เลื่อนวัน “ปี๋ใหม่เมือง” แค่เรื่องที่ควรรับรู้ หรือต้องปรับวิถีฯ

0
4307

“สงกรานต์” หรือ “ปี๋ใหม่เมือง” วัฒนธรรมประเพณีอันเก่าแก่และเป็นปฏิทินการท่องเที่ยวระดับสากล ส่งท้ายฤดูกาลการท่องเที่ยวก่อนเข้าสู่ฤดูที่การท่องเที่ยวจะแผ่วเบาเพราะอากาศร้อนและเข้าสู่ช่วงฝน แต่ก่อนเราคุ้นเคยกับคำว่า Low season แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น Green season ไปแล้ว แน่นอนเราๆ ท่านๆ ก็จำกันแม่นเลยว่า ช่วงเวลานั้นคือวันหยุดยาวประจำปีไม่ต่างจากช่วงสิ้นปีที่เป็นปีใหม่สากลเปลี่ยนศักราชใหม่ เกือบจะทุกคนก็มีการวางแผนเพื่อกลับภูมิลำเนาเมื่อเราไปทำงานอยู่ไกลบ้าน หรือบางคนก็ต้องเตรียมพบปะญาติมิตร ครอบครัวที่จะมาพร้อมหน้ากัน และทำบุญด้วยกัน ขนทรายเข้าวัด ตานตุง ไม้ค้ำสะหลี ดำหัวขอพรญาติผู้ใหญ่ ผู้ที่เคารพนับถือ บุพการี

13-15 เมษายน ทุกปีเรามีนัดหมาย และมหานครเชียงใหม่ คือเป้าหมายอีกที่ของทัพนักท่องเที่ยวเพราะใครๆ ก็อยากมาเล่นน้ำที่คูเมือง ไปไหว้พระ ทำบุญตามประเพณี ต่างชาติชื่นชมความเป็นเอกลักษณ์เรื่องนี้ แม้วันเวลาเปลี่ยนไป ประเพณี พิธีกรรมต่างๆ อาจมีให้เห็นน้อยแห่ง แต่ส่วนมากก็ยังคงไว้ให้เห็นความงดงามนี้ แต่ใครจะไปคิดว่าอยู่ๆ ปราชญ์ล้านนา ผู้รู้ทางประเพณีต่างออกมาสื่อข้อมูลว่า จริงๆ แล้ววันสงกรานต์หรือปี๋ใหม่เมืองนี้ วันเวลามันเคลื่อนไปจากเดิม ยกด้วยหลักฐานต่างๆ มายืนยัน และนับตั้งแต่ปี 2556 สงกรานต์ไม่ใช่ 13-15 เมษายน ตามปฏิทินวันหยุด แต่เป็น 14-16 เมษายน และถ้านับตามนี้ปี พ.ศ. 2586 ก็เป็นปีแรกที่เราจะเริ่มเห็นในประกาศสงกรานต์ว่าวันเถลิงศกตรงกับวันที่ 17 เมษายน

นายวัลลภ นามวงศ์พรหม รองประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ ได้กล่าวว่า ประเพณีล้านนาได้มีการกำหนดวันปี๋ใหม่เมือง ตามการเคลื่อนของดวงอาทิตย์เข้าสู่ราศีเมษ โดยในวันแรก เรียกว่า วันสังขานต์ล่อง และวันที่ 2 เรียกว่า วันเนาว์ หรือ วันเน่า ส่วนในวันที่ 3 เรียกว่า วันพญาวัน หรือ วันเถลิงศก ซึ่งวันดังกล่าวตอนนี้ได้เคลื่อนไปตรงกับวันที่ 14,15 และ 16 เมษายน มาตั้งแต่ พ.ศ. 2556 แล้ว แต่ทางราชการยังกำหนดวันหยุดราชการตายตัวเหมือนเดิมคือ 13-15 เมษายน ทำให้การปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ตามประเพณีขึ้นปีใหม่ของไทยผิดแผก ไม่เป็นการถูกต้อง และยังใช้ความเคยชินกับวันแบบเดิม แทนที่จะไปวัดวันพญาวัน แต่กลับไปวัดวันเน่า จึงถือว่า ไม่เป็นมงคลต่อตนเอง และบ้านเมือง ดังนั้นสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ จึงได้ประชุมหารือกัน และนำเสนอให้ทางราชการกำหนดวันดังกล่าวให้ถูกต้อง เพื่อประชาชนจะได้ปฏิบัติกิจกรรมตามจารีตประเพณี ตั้งแต่การปัดกวาดบ้านเรือน ขนทรายเข้าวัด ทำบุญวันพญาวัน และวันสระเกล้า-ดำหัว เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองและครอบครัว แต่ด้วยเหตุผลหลากหลายยากต่อการเปลี่ยนแปลงวัน 13-15 เมษายนเป็น 14-16 เมษายน สิ่งที่สรุปร่วมกันคือ ในทางประเพณีล้านนาก็เดินหน้าส่งเสริม สร้างความเข้าใจเรื่องนี้ไปทีละนิด

ในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมาสภาวัฒนธรรม จ.เชียงใหม่ และหน่วยงานองค์กร ปราชญ์ล้านนา ผู้รู้ทุกภาคส่วนได้เปิดเวทีหารือกันเรื่องนี้ ซึ่ง มหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณฯ สำนักโหรหลวงจากส่วนกลางและโหราจารย์จากชมรมปั๊กขะตืนล้านนา ได้คำนวณตรงกันเพื่อกำหนดวันสิ้นสุดศักราช (วันมหาสงกรานต์) วันขึ้นปีใหม่ไทยหรือวันเถลิงศก ซึ่งจะตรงวันสังขารล่อง และวันพญาวันของชาวล้านนาดังนี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 จนถึงปี พ.ศ. 2585 เป็นระยะเวลา 30 ปี ดาวอาทิตย์จะย้ายจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษในวันที่ 14 เมษายน ดังนี้ วันสิ้นสุดศักราชจะตรงกับวันที่ 14 เมษายน วันที่ 15 เมษายนจะเป็นวันเนาว์ และวันที่ 16 เมษายนจะเป็นวันเถลิงศก (วันขึ้นปีใหม่) ซึ่งจะตรงกับทางล้านนาคือวันที่ 14 เมษายน จะเป็นวันสังขารล่อง วันที่ 15 เมษายนจะเป็นวันเนาวว์ หรือวันเน่า วันที่ 16 เมษายนจะเป็นวันพญาวัน ซึ่งจะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีก 25 ปี

พระครูอดุลย์สิลกิตติ์ ปราชญ์ล้านนา ผู้เชี่ยวชาญด้านพิธีกรรมและปฎิทินล้านนา ได้เจริญพรว่า “คนล้านนาจะกำหนดกิจกรรมในประเพณีปีใหม่เมืองไว้ 4 วันคือ วันสังขารล่อง วันเนาว์หรือวันเน่า วันพญาวัน และวันปากปี แต่ละวันจะมีกิจกรรมและกำหนดพิธีกรรมความเชื่อเป็นการเฉพาะได้ยึดถือและปฏิบัติเช่นนี้มานาน แต่เดิมจะกำหนดเอาวันที่ 13 – 14 – 15 – 16 เมษายน แต่ต่อไปนี้วันดังกล่าวได้เปลี่ยนมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 และจะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีก 25 ปี คือวันสังขารล่องจะตรงกับวันที่ 14 เมษายน วันเนาว์หรือวันเน่า จะตรงกับวันที่ 15 เมษายน และวันพญาวันจะตรงกับวันที่ 16 เมษายน และวันที่ 17 เมษายนจะเป็นวันปากปี ขณะที่ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงที่มีวัฒนธรรมคล้ายกันต่างได้ยึดถือและปรับเปลี่ยนปฏิทินให้เป็นไปตามการเคลื่อนย้ายของดาวอาทิตย์ที่เปลี่ยนไปกันแล้ว”

เช่นเดียวกับนายธานินทร์ สุภาแสน อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และรองประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ก็กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นคนล้านนา ได้เห็นบรรพบุรุษได้ปฏิบัติตามจารีตฮีตฮอยและอนุรักษ์ไว้ซึ่งวัฒนธรรมประเพณีปีใหม่เมืองนี้มาโดยตลอดมาถึงปัจจุบัน ดังนั้นเราควรจะต้องร่วมกันรักษาและสืบสานต่อไป ซึ่งหลายคนก็เห็นไปทำนองเดียวกันว่า ควรเปลี่ยนไปตามที่ปรากฏ ทั้งนี้ยังมีข้อเสนอแนะจากผู้ที่เข้าร่วมฟังการเสวนาหลากหลายเช่น ควรส่งผลสรุปไปยังเจ้าคณะภาค 6 ภาค 7 ซึ่งปกครองสงฆ์ทั้ง 8 จังหวัดภาคเหนือและเจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัดใน 8 จังหวัดภาคเหนือได้รับทราบเพื่อชี้แจงต่อคณะสงฆ์ในการปกครองทราบถึงการเปลี่ยนแปลงไปของวันพญาวัน เพื่อนำไปสู่การประกอบพิธีทางศาสนาในวันเวลาที่เปลี่ยน ซึ่งล่าสุดทางสงฆ์ก็ได้แจ้งทุกหัววัดไปแล้ว นอกจากนี้ก็ยังควรเสนอไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดใน 8 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อชี้แจงให้นายอำเภอ ผู้นำท้องถิ่น และฝ่ายปกครองทั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้รับทราบและถือปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น เสนอเรื่องไปยังสภาวัฒนธรรมจังหวัด อำเภอ ตำบล ทั้ง 8 จังหวัดภาคเหนือ ช่วยรณรงค์ให้มีการปฏิบัติตามการเปลี่ยนแปลงไปของวันพญาวัน ควรรณรงค์ผ่านสื่อต่างๆ ให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง ควรปรับเปลี่ยนอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะประชาชนยังมีความคุ้นชินในวันเดิมมานาน ควรเสนอไปยังกระทรวงวัฒนธรรมให้ทราบถึงความต้องการของคนล้านนา และพิจารณาเสนอไปยังรัฐบาลให้กำหนดเป็นวันหยุดสงกรานต์ คือวันที่ 14 – 16 เมษายนต่อไป

กลายเป็นว่าความงดงามของประเพณีสงกรานต์อันทรงคุณค่าของวัฒนธรรมล้านนา เปรียบเสมือนสายใยความผูกพันของอดีตและปัจจุบันนี้ กำลังจะเป็นวาระทางวัฒนธรรมที่ต้องสร้างความเข้าใจให้เกิดความเข้าใจก่อนจะมึนงงไปกว่านี้ กลายเป็นการบ้านของหลายๆ ฝ่ายไปด้วย แต่หากไม่คิดมากตามวิถีวัฒนธรรม ก็ปฏิบัติไปตามความเชื่อที่ตกผลึกร่วมกันและทำความเข้าใจให้เกิดขึ้นทุกอย่างก็ไม่น่ามีอะไร แต่อะไรที่ไปเกี่ยวโยงกับข้อกฎหมายก็ต้องค่อยๆ พิเคราะห์กันต่อไปเชื่อว่ามีทางออก เพราะความเชื่อทางวัฒนธรรมประเพณีหากไปตั้งข้อโต้แย้งเพื่อหักล้างเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะหากเรามองแบบล้านนาชาวล้านนาถือเอาเดือนเมษายน หรือเดือน 7 เหนือ เป็นเดือนเปลี่ยนศักราชใหม่ เรียกกันว่า ปี๋ใหม่ ประเพณีวันขึ้นปีใหม่ (ประเพณีปีใหม่เมือง) ของชาวล้านนา มีความแตกต่างจากสงกรานต์ของชาวไทยภาคกลาง ทั้งระยะเวลา กิจกรรม ความเชื่อ และความมุ่งหมาย ปีใหม่เมือง นั้นมีความหมายและความสำคัญต่อคนล้านนาเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเริ่มต้น ให้เกิดความเป็นมงคลแก่ชีวิต ความงอกงาม ความสุข โดยมีสาระสำคัญดังนี้ (มณี พยอมยงค์, 2543 หน้า 51; โฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา, 2551 หน้า 5)

สิ่งที่ดีที่สุดเวลานี้คือ การสร้างความเข้าใจและปฏิบัติตามฮีตฮอยวิถีวัฒนธรรมประเพณี รักษาความเป็นรากเหง้า เมื่อให้คนและสังคมเข้าใจ นำไปสู่การปฏิบัติ ในที่สุดสิ่งเหล่านั้นก็จะเปลี่ยนไปตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องไปหักล้าง เรียกร้องให้เปลี่ยนวันนี้พรุ่งนี้ แค่อธิบายสร้างความเข้าใจแล้วปฏิบัติ เพราะประเพณีวัฒนธรรม ความเชื่อเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่สามารถไปชี้ได้ทันทีว่าผิดหรือถูก เพราะบางเรื่องอาจถูกในบางพื้นที่ แต่ความเชื่ออีกพื้นที่ก็จะเป็นอีกแบบ มีข้อมูลทางวิชาการ ข้อศึกษาจากผู้รู้ต่างๆมากมาย ง่ายที่สุดที่สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่รวบรวมองค์ความรู้เรื่องของปี๋ใหม่เมืองไว้น่าสนใจมาก ลองเข้าไปศึกษาได้ตามลิงค์นี้ได้ http://library.cmu.ac.th/ntic/lannatradition/newsyear-reference.php แน่นอนว่า สิ่งที่ปรากฏกับ ปี๋ใหม่เมืองเชียงใหม่หรือล้านนาครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ดีอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้คนในสังคมต่างตื่นขึ้นมาร่วมกันพิเคราะห์…