พัฒนาการทำกิจกรรมนอกห้องเรียน ดีกว่า พัฒนาการเล่นเกมส์อย่างไร

0
588


ในทศวรรษนี้พัฒนาการของโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คมีผลต่อวิถีชีวิตประจำวันของผู้ในสังคมเป็นอย่างมาก จนเกิดคำจำกัดความบ่งชี้ว่า เป็นยุคสังคมก้มหน้า ยุคทองของสังคมทันสมัย ที่ไล่ตามนวัตกรรมเทคโนโลยี่ เพราะผู้คนพากันเพ่งมองหน้าจอมือถือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ในการติดตามข้อมูล แบ่งปันสาระต่างๆในชีวิตประจำวัน

รวมถึงการเล่นเกมส์ ที่ก้าวไกลถึงขั้น บรรจุเป็นกีฬารูปแบบหนึ่งไปแล้ว ท่ามกลางข้อโต้เถียง ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว เนื่องจากมองว่า เกมส์เป็นเพียงความเพลิดเพลิน ไม่ได้ก่อประโยชน์ใดในสังคมคนเรา

มิหนำซ้ำยังมองว่า หากหมกมุ่น เล่นเกมส์มากเกินไป จะส่งผลกระทบต่อสายตา การเรียน การใช้ชีวิต ตามพัฒนาการของช่วงอายุที่ควรจะเป็นไป

ทั้งนี้หน่วยงานด้านการแพทย์ และสาธารณสุขของไทย กังวลว่าจากกระแสการเล่นเกมส์เพื่อเป็นกีฬา (E-Sport) อาจทำให้พ่อแม่เข้าใจผิดว่าการส่งเสริมให้ลูกเล่นเกมส์จากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งจากคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ตั้งแต่ยังเล็กเป็นสิ่งที่ดี

โดยทางการแพทย์ ยืนยันผลวิจัยว่าโดยพฤติกรรมเหล่านี้จะส่งผลให้พัฒนาการของเด็ก แย่ลง ทั้งด้านสติปัญญา ภาษา สมาธิ และสังคม

เพราะในกลุ่มเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 5 ปี จะเป็นช่วงเวลาทองของชีวิต ที่สมองจะมีการสร้างเส้นใยประสาทและวงจรการทำงานได้มากและรวดเร็วที่สุด

ดังนั้นบรรดาลูกๆหลานๆเด็กๆเหล่านี้ควรต้องได้รับการส่งเสริมให้เกิดการเคลื่อนไหวร่างกายผ่านการเล่นกับพ่อแม่ พี่น้อง สัมผัสธรรมชาติ ต้นไม้ สัตว์ ปั้นดิน ปล่อยให้เล่นดิน เล่นทราย ตามความเชื่อแต่โบราณที่ว่าเด็กๆจะได้รับธาตุดิน จากการเล่นทรายหรือรับธาตุน้ำ จากการ เล่นน้ำ ซึ่งต้องอยู่ในสายตา ความดูแลอย่างใล้ชิดด้วย เพราะเด็กๆอาจเผลอนำดิน ทรายเข้าปาก หรืออาจจมน้ำได้

รวมถึงกิจการ สร้างเสริมปัญหา ในการ เล่นอุปกรณ์ ทายคำ ทายสี ต่อบล็อก เล่นบทบาทสมมติทำครัว ช่วยเหลืองานบ้าน ทำงานศิลปะ ฟังดนตรี ออกไปสัมผัสประสบการณ์จริงในสถานที่ต่างๆ ซึ่งจะทำให้พัฒนาการสมวัยในทุกด้าน

ก่อให้เกิดความเชี่ยวชาญในทักษะต่างๆ ที่ได้จากการเล่น ทั้งความคิดสร้างสรรค์ การวางแผน การควบคุมยับยั้งตนเอง ความมุ่งมั่นไปให้ถึงเป้าหมาย ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในโลกปัจจุบัน

นอกจากนั้นกลุ่มเด็กวัยเรียนจะเป็นวัยที่ร่างกายมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวร่างกายด้วยการเดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน ปีนป่าย กระโดดโลดเต้น เล่นสนุก เล่นกีฬา สะสมอย่างน้อย 60 นาทีในแต่ละวันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ด้วยจะทำให้ร่างกายโดยเฉพาะกล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแรง สมาธิดีขึ้น สร้างความมั่นใจและภูมิใจในตัวเองโดยเฉพาะในช่วงปิดเทอม เด็กวัยเรียนจะมีเวลาว่างมากขึ้น พ่อแม่ ผู้ปกครองควรจำกัดชั่วโมงการเล่นเกมส์ ให้น้อยไม่ควรเกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน
ปัจจัยประกอบให้เกิดพัฒนาการเด็กด้วยการเล่นและขยับเคลื่อนไหวร่างกายทำได้ไม่ยาก พ่อแม่ไม่จำเป็นต้องซื้อของเล่นหรือเกมส์สำเร็จรูปราคาแพงให้

อาจใช้ธรรมชาติรอบตัว การเล่นป่ายปีนอุปรณ์เครื่องเล่นตามลานสาธารณะในชุมชนใกล้บ้าน หรือแค่การให้เวลากับลูกๆด้วยการพาออกไปเดินเล่น หรือทำกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวันร่วมกัน ไม่ปล่อยให้มือถือหรือหน้าจอเกมส์เลี้ยงลูกแทน จะส่งผลดีกับชีวิตลูกทั้งระยะสั้นและยาว

ที่สำคัญ การเรียนรู้จากนอกบ้าน นอกห้องเรียนจะฝึกฝน สั่งสมทักษะ ประสบการณ์ชีวิต ให้เด็กๆ เรียนรู้ เลียนแบบ จดจำนำไปใช้ในชีวิตต่อไปในอนาคต ในเส้นทางชีวิต