วัดหมูเปิ้ง : ชื่อแปลกแต่งามเปี่ยม

0
330

มีวัดแห่งหนึ่งในลำพูน ตั้งอยู่ระหว่างทางสามแพร่ง รอยต่อของสามอำเภอที่มาบรรจบกัน คืออำเภอเมือง อำเภอป่าซาง และอำเภอแม่ทา วัดนี้ตั้งอยู่ที่บ้านหมูเปิ้ง ถนนท่าจักร ปลายขอบสุดตำบลเหมืองจี้ (สังกัดอำเภอเมืองลำพูน ปริ่มๆ จะเข้าอำเภอแม่ทา และเฉียดๆ ทะลุเขตอำเภอป่าซาง)

ข้อสำคัญคือวัดดังกล่าวมีชื่อที่แปลกประหลาดมากว่า “หมูเปิ้ง” จึงค่อนข้างสะดุดหู เชื้อชวนให้ผู้คนสนใจใคร่รู้ว่าชื่อของวัดมีความหมายว่าอย่างใด ครั้นหากใครได้ไปเยี่ยมเยือนแล้ว กลับพบว่า วัดแห่งนี้ไม่ใช่วัดดาดๆ บ้านๆ ธรรมดา ทว่ามีความงามวิจิตรเป็นเลิศในแทบทุกรายละเอียด จนกล่าวได้ว่า ฝีมืออาจเป็นช่างหลวงที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างสูงมากกว่าช่างชาวบ้าน และในสายตาของดิฉันยกย่องให้ติดระดับ Top Ten ของกลุ่มวัดสวยที่สุดในจังหวัดลำพูนเลยทีเดียว

มาเฉลยชื่อของวัดกันเลยว่า “หมูเปิ้ง” ชื่อที่ฟังดูแปลกนี้เป็นภาษาอะไร และหมายถึงสิ่งใดกันแน่ ซึ่งความหมายของชื่อวัด ปราชญ์ชาวยองได้ให้คำอธิบายไว้สองนัยยะ

นัยยะแรก คำว่า “เปิ้ง” ภาษาล้านนาหมายถึงการพึ่งพา ซึ่งคำว่า “เปิ้ง” ยังถูกนำมาใช้เรียกสัญลักษณ์รูปสัตว์ประจำ 12 นักษัตรคือ “ตัวเปิ้ง” อีกด้วย นัยยะนี้ ชื่อ “หมูเปิ้ง” หมายถึง “ปีหมู” (ปีกุน) หรือ “ปีช้าง” ซึ่งล้านนาเรียก “ปีกุญ” (ย่อมาจากกุญชร) ชื่อวัด “หมูเปิ้ง” จึงหมายถึง วัดประจำปีช้าง 1 ใน 12 นักษัตรที่ให้คนเกิดปีช้างและญาติพี่น้อง มาสักการะกราบไหว้เป็นที่พึ่งทางใจเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล

นัยยะที่สอง ผู้เฒ่าผู้แก่ในละแวกหมู่บ้านเล่าว่า “หมูเปิ้ง” นี้เป็นหมูเสี่ยงทายที่พระนางจามเทวีปล่อยให้ออกไปหากิน มาตรแม้นว่าหมูกินแดนไปไกลจนถึงถิ่นไหนก็แล้วแต่ ขอให้ที่แห่งนั้นถูกกัลปนาถวายเป็นอาณาเขตขึ้นกับวัดพระธาตุหริภุญไชย

การปล่อยสัตว์ไปกินแดนแวดล้อมเวียงพระธาตุนี้ อินเดียเรียกพิธี “อัศวเมธ” คือการปล่อยม้า ปล่อยช้างให้สัตว์ดั้นด้นมุ่งหน้าเดินทางไปกินดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แล้วยึดถือเอาแผ่นดินที่ช้าง ม้าเดินผ่านเป็นเนื้อนาบุญ หรือปริมณฑลล้อมรอบพระธาตุ ดังเช่นตำนานของช้างฉัททันต์ที่พระญากือนาปล่อยขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ แต่ในที่นี้ใช้ปล่อยหมู อาจเป็นเพราะในวัฒนธรรมล้านนา “หมู” มีค่าแทนช้าง “กุน-กุญ”

เมื่อหมูมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้ก็ล้มตัวลงนอนกลิ้งเกลือก จากนั้นก็เลี้ยวกลับ ในภาษาล้านนาโบราณคำว่า “เปิ้ง” ยังหมายถึง “ปิ๊ก” หมายถึง “กลับคืน” เป็นการเดินทางกลับของหมูหลังจากได้ทำหน้าที่ระบุเขตแดนแวดล้อมพระธาตุศักดิ์สิทธิ์สำเร็จแล้ว ทำให้ชื่อว่า “หมูเปิ้ง”

ความสำนึกของข้าวัดหมูเปิ้งที่มีความผูกพันต่อพระธาตุหริภุญไชยเป็นอย่างสูงนี้ เห็นได้จากช่วงประเพณีสรงน้ำพระธาตุหริภุญไชย (แปดเป็ง) ศรัทธาวัดหมูเปิ้งจะนัดรวมตัวกันรวบรวมเสบียงวัตถุปัจจัยไทยทานออกเดินเท้าเป็นขบวนแห่เข้าเวียงลำพูน พักค้างคืนที่ศาลาบาตรด้านทิศใต้ของวิหารหลวงวัดพระธาตุหริภุญไชย เป็นประจำทุกปีจวบจนปัจจุบัน

นอกจากนี้แล้ว คนในชุมชนยังเล่าว่า บริเวณที่สร้างวัดนี้เคยพบหมูป่าจำนวนมาก อีกทั้งด้านหน้าวัดในอดีตเคยเป็นที่ฝึกช้างมาก่อนอีกด้วย จะเห็นได้ว่าวัดแห่งนี้จะมีความผูกพันกับ “หมู” และ “ช้าง”

ซุ้มโขงยืนยัง หอธรรมขลังเข้ม

โบราณสถานสำคัญของวัดสองหลังที่กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นสมบัติของชาติ ได้แก่ ซุ้มประตูโขงสมัยล้านนา อายุราวพุทธศตวรรษที่ 21 กับหอธรรมครึ่งปูนครึ่งไม้ อายุราวเกือบ 150 ปี

ซุ้มโขงของวัด เครื่องยอดหลุดร่วงหักหาย ผนังโขงอยู่ในสภาพเอียงกะเท่เร่มานานหลายร้อยปี แต่ไม่ล้ม ลวดลายปูนปั้นที่ประดับเสากรอบประตูและผนังซุ้มเป็น “ลายเครือล้านนา” แบบหลวมๆ ตัวลาย 3 จุดคือ บัวหัวเสา ประจำยามอก และกาบบัวเชิงค่อนข้างยืดยาวดังที่เรียกว่า “ลายลูกน้ำ” จัดวางชิดชนกันไม่ทิ้งพื้นที่ว่าง เป็นศิลปะล้านนาตอนปลายราวสมัยพระเมืองเกษเกล้า จนถึงพระเมกุฏิ แสดงว่าวัดหมูเปิ้งนี้สร้างมานานแล้วก่อนยุคคนยองอพยพมาตั้งถิ่นฐานเมื่อ 200 กว่าปีที่ผ่านมา ข้อสันนิษฐานอายุเก่าสุดของวัดนี้อาจจะมีมาแล้วตั้งแต่สมัยหริภุญไชย (หากยึดตามตำนานเรื่องพระนางจามเทวีปล่อยหมูกินแดนพระธาตุตามธรรมเนียม “อัศวเมธ”) ที่แน่ๆ ต้องเคยรุ่งเรืองอย่างมากในยุคล้านนาเนื่องจากมีซุ้มโขงสมัยล้านนาเป็นประจักษ์พยาน

หอธรรมหลังงาม หอธรรมหรือหอไตรไม่ปรากฏปีที่สร้าง ทราบแต่ว่าวัดนี้ได้รับการฟื้นฟูโดยชาวยองในปี 2340 หอธรรมจะเริ่มสร้างตั้งแต่ในปีแรกสร้างวัดด้วยหรือไม่ไม่มีใครทราบ หอธรรมมี 2 ชั้น ชั้นล่างเปิดใต้ถุนโล่ง มีเสาปูนรองรับหลังคาปีกนกโดยรอบ ซึ่งเป็นการบูรณะใหม่เมื่อปี 2475 เดิมเสาเคยเป็นไม้มะค่าและไม่มีหลังคาปีกนกคลุม เมื่อเปลี่ยนเป็นเสาปูน ทางวัดได้นำเสาไม้มะค่าไปบริจาคให้สร้างอาคารในโรงเรียนป่าตึง

หอธรรมชั้นบนเป็นเครื่องไม้มีระเบียงล้อมรอบ ลูกกรงราวระเบียงแกะสลักลวดลายโปร่งบางฝีมือละเอียด หน้าแหนบ (หน้าบัน) ของหอธรรมแบ่งช่องเป็นสามชั้นตามขวางประดับกระจกจืน ในส่วนช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ มีทั้งเครื่องไม้ (ของดั้งเดิม) ผสมเครื่องปูน (เปลี่ยนเมื่อช่วงซ่อมใหม่ปี 2475)

คัมภีร์ใบลานฉบับหนึ่งที่พบในหอธรรมวัดหมูเปิ้งระบุ จ.ศ. 1297 (พ.ศ.​2478) ได้กล่าวถึงคำขวัญหรือจุดเด่นของวัดไว้ดังนี้ “แดนสันคะยอมหอม วัดจ๋อมเจดีย์ สรีหมูเปิ้ง ป้าวล้อมตาลแวด แดดส่องกำแพง” ถอดรหัสได้ว่า

แดนสันคะยอมหอม (หมายถึงดอกพะยอม) ด้านหน้าของวัดเคยเต็มไปด้วยต้นคะยอมดอกสีขาวบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมหวนในช่วงฤดูแล้งปลายมีนาคมถึงเมษายน ปัจจุบันยังหลงเหลืออยู่ไม่มาก ซึ่งดอกคะยอมนี้ มักพบในวัดที่มีความเกี่ยวข้องกับพระนางจามเทวี ตามที่ตำนานท้องถิ่นหลายแห่งระบุว่า พระนางจามเทวีทรงโปรดกลิ่นหอมของดอกไม้ชนิดนี้ และโปรดให้ปลูกทั่วนครหริภุญไชย

วัดจ๋อมเจดีย์ ปริศนานี้ค่อนข้างแปลก เนื่องจากปัจจุบันวัดนี้ไม่พบเจดีย์องค์เก่าอีกแล้ว สันนิษฐานว่าครั้งหนึ่งคงเคยมีเจดีย์องค์ใหญ่ตั้งอยู่ด้านหลังพระวิหารเหมือนแบบแผนวัดทั่วไป คงเหลือแต่เพียงภาพลายคำน้ำแต้ม (ภาพเขียนลายน้ำทองบนพื้นแดง) บนฝาผนังในวิหารที่ฉากหลังพระประธาน เขียนเป็นภาพ “เจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมทำฐานยกเก็จสูง” หลายองค์ตั้งวางสลับกับฉัตร ตุง ช่อ เครื่องสูงต่างๆ ซึ่งเจดีย์เหล่านี้มีรูปทรงละม้ายกับ “พระมหาธาตุจอมยอง” ที่เมืองยอง ในรัฐฉาน ประเทศพม่า อันเป็นถิ่นมาตุคามของประชากรชาวยองก่อนอพยพมาตั้งถิ่นฐานในลำพูนปี 2348

สรีหมูเปิ้ง คำว่าสะหรี หรือ ศรี หมายถึงสิริมงคล ความดีงาม และต้นโพธิ์ วัดนี้มีต้นโพธิ์ใหญ่ทางทิศใต้ คำว่า “สรีหมูเปิ้ง” หมายถึงคนที่เกิดปีช้าง (ปีหมู) มากราบต้นโพธิ์ที่นี่ย่อมได้รับสิริมงคล

ป้าวล้อมตาลแวด ป้าวคือมะพร้าว หมายถึงทำเลล้อมรอบวัดเต็มไปด้วยป่ามะพร้าวและดงตาล ทุกวันนี้ช่วงมีนาคม-เมษายน ยังมีการกรีดน้ำตาลสดขายกันอยู่แถวหน้าวัดหมูเปิ้ง นอกจากนี้ยังพบต้นลานอีกด้วย การปลูกต้นตาลต้นลานจำนวนมาก ยังเป็นสัญลักษณ์ของการจารพระธรรมคัมภีร์บนใบลาน สะท้อนถึงวัดแห่งนี้ต้องเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนา เห็นได้จากวัดนี้มีโรงเรียนปริยัติธรรมเป็นอาคารเรียนสองชั้น ตั้งอยู่ด้านทิศเหนือของวัด ปัจจุบันยกเลิกโรงเรียนไปแล้ว จัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์

แดดส่องกำแพง พระวิหารในยามเช้า ประตูด้านทิศตะวันออกจะมีแสงแดดลอดผ่านช่องกำแพงวัดตกกระทบองค์พระประธาน จนเกิดเป็นเรืองแสงสุกปลั่งมลังเมลืองอยู่เสมอ

หลังจากที่บูรณะหอธรรมครั้งแรกได้ 3 ปี คือ พ.ศ.​2478 ก็ไม่มีการจารคัมภีร์ธรรมเพิ่มอีกเลย เนื่องจากมีความเจริฯทางเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ทำให้วิถีชีวิตต้องเปลี่ยนไป มีการพิมพ์หนังสือพระไตรปิฎกจากโรงพิมพ์

หอธรรมได้รับการบูรณะครั้งใหญ่อีกครั้งโดยกรมศิลปากรในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงที่มีการบูรณะหอธรรมนั้น พบว่าอาคารชั้นบนเต็มไปด้วย “น้ำหม้อ” (หม้อดอก) ที่ทำด้วยดินเผาจำนวนมากถึง 200 ใบ ส่งผลให้อาคารหอธรรมรับน้ำหนักมากเกินไปจนทรุดตัว (ลำพังปกติก็มีหีดธรรมหลายใบเบียดแน่น ซึ่งแต่ละใบก็มีน้ำหนักมากอยู่แล้ว) การนำน้ำหม้อขึ้นไปไว้บนหอธรรมนี้ น่าจะเป็นภูมิปัญญาของคนในอดีต ที่ต้องการให้ไอระเหยของน้ำคายตัวออกมา ให้เกิดความชื้น ป้องกันมิให้ใบลานแห้งเกรียมกรอบ นอกจากนี้หากมีเพลิงไหม้ในหอธรรม น้ำในหม้อจำนวนมากอาจช่วยดับไฟได้ เป็นแนวคิดคล้ายคลึงกันกับการสร้างหอธรรมกลางสระน้ำอีกรูปแบบหนึ่ง

วิจิตรพระวิหาร

พระวิหารวัดหมูเปิ้ง มีความวิจิตรตั้งแต่ได้เห็นแผงหน้าแหนบขนาดใหญ่ตอนในเหนือประตูทางเข้าด้านนอก เป็นไม้แกะสลักฝีมือช่างชาวยอง ประกอบด้วยลายดอกก๋ากอก (ดอกจอก) ลายดอกบัว ลายเมฆไหล ฯลฯ

พระประธานภายในวิหารเป็นปางมารวิชัยองค์ใหญ่สร้างด้วยปูน พร้อมด้วยพระอดีตพุทธะ ซ้าย-ขวาอีก 2 ข้าง ทั้งสามองค์เดิมเป็นปูนเปลือยระบายสีที่พระพักตร์และจีวร ปัจจุบันปิดทองคำเปลว ทุกองค์ประดิษฐานบนแท่นแก้ว (ฐานชุกชี) ที่ประดับตกแต่งลวดลายอย่างวิจิตรประณีต มีลายลูกแก้วแบบแก้วคริสต์มาส ลายลูกคลื่น ลายเรขาคณิต ฯลฯ

ฉากหลังพระประธานเป็นภาพลายคำน้ำแต้มสีแดง-ทอง ตอนบนสุดมีเทวดา 4 ตน (ท้าวทั้งสี่) หรือท้าวจาตุโลกบาล นอกจากนี้มีเทวดาทำด้วยไม้แกะสลักระบายสี ยืนเหยียบตัวมอมถือฉัตรสูง ประติมากรรมลอยตัวนี้เรียกว่า “ปัชชุนเทพ” หรือ “เทวดาคุ้มครอง” ลักษณะเช่นนี้พบเฉพาะในวัดที่สร้างโดยชาวยอง เช่นอีกแห่งพบที่วิหารวัดหนองสร้อย อำเภอป่าซาง

นอกจากนี้ ยังมีสัตตภัณฑ์ ธรรมาสน์ทรงปราสาทหรือ “ธรรมปราสาท” สร้างด้วยเครื่องไม้ประดับกระจกจืน บางส่วนผสมแก้วอังวะ (แก้วอังวะหมายถึงกระจกสีค่อนข้างหนา นำเข้าจากเมืองอังวะ มัณฑะเลย์ ในพม่า เนื้อไม่บางเหมือนกระจกจืน)

กล่าวโดยสรุป วัดหมูเปิ้งนี้ แม้จะเป็นวัดรอบนอก ชื่อประหลาด และมีขนาดเล็ก แต่เชื่อว่าเมื่อใครได้ไปยลเยือนแล้ว ย่อมต้องหลงใหล และคงต้องใช้เวลาชื่นชมสุนทรีย์เสพความงามของศิลปกรรมภายในวัดเป็นเวลานานร่วมครึ่งค่อนวัน