“เรือนสรไน” แก้วเจียระไน-ปี่ไฉนแห่งชวา การเข้ามาของอาณานิคมตะวันตก

0
398

ที่มาของคำว่า “สรไน” หรือ “สะระไน” นั้นยังไม่มีผู้สรุปความหมายไว้แน่ชัดว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร มีแต่ข้อสันนิษฐานที่เกิดการสืบค้นจากชื่อของคำว่า “สรไน” เอง ที่ผู้รู้หลายฝ่ายได้เสนอความเห็นไว้สองแนวทาง ดังนี้

นัยแรก อาจารย์บุญมี ไชยยันต์ อาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ด้านสถาปัตยกรรมเสนอไว้ว่า น่าจะมาจากคำว่า “เจียระไน” อันหมายถึงการเจียรเพชรพลอยให้เกิดมุมเกิดเหลี่ยมตามที่ต้องการ ด้วยเหตุผลสองประการ ประการแรก รูปทรงของเสาสรไนนั้นมีการเจียรไม้เหลี่ยมมุมคล้ายการเจียระไนเพชรพลอย ประการที่สอง พบว่าคนเฒ่าคนแก่หลายท่านในลำพูนยังคงเรียกขานเรือนสรไนนี้ว่า “เฮือนจะระไน” อยู่ ซึ่งคำว่า “จะระไน” นั้นฟังดูคล้ายและอาจมีรากมาจากคำว่า “เจียระไน”

นัยที่สอง เป็นความเห็นจากปราชญ์ล้านนา อาทิ ศ.เกียรติคุณ ดร.มณี พยอมยงค์ และ ศ.ดร.อุดม รุ่งเรืองศรี อธิบายว่า “สรไน” มีที่มาจากคำว่า “สุระหนี่” ในภาษาชวา หมายถึงเครื่องดนตรีประเภทปี่สรไน หรือปี่ไฉนอันเป็นเครื่องดนตรีพื้นเมืองโบราณของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่แพร่หลายมาช้านาน ซึ่งภาษามอญโบราณเรียกแผลงจาก “สุระหนี่” มาเป็น “สรไน” (บ้างเขียนว่า สะละไน หรือ จะระไน) ส่วนภาษาขอมและไทยภาคกลางได้เรียกว่า “ปี่ไฉน”

ดิฉันได้สืบค้นหาคำว่า “สรไน” พบว่าปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกวัดพระยืน ลำพูน พ.ศ. 1913 มีข้อความเกี่ยวเนื่องกับตอนที่พระญากือนา (พระญาธรรมิกราชา) เตรียมการต้อนรับขบวนเสด็จของพระมหาสุมนเถระจากสุโขทัยสู่เมืองลำพูนด้วยการประโคมเครื่องดนตรีนานาชนิด ว่า

ท่านพระญาธรรมิกราชบริพารด้วยฝูงราชโยธามหาชนพลลูกเจ้าลูกขุนมนตรีทั้งหลาย ย้ายกันให้ถือกระทงข้าวตอกดอกไม้ ไต้เทียน ตีพาทย์ดังพิณ ฆ้อง กลอง ปี่สรไน พิสเนญชัย ทะเทียด กาหล แตรสังข์มาน กังสะดานมะระทง ดงเดือด เสียงเลิศเสียงก้อง อีกทั้งคนร้องโห่อื้อดาสะท้านทั่วทั้งนครหริภุญไชย”

จากศิลาจารึกนี้สะท้อนว่าอย่างน้อยที่สุดชาวลำพูนเมื่อยุค 650 ปีก่อนรู้จักกับคำว่า “สรไน” นี้แล้วเป็นอย่างดี

นอกจากนี้แล้วยังมีองค์ประกอบสถาปัตยกรรมอีกประเภทหนึ่งมีชื่อว่า “ปล้องไฉน” ใช้ตกแต่งยอดสถูปเจดีย์เหนือองค์บัลลังก์และก้านฉัตรขึ้นไป ทำเป็นรูปวงแหวนซ้อนกันเป็นปล้องๆ หลายชั้น โดยมากจำนวน 32 ปล้อง ก่อนจะถึงยอดปลีน้ำค้างปิดท้ายด้วยเม็ดกลม การที่องค์ประกอบสถาปัตยกรรมส่วนนี้มีชื่อว่า “ปล้องไฉน” เป็นการเน้นย้ำให้เห็นรากของชื่อมาจากคำว่า “ปี่ไฉน” อย่างชัดเจน

อาจเป็นไปได้ว่า ช่างพื้นบ้านชาวล้านนาได้นำคำว่าปี่ “สรไน” อันเป็นความหมายเดียวกันกับคำว่าปล้อง “ไฉน” ไปใช้เรียกองค์ประกอบสถาปัตยกรรมในส่วนของ “ปั้นลม” (ป้านลม) หรือ “ช่อฟ้า” ด้วยรูปทรงของ “ปี่สรไน” หรือปี่ไฉนนั้นเป็นแท่งยาวทรงสูงสง่า ตั้งอยู่ตอนบนสุดของอาคารเช่นเดียวกับปล้องไฉนที่ตั้งอยู่บนสุดของเจดีย์ ปั้นลมดังกล่าวมีความสูงราว 1 ฟุตเศษไม่เกินสองฟุต ใกล้เคียงกับความยาวของปี่ไฉน ทั้งยังเป็นรูปแท่งไม้กลมกลึงฉลุลายคล้ายเสาสูง ส่วนปลายยอดจำหลักเป็นเม็ดน้ำค้างคล้ายปากปี่

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่า “สรไน” จะมีที่มาของชื่อจาก “เจียระไน” หรือ “ปี่ไฉน” แต่ในที่สุดชาวล้านนาโดยเฉพาะชาวยองในลำพูนได้นำมาใช้เป็นชื่อเรียกบ้านเรือนที่มีการประดับบริเวณยอดแหลมที่ปลายหน้าจั่วหลังคาบ้านในช่วงยุคมณฑลเทศาภิบาล ว่า “เรือนสรไน” อย่างแพร่หลาย

มีข้อสังเกตว่า ปั้นลมรูป “สรไน” นี้มิได้มีใช้เพียงแค่บ้านพื้นถิ่นในภาคเหนือแห่งเดียวเท่านั้น หากยังปรากฏอยู่ทั่วไปในวัฒนธรรมอุษาคเนย์ไม่ต่างไปจาก “กาแล” โดยเฉพาะที่อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และที่ภาคใต้แถบชายแดนที่ประชากรนับถือศาสนาอิสลาม โดยชาวมุสลิมกลุ่มนี้มิได้เรียกปั้นลมที่มีแท่งเสาประดับตอนกลางว่า “สรไน” เหมือนดั่งชาวล้านนา หากเรียกว่า “เรือนจั่วมนิลา” หรือเรียกในภาษามลายูว่า “บลานอ”

น่าสนใจว่าทางภาคใต้ซึ่งอยู่ใกล้กับประเทศแถบชวามลายู เจ้าของภาษาคำว่า “ปี่สรไน” นั้น กลับไม่มีการเรียกบ้านลักษณะเดียวกันนี้ว่า “เรือนสรไน” แบบทางภาคเหนือแต่อย่างใด ชวนให้น่าขบคิดอยู่ไม่น้อยว่าเพราะเหตุไรชาวล้านนาจึงนำคำว่า “สรไน” หรือ “ปี่ไฉน” มาใช้เรียกว่า “เรือนสรไน” อยู่ภาคเดียว ซึ่งการประดับเสาแท่งสูงที่ปั้นลมบนหน้าจั่วหลังคาของทางภาคอีสานและเรือนพื้นถิ่นในประเทศลาวที่ได้รับอิทธิพลจากอาณานิคมฝรั่งเศสก็พบจำนวนไม่น้อย แต่ทางอีสานก็ไม่เรียกว่า “สรไน” เช่นกัน

สิ่งที่พิเศษของเรือนมนิลาหรือจั่วบลานอทางภาคใต้ และเรือนสรไนบางแห่งในภาคเหนือคือแท่งสรไนมักมีการตกแต่งปีกด้านข้างทั้งสองด้วยลวดลายพรรณพฤกษาหรือลายกนกคล้ายปีกนกทรงสามเหลี่ยม อย่างสวยงามเพื่อแสดงถึงฐานะของคหบดี อันลวดลายที่ตกแต่งฉลุฉลักอย่างวิจิตรนี้ นักวิชาการด้านสถาปัตยกรรมเรียกว่า ลวดลายแบบ “ขนมปังขิง” หรือ Ginger-bread อันมีรากเหง้ามาจากชาวตะวันตก

บ้านโบราณของชาวลื้อชาวยองในอดีตราว 200 ปีที่ผ่านมา ก่อนอพยพมาอยู่เมืองลำพูนและเมืองอื่นๆ ในล้านนา ทั้งชาวเมืองยอง เมืองเชียงรุ่ง เมืองเชียงตุง ฯลฯ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพม่าตอนบน จีนตอนใต้ หรือในลาวแถบตะวันตกเฉียงเหนือ ต่างก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของชาวตะวันตกทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส ชาวตะวันตกรู้จักการใช้ปั้นลมแท่งเสาสูงปลายแหลมมาประดับหน้าจั่วเป็นอย่างดีมาก่อนแล้วในยุโรป ชาวอังกฤษเรียกบ้านไม้ประดับหน้าจั่วเหล่านั้นว่า “กระท่อมไม้ซุง” แปลตรงตัวว่า English Cottage

บ้านลักษณะเช่นนี้ชาวอังกฤษถือว่าใช้ปลูกสร้างตามชนบทป่าเขาไม่นิยมนำมาสร้างในตัวเมืองหลวง กระท่อมไม้ซุงมีการตกแต่งลวดลายหน้าจั่วด้วยไม้แกะสลักอย่างงดงาม อันเป็นวัฒนธรรมที่พ้องจองกันในหลายๆ ประเทศบนเทือกเขาแอลป์รวมทั้งประเทศฝรั่งเศส ชาวยุโรปที่นอกเหนือไปจากชาวอังกฤษไม่นิยมเรียก English Cottage แต่เรียกว่า Chalet Suisse (ชาเล่ต์สวิส) แทนเนื่องจากเชื่อว่าเป็นวัฒนธรรมที่มีต้นกำเนิดมาจากหุบเขาสูงในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ลวดลายที่ชาวยุโรปใช้ตกแต่งกระท่อมไม้ซุงบริเวณหน้าจั่วหลังคาบ้านสองปีกของแท่งเสาสูงตอนกลางนั้น มักเป็นลวดลายพรรณพฤกษาคล้ายลายกนกขดม้วนปะปนกับลายเรขาคณิต ลายเหล่านี้เรียกโดยรวมว่า ลวดลายแบบ “ขนมปังขิง” หรือ Ginger-bread

เมื่อชาวตะวันตกได้พม่า ลาว จีนตอนใต้ อินเดีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย มาเป็นอาณานิคมแล้ว ได้วางรากฐานการนำองค์ประกอบสถาปัตยกรรมแบบ “เรือนขนมปังขิง” หรือ Ginger-breadมาสถาปนาในดินแดนอุษาคเนย์ทั้งหมดแทนที่วัฒนธรรมดั้งเดิมที่เคยตกแต่งด้วย “กาแล” ของหลายๆ ประเทศ

“เรือนขนมปังขิง” หรือ Ginger-breadได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในกลุ่มประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม เหตุเพราะศาสนาอิสลามไม่นิยมทำรูปเคารพบุคคลแต่ให้ความสำคัญกับลวดลายแบบกึ่งนามธรรมประเภทลายพรรณพฤกษาและลายเรขาคณิตมากกว่า

เฉพาะในเขตพื้นที่สิบสองปันนา ล้านช้าง รัฐฉานในพม่า ตลอดจนแว่นแคว้นในล้านนาแม้มิได้เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ-ฝรั่งเศสโดยตรง แต่เมื่อมีการอพยพประชากรในช่วง 200 กว่าปีที่ผ่านมาทำให้บ้านเรือนในล้านนาเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของหลังคาตามไปด้วย

มีข้อน่าสังเกตว่าลักษณะการแบ่งพื้นที่ใช้สอยหรือการดำรงวิถีชีวิตโดยรวมของผู้อาศัยภายในเรือนนั้นยังคงละม้ายคล้ายคลึงกับเรือนกาแลพื้นถิ่น กล่าวคือบ้านแบบสรไนยังคง มีฮ้านน้ำ ต๊อมอาบน้ำ หลองเข้า เสาแหล่งหมา ขึ้นมาบนเรือนยังคงมีเติ๋น ฮางลิน การต่อเติมเรือนแฝด หรือครัวไฟ เป็นต้น

สิ่งที่แปรเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดจากเรือนกาแลมาสู่เรือนสรไน ก็คือในส่วนของหลังคา ซึ่งถือเป็นหน้าตาหรือจุดเด่นที่สุดของบ้าน หลังคาใช้โครงสร้างไม้แทนที่การมุงด้วยใบจากหรือใบตองตึงแบบเรือนกาแล เปลี่ยนวัสดุใหม่เป็นการมุงด้วยกระเบื้องว่าวรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน บางหลังใช้แป้นเกล็ดหรือแผ่นไม้ตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า จากนั้นได้เพิ่มการประดับ “สรไน” นอกเหนือจากจุดเดียวที่ปั้นลมยังขยายไปที่บริเวณมุมทั้งสองข้างของจั่วสามเหลี่ยมอีกด้วย

ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของความนิยมสร้างเรือน “สรไน” ขึ้นแทนที่ “เรือนกาแล” ที่เคยมีมาก่อนในพื้นถิ่นล้านนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุคที่มีการปฏิรูปการปกครองแผ่นดินตั้งแต่ปี พ.ศ. 2427 เป็นต้นมา ช่วงนั้นล้านนาเปลี่ยนสถานะจากประเทศราชของสยาม มาเป็นการปกครองในลักษณะมณฑลเทศาภิบาล ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอนเป็นส่วนหนึ่งของเชียงใหม่ ถูกเรียกโดยรวมว่า “มณฑลลาวเฉียง” และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “มณฑลพายัพ”

ช่วงนี้สยามหรือรัฐบาลกลางได้ส่งข้าหลวงใหญ่มาประจำที่มณฑลลาวเฉียงหรือมณฑลพายัพเป็นจำนวนมาก ทั้งประจำอยู่ในใจกลางเมือง และถูกส่งไปประจำตามแขวงหรืออำเภอต่างๆ ทำให้การสร้างบ้านเรือนแบบสรไนขยายตัวเพิ่มมากขึ้น จึงอาจกล่าวได้ว่าเรือนสรไนคือเรือนที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในยุคที่ลำพูนปกครองแบบระบบมณฑลเทศาภิบาล