอนขวางกระแสน้ำปิงไว้

หลังจากนั้น แม่น้ำปิงก็เปลี่ยนสายจากเส้นเดิม (ต่อมาถูกเรียกปิงห่าง) ไปเป็นเส้นที่เห็นในปัจจุบัน ทำให้น้ำปิงไม่ท่วมเวียงกุมกามอีกเลย ซึ่งในโคลงนิราศหริภุญไชย พรรณนาเหตุการณ์ช่วงนั้นว่า การที่แม่ปิงหันเหทิศทาง ไม่ไหลลงลำพูนตั้งแต่ช่วงสารภี สืบเนื่องมาจากคำสาปแช่งของขุนหลวงวิลังคะที่มีต่อพระนางจามเทวี ว่าขออย่าให้ชาวลำพูนได้กินน้ำปิงอีกเลย

ในเวทีเสวนายังได้คุยกันถึงเรื่องระบบเหมืองฝายที่สร้างมาตั้งแต่สมัยพระญาญีบา (ยี่บา) กษัตริย์ราชวงศ์หริภุญไชยองค์สุดท้าย ที่เสียเมืองให้แก่ พระญามังราย แห่งราชวงศ์หิรัญนครเงินยาง ในช่วงราว พ.ศ. 1824 โดย พระญามังรายส่งไส้ศึกชื่อ “อ้ายฟ้า” หรือ “ขุนฟ้า” ไปสอดแนมในนครหริภุญไชย แล้วค่อยๆ บ่อนทำลายประชากรในเมืองนี้ หนึ่งในแผนการของอ้ายฟ้าคือ ทูลขอชายฉกรรจ์ครึ่งเมืองไปขุดเหมืองฝายจำนวนหลายร้อยแห่งตั้งแต่เหมืองง่า ลำพูน ไปจนถึงเหมืองแข็งที่แม่แตง โดยมีข้อแม้ว่า หากขุดไม่เสร็จไม่ให้กลับมาเมืองลำพูน

เห็นได้ว่า เหมืองฝายจำนวนมากได้ผุดพรายขึ้นในช่วงรอยต่อของราชวงศ์หริภุญไชยสู่ราชวงศ์มังรายนั่นเอง ไว่ว่าจุดเริ่มต้นของการขุดเหมืองฝายจะเกิดขึ้นเนื่องจากแผนการโค่นล้มพระญาญีบาอย่างไรก็ตาม แต่ต่อมาเหมืองฝายเหล่านี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการทดน้ำเข้านาอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าคนที่อยู่บนสันเขา ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ด้วยภูมิปัญญาของการแบ่งปันน้ำให้ได้ใช้กันอย่างถ้วนทั่ว ทุกวันนี้ยังมีชาวบ้านจำนวนมากที่ยังต้องพึ่งพาระบบการทำนาข้าวด้วยการใช้น้ำจากเหมืองฝายพญาคำ เช่น ชาวบ้านในเทศบาลตำบลชมภู อำเภอสารภี เป็นต้น

นอกจากนี้แล้ว งานนี้ยังมีกิจกรรมการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์จากผลิตผลของต้นยางนา เช่นกิ่งก้านไม้ที่หัก นำมาหั่นเป็นท่อนๆ ให้เด็กระบายสีทำจานรองแก้วน้ำ การนำใบไม้มาเป็นวัสดุย้อมสี การทำผ้าเช็ดหน้า ผ้าม่านด้วยการนำดอกไม้ ใบไม้มาทุบบนผ้าสาลู แล้วนำไปตาก-ต้ม ก็จะได้งานหัตถศิลป์ที่ทรงคุณค่า