การเล่นนอกบ้าน ดีกว่า…การเล่นแทปเล็ตจริงหรือ?

0
583

โลกของการเรียนรู้ทุกกลุ่มวัย เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย โดยเฉพาะปัจจุบันกลุ่มเด็กเยาวชน ในสังคมได้พลิกโฉมหน้ารูปแบบการเรียนรู้ เสริมสร้างทักษะชีวิตจากคนรุ่นก่อน ที่มีการเล่นตามลานกีฬา ลานวัด สถานที่ต่างๆในชุมชน หมู่บ้าน

แตกต่างจากยุคสมัยนี้ ที่เด็กในชนบท ในเมือง แทบจะไม่สัมผัส หรือใช้เวลาในกิจกรรม การเล่นนอกบ้าน หรือตามสถานที่สาธารณะ

ส่วนใหญ่ จะใช้เวลาไปเทคโนโลยี่ทันสมัยของอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งมือถือ แทปเลต คอมพิวเตอร์มากกว่า

ไม่ว่าจะมองไปมุมไหนของสังคม ก็จะพบเห็นภาพการก้มหน้า มือเป็นระวิงกับแป้นจอ ทั้งดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมส์ แทบจะทุกกลุ่มวัย จนทำให้ระดับนโยบายวิตกกังวลกับโครงการสื่อการเรียน การสอน ที่ตั้งเป้า แจกจ่ายแทปเลตให้เด็กนักเรียน ในระดับประถม ตามโครงการเปิดโลกแห่งการเรียนรู้สู่ยุคไอที จนล้มเลิกไป

ภาพของเด็กที่ไม่ควรใช้เวลากับหน้าจอแทปเลต ควรอยู่ในอ้อมอกอันอบอุ่นของครอบครัว เพลิดเพลินกับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ ให้เกิดทักษะการปฏิสัมพันธ์ เรียนรู้สิ่งรอบกาย แต่ต้องเพ่งมองหน้าจอแทปเดลต หรือมือถือ

น่ากังวลกว่านั้น บางครอบครัว ใช้อุปกรณ์เหล่านี้เป็นเครื่องมือหลักในการเลี้ยงดูลูกๆหลานๆ ซึ่งทางการแพทย์ ยืนยันผลวิจัยว่า การปล่อยปละละเลยให้เด็กที่วุฒิภาวะ วัยไม่เหมาะสม ระหว่างช่วงอายุไม่ถึง 10 ปี จะส่งผลต่อพฤติกรรมของจิตใจ ร่างกายในอนาคต

โดยพบว่าในกลุ่มเด็กนักเรียนอายุ 6-15 ปี ที่มีปัญหาผลการเรียนไม่ดี เรียนไม่ทันเพื่อนนั้นมักจะพบมี 4 โรคทางจิตเวชแอบแฝงที่พบบ่อย คือ 1.ออทิสติก 2.สมาธิสั้น 3.แอลดีหรือภาวะบกพร่องในการเรียนรู้ และ 4.สติปัญญาบกพร่อง

จากประชากรเด็กไทยในช่วงอายุดังกล่าวทั่วประเทศกว่า 7-8 ล้านคน พบจะพบเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น ซนอยู่ไม่นิ่งขาดสมาธิ หุนหันพลันแล่น ซุ่มซ่าม ใจร้อน วู่วาม ซึ่งเกิดจากสมองทำงานผิดปกติกว่า 3-4 แสนคนในปัจจุบัน

ในอดีตอาการแบบนี้จะพบได้น้อยมากหรือแทบไม่เกิดขึ้นเลย เพราะเด็กส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตโลดโผน ตามธรรมชาติ ไม่หมกมุ่นกับจอแทปเลต จอคอมพิวเตอร์ ทีวีหรือมือถือนานหลายๆชั่วโมง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสายตา สมาธิ และการเรียนรู้ในสิ่งที่ไม่เหมาะสมในโลกเน็ตเวิร์ค ที่อยู่นอกสายตาผู้ปกครอง

และ ที่น่าห่วงมากขณะนี้พบว่าเด็กเล็กที่ปกติกลายเป็นโรคไฮเปอร์เทียมมากขึ้น เกิดจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ที่ตามใจ ปล่อยให้เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ เล่นแท็บเล็ต สมาร์ทโฟนเพื่อทำให้เด็กนิ่ง ไม่ซน นั่ง นอนอยู่กับที่

ในวงการจิตแพทย์พบว่าความเร็วของภาพในเกมส์ซึ่งเปลี่ยนเร็วทุก 3 วินาที จะส่งผลโดยตรงต่อสมองทำงานไม่ลงตัว คุมสมาธิไม่ได้ ทำให้ทักษะการอ่าน การเขียน การพูดของเด็กแย่ลง อารมณ์ร้อน รอคอยไม่เป็น มีปัญหาการอยู่ร่วมกับเด็กวัยเดียวกันหรือคนอื่น

ดังนั้นผู้ปกครองระวัง อย่าให้เด็กเล็กเล่นเกมส์ หรือใช้เวลาอยู่กับอุปกรณ์เหล่านี้มากเกินไป

หากจะใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะแทปเลต เพื่อเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ การใช้เวลาในแต่ละวันต้องมีเงื่อนไข ไม่ควรเกิน 30นาที -1ชั่วโมง และต้องทำการบ้านหรือ มีเงื่อนไขอื่นๆ เช่น ช่วยงานบ้านที่ได้รับมอบหมายเพื่อฝึกฝนทักษะแล้วเสร็จ หรือออกกำลังกาย หรือหัดอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ตามที่ตกลงกันไว้ เป็นต้น
การหันมาใส่ใจ ให้เด็กๆ เรียนรู้ ที่จะสัมผัสโลกภายนอก ในการนำพาเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อสาธารณะ ออกเดินเล่นนอกบ้าน พบปะผู้คนในชุมชน ที่พักอาศัย หรือสวนสาธารณะ จะส่งผลบวกต่อพัฒนาการทางจิตใจ ร่างกายของลูกหลาน เด็กๆมากกว่า ปล่อยให้ใช้เวลาอยู่ในโลกเสมือนจริง หน้าจอแทปเลตเหล่านี้ ซึ่งจะส่งผลเสียต่อชีวิต จิตใจในอนาคต