“กู่ช้าง” สถูปรุ่นเก่าสุด เชื่อม สัมพันธ์รัฐหริภุญไชย-ศรีเกษตร

0
212

“กู่ช้าง” เรื่องเล่ามุขปาฐะกล่าวว่า เป็นสุสานที่สร้างขึ้นเพื่อบรรจุซากศพของ “ช้างทรงคู่บารมี” ของพระนางจามเทวี นาม “ปู้ก่ำงาเขียว” มีบทบาทในการปกป้องขอบขันฑสีมารับมือกับศึกของขุนหลวงวิลังคะ และช่วยแผ่ขยายอำนาจของนครหริภุญไชยไปยังดินแดนต่างๆ โดยเฉพาะเขลางค์นคร ดังนั้น กู่ช้างจึงเป็นโบราณสถานสำคัญลำดับต้นๆ ของลำพูน ที่เชื่อกันว่าเป็นสถูปรุ่นเก่าสุดของศิลปะยุคหริภุญไชย

อย่างไรก็ดี เรื่องราวของกู่ช้างมีประเด็นข้อถกเถียงกันอย่างมากที่ควรวิเคราะห์ร่วมกัน ได้แก่ 1. คำว่า “ปู้ก่ำงาเขียว” หมายถึงอะไรกันแน่ 2. จารึกคำว่า “เจ้าพัธเทวกร” หมายถึงอะไร 3. ไฉนรูปทรงของ “กู่ช้าง” จึงไปละม้ายคล้ายคลึงกับสถูป “บอบอคยี” ในรัฐศรีเกษตรของชาว “พยู่” แถบตอนกลางประเทศพม่า 4.มีการปรากฏสัญลักษณ์รูปสถูปทรงลอมฟางในพระพิมพ์ที่พยู่และพระพิมพ์รุ่นเก่าสุดของวัดสันป่ายางหลวง

พญาช้างปู้ก่ำงาเขียว ผิวดำงาเขียวหรือผิวขาวงาดำ?

เอกสารพื้นเมืองหลายฉบับเขียนตรงกันว่า พระนางจามเทวีได้มาด้วยการอธิษฐานจิตต่อเทพยดาฟ้าดิน ว่าขอได้โปรดประทานช้างเชือกหนึ่งที่มีฤทธานุภาพเพื่อช่วยปกป้องนครหริภุญไชย เนื่องจากพระนางทรงเป็นหญิง หากศึกเหนือเสือใต้มารุกรานจักได้ไม่ต้องพบกับภยันตราย หลังจากการตั้งแรงปรารถนาได้ไม่นาน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาลให้ฝนตกฟ้าร้อง 7 วัน 7 คืน มีลูกช้างเผือกเชือกหนึ่งพลัดหลงโขลง พรากถิ่นกำเนิดมาจากอ่างสลุงดอยหลวงเชียงดาว ถูกกระแสน้ำพัดพาจนมาขึ้นฝั่งที่ลำน้ำปิงใกล้นครหริภุญไชย (ปัจจุบันคือแม่น้ำกวง) ณ บริเวณหน้าวัดช่างฆ้อง ซึ่งชื่อวัดนี้เป็นการเรียกเพี้ยนไป เดิมชื่อ “วัดช้างคล้อง” เพราะเป็นจุดที่นายพรานคล้องช้างได้และนำมาถวายแด่พระนางจามเทวี

ต่อมาพระนางจามเทวีตั้งชื่อช้างเชือกนี้ว่า “พญาปู้ก่ำงาเขียว” บางฉบับเขียน “ภู่กล่ำงาเขียว” /“ผู้ก่ำงาเนียม” บางท่านแปลตรงตัวว่า “ปู้- เพศผู้” ส่วน “ก่ำ, กล่ำ – ดำคล้ำ” หมายถึงช้างพลายเพศผู้มีผิวกายสีดำและงาสีเขียว ทำให้มีการปั้นรูปช้างในลักษณะดังกล่าวที่อนุสาวรีย์กาดหนองดอกและที่วัดพระธาตุดอยคำ

ดิฉันได้ทักท้วงว่าผิวกายของช้างเชือกนี้ต้องเป็นสีขาว เพราะตำนานมูลศาสนาระบุว่า “ต่อมาพระนางจามเทวีทรงได้เศวตไอยราเป็นคู่บารมีสีกายเผือกดั่งเงินยวงเรียกว่า “ผู้ก่ำงาเขียว” หรือ “ปู้ก่ำงาเนียม” จากเชิงดอยอ่างสลุง (อ่างสรง) ในเขาหลวงเมืองเชียงดาว”

นอกจากนี้มีหลายตอนที่ตำนานกล่าวว่าสีของช้างเชือกนี้ขาวดั่งเงินเลียง บางครั้งใช้คำว่า “คชเศวต” ดังนั้นเราควรตีความกันใหม่ว่าช้างทรงคู่บารมีเชือกนี้ น่าจะเป็น “ช้างเผือก” มากกว่าช้างดำ โดยคำว่า “ก่ำ” น่าจะหมายถึงกำยำล่ำสันบึกบึน มากกว่าจะแปลว่าผิวคล้ำ

หากช้างทั่วไป “ตัวดำ งาขาว” ในเมื่อกล่าวกันว่า ช้างเชือกนี้มีความพิเศษ ก็ย่อมมีลักษณะตรงข้ามเป็น “ตัวขาว งาดำ” และกรณี “งาช้างดำ” เมืองน่าน ก็มีให้เห็นแล้วจริงๆ ว่ามีความเป็นไปได้ แต่ “งาช้างเขียว” แบบสี Green นั้นดูจะผิดตำนานคชลักษณ์ไปสักหน่อย

คำว่า “เขียว” ควรหมายถึงสีดำอมเขียว เป็นการใช้คำเปรียบเปรยเชิงภาษาไทยที่นิยมเรียกสีดำเข้มอมเขียวว่า “เขียว” เพื่อหลีกเลี่ยงคำว่า “สีดำ” เช่น การพูดว่า คนนี้มีปานเขียว พอไปดูจริงๆ ก็คือปานดำ หรือในทางกลับกัน คำว่า “พระคงดำ” พอดูจริงๆ ก็คือมีเนื้อดินเผาสีเขียว ไม่ใช่สีดำสนิทแบบถ่าน ดังนั้น คำว่า “เขียว” กับ “ดำ” คนโบราณใช้แทนกันได้

อาจารย์วิธูร บัวแดง นักคติชนวิทยา เสนอว่าคำว่า “ปู้ก่ำ” ฟังคล้ายกับคำว่า “ปะก่ำ” ที่เป็นคาถาของควาญช้าง คชบาลใช้เรียกช้าง นอกจากนี้อีกมุมหนึ่ง “ปู้ก่ำ” ยังอาจเชื่อมโยงกับคำว่า “ปะกั่น/พุกาม” อาณาจักรโบราณที่ร่วมสมัยกับหริภุญไชยได้อีกด้วย ดังนั้น บทความนี้จึงอยากให้ผู้อ่านเปิดใจให้กว้างต่อมุมมองของคำว่า “ปู้ก่ำ” ว่ายังมีความสัมพันธ์กับมิติอื่นใดได้บ้างหรือไม่ นอกเหนือไปจากสีผิวคล้ำ

ข้อสำคัญคือ การได้พบจารึกบนแผ่นอิฐขนาดใหญ่ที่ประดับบนผนังสถูปกู่ช้างจำนวน 2 แผ่น (แผ่นหนึ่งเก็บรักษาในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย อีก 1 แผ่นยังปักติดอยู่ที่สถูป) เขียนว่า “เจ้าพัธเทวากร” คำว่า “พัธ” หรือ “พัทธ” ตำราคชลักษณ์แปลว่าช้างเผือกที่มีสีขาวขุ่นเหมือนเนื้อพุทราเป็นตระกูล “ช้างเผือกงาดำ” ส่วนคำว่า “เทวากร” เทวา-เทพ, พญา, เจ้าพ่อ คำว่า “กร” หมายถึงมือ หรืองวงช้าง

การพบแผ่นอิฐจารึกด้วยตัวอักษรฝักขามสมัยล้านนาที่ฐานกู่ช้างทั้ง 2 ทิศ (ตะวันออก-ตะวันตก) เช่นนี้ อธิบายได้ว่า แม้จะหมดยุคหริภุญไชยไปแล้ว ผู้ปกครองอาณาจักรล้านนาในยุคถัดมายังคงเดินทางมากระทำพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ สถูปแห่งนี้ และให้มีการจารึกนามไว้บนแผ่นอิฐหนายุคหริภุญไชย 2 แผ่นว่า “เจ้าพัธเทวกร” แปลตรงตัวว่า เจ้าพ่อพญาช้างเผือก อาจจารเพื่อให้คนได้รู้จักได้รำลึกถึงเรื่องราวของช้างทรงเชือกนี้ หลังจากที่ผู้คนลืมเลือนไปนานเพราะมีการย้ายเมืองหลวงใหม่จากลำพูนไปอยู่เชียงใหม่

การพบจารึกอักษรฝักขามที่ฐานสถูปกู่ช้าง ไม่ควรถูกตีความให้คนไขว้เขวไปว่า “ตัวสถาปัตยกรรมนั้นที่แท้ก็สร้างใหม่ในสมัยล้านนาร่วมรุ่นกับอักขระจารึกด้วยกระมัง” นี่คือการตีความที่ผิดพลาดอย่างรุนแรง ทุกครั้งที่เจอตัวอักขระบนโบราณสถาน ต้องฉุกใจยั้งคิดเสมอว่า ตัวอักขระกับตัวศิลปกรรมมีความสัมพันธ์กันในมิติใด ร่วมสมัยกันหรือไม่ เนื่องจากก้อนอิฐนั้นค่อนข้างมหึมา ขนาด 30 x 20 x 10 เซนติเมตร ไม่ใช่อิฐขนาดเล็กแบบสมัยล้านนา เป็นอิฐผสมแกลบเมล็ดข้าวสาร แบบเดียวกับกรรมวิธีการเผาอิฐของยุคหริภุญไชยอีกด้วย

ช้างศึก ช้างทรง สู่พระทรงเมือง

ดร. พระครูสิริสุตาภิมณฑ์ เจ้าคณะอำเภอทุ่งหัวช้าง ปราชญ์ใหญ่เมืองลำพูนให้ข้อมูลว่า เคยอ่านพบเอกสารโบราณ กล่าวถึงอารักษ์เมืองลำพูนว่ามี 4 ตนได้แก่ “สุริโย เตโค คีรีเมขล์ และร่มขาว” (สุริโย เตโค มีศาลทั้งสองแห่งอยู่แล้ว สุริโยเป็นเทพารักษ์ดูแลพระธาตุหริภุญไชย เตโคเป็นเสื้อเมืองเดิมเป็นนักรบกล้า)

คีรีเมขล์ จะหมายถึงอื่นใดไปไม่ได้ นอกเสียจากชื่อเฉพาะของช้าง ที่ปรากฏในตอนที่มีมารมาผจญพระพุทธองค์ในช่วงใกล้ตรัสรู้ธรรม ต่อมายอมสยบเมื่อได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า ในที่นี้ควรหมายถึง “ช้างปู้ก่ำงาเขียว” ได้หรือไม่ กล่าวคือ ช้างปู้ก่ำงาเขียว เมื่อตายไปได้รับการสถาปนาให้ทำหน้าที่เสมือน “ทรงเมือง” ลำพูน

ส่วน “ร่มขาว” หรือเศวตฉัตร ดร. พระครูสิริสุตาภิมณฑ์ สันนิษฐานว่าหมายถึงไก่ขาว ในที่นี้ย่อมหมายถึง “เมตตกุกุฏ” หรือไก่แก้วที่ระบุในตำนาน

เรื่องราวเกี่ยวกับอารักษ์เมืองลำพูนทั้ง 4 ตนนี้ ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ยังไม่มีความชัดเจน แม้แต่ชาวลำพูนเองก็สับสน และแทบไม่ทราบที่มาที่ไป เนื่องจากลำพูนเป็นเมืองรุ่นเก่ายุคทวารวดี บางช่วงร้างผู้คน บางช่วงต้องเกณฑ์คนยองมาจากรัฐฉาน

การที่ชาวลำพูนให้ความสำคัญต่อพญาปู้ก่ำงาเขียวเสมือนเป็น “ทรงเมือง” ของนครหริภุญไชย เนื่องจากตำนานระบุว่าเป็นช้างที่ทรงมหิทธิฤทธิ์อย่างสูง โดยเฉพาะ “งาช้างดำพิฆาต” คู่นั้น เสมือนมี “ธาตุพิเศษ” สามารถข่มขวัญข้าศึกได้ ทั้งๆ ที่ยังไม่ทันจะเริ่มออกแรงทำอะไรเลย ในยามเที่ยงวัน เพียงแค่หันงวงงาไปทางไหน ผู้คนทิศนั้นก็พลอยแตกพ่ายหน้ามืดตามัวกันระนาว กองทัพของฝ่ายพระนางจามเทวีมีเพียง 4,000 คน สามารถเอาชนะกองทัพลัวะของขุนหลวงวิลังคะ มีถึง 80,000 คน ซึ่งมากกว่า 20 เท่า ได้อย่างน่าอัศจรรย์

เมื่อช้างสิ้นลมล้มลง แม้แต่จะฝังศพก็ยังลำบาก เอาศพหันไปทางใดในยามเที่ยงวันเมื่อมีผู้ผ่านทาง ก็ทำให้ผู้คนทิศนั้นระส่ำระสายล้มระเนนระนาด ด้วยเหตุฉะนี้จำต้องจับงวงชูขึ้นชี้ฟ้า นี่คือมูลเหตุที่ทำให้รูปทรงของสุสานช้างศึกแห่งนี้เป็นทรงกระบอก (ศัพท์ทางโบราณคดีเรียกทรง “ลอมฟาง”) หากที่นี่เป็นทรงกระบอกแค่แห่งเดียวก็คงไม่แปลก แต่ไฉนกลับมีเจดีย์แฝดอีกแห่งหนึ่งในกลุ่มชนชาวพยู่รัฐศรีเกษตรในพม่า?

ความเชื่อมโยงกับศิลปะพยู่รัฐศรีเกษตร

นักโบราณคดีกรมศิลปากรได้ทำการขุดแต่งบูรณะโบราณสถานกู่ช้าง พร้อมด้วย “กู่ม้า” สถูปที่ตั้งอยู่ใกล้กัน (เรื่องของกู่ม้าก็มีประเด็นน่าศึกษาไม่แพ้กัน) เมื่อปี พ.ศ. 2523-2526 พบหลักฐานสำคัญที่ขุดค้นได้ในฐานรากของกู่ช้าง เป็นพระพิมพ์สกุลช่างหริภุญไชยเกือบ 10 ชิ้น ประกอบด้วย “พระสามหอมเดี่ยว” จำนวน 3 ชิ้น ชิ้นส่วนพระพิมพ์ปางปรินิพพาน 1 องค์ พระสิบสองกับพระสิบแปดอีกจำนวนหนึ่ง แต่ในรายงานการขุดค้นทางโบราณคดีไม่ระบุว่าต่อมาได้นำโบราณวัตถุเหล่านี้เก็บรักษาไว้ที่ใด เพราะเท่าที่ดิฉันตรวจสอบจากทะเบียนของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย ระบุไว้แค่ว่ามีพระสิบสองเลขบัญชี 2/36 เพียงชิ้นเดียวที่ได้มาจากกู่ช้าง

นักโบราณคดีตั้งข้อสังเกตว่ากู่ช้างมีรูปทรงคล้ายคลึงกับ “เจดีย์บอบอคยี” (Baw Baw Kyi) และ เจดีย์ปยาคยี (Pya Kyi) ในอาณาจักรศรีเกษตรของชนชาติ “พยู่” (Pyu) ซึ่งเจริญขึ้นร่วมสมัยกับต้นราชวงศ์หริภุญไชย ชาวพยู่ (บางครั้งอ่าน ปยู่/ปิว/ผิ่ว/เผี่ยว – Pyu) เป็นชนชาติเก่าแก่ดั้งเดิมในสุวรรณภูมิตั้งอยู่ในพม่า เจริญรุ่งเรืองระหว่างพุทธศตวรรษที่ 6 – 13 ร่วมสมัยกับชนชาติฟูนัน มอญ ขอมเจนละ และจาม หลายชนชาติในแว่นแคว้นโบราณเหล่านี้ต่างถูกกลืนเผ่ากลายพันธุ์ไปเกือบหมดแล้ว

สิ่งที่น่าสนใจคือ รัฐศรีเกษตรพบพระพิมพ์ดินเผารูปแบบพิเศษที่เหมือนกันมากราวเป็นพิมพ์เดียวกันกับพระพิมพ์ลำพูนยุคแรกสุด ณ วัดสันป่ายางหลวง ไม่ไกลจากกู่ช้างเท่าใดนัก พระพิมพ์ดังกล่าวมีพระพักตร์ลบเลือนกลมมนค่อนข้างอูม ไม่ปรากฏเม็ดพระศก พระเกตุมาลานูนสูงขึ้นเป็นจอม ขอบพระนลาฏเป็นวงโค้งสองหยักคล้ายกับมาลาของพระบัวเข็ม นั่งขัดสมาธิเพชรแลเห็นฝ่าพระบาทสองข้างอันเป็นอิทธิพลที่รับมาจากศิลปะอินเดียแบบคุปตะหรือปาละ พระวรกายบ่าใหญ่เอวเล็กสมส่วน ครองจีวรห่มเฉียง กระทำนิ้วพระหัตถ์ในปางแสดงธรรมเทศนาด้วยนิ้วพระหัตถ์ขวาจีบเป็นวงหมายถึงธรรมจักรหรือคำสอน ส่วนพระหัตถ์ซ้ายทำท่าคล้ายกงล้อประคองธรรมจักร กรอบพระพิมพ์เป็นทรงรูปไข่มนคล้ายหยดน้ำ อันเป็นรูปทรงที่พบในพระพิมพ์รุ่นเก่า

องค์ประกอบด้านหลังเป็นแผ่นรัศมีหรือประภามณฑลเรียกว่า “ศิรจักร” พร้อมด้วยพนักบัลลังก์ ตกแต่งด้วยลายเม็ดประคำโดยรอบ สองข้างของบัลลังก์ ทำเป็นสถูปทรงกระบอก บ้างว่าเป็นผอบหรือโกศใส่พระบรมสารีริกธาตุ เหมือนสถูปที่พบในรัฐศรีเกษตร และที่ “กู่ช้าง” พระพิมพ์รุ่นนี้มีความสูงประมาณ 9 เซนติเมตร กว้าง 8 เซนติเมตร ของลำพูนขุดพบได้จากซากโบราณสถาน วัดสันป่ายางหลวง ถือว่าเป็นพระพิมพ์รุ่นเก่าสุดหรือยุคแรกสุดของศิลปะหริภุญไชย คือเก่ากว่าพระรอด พระคง แต่อาจอายุร่วมสมัยกับพระกวาง พระกลีบบัว

คำถามมีอยู่ว่า เราจะเชื่อมโยงเรื่องราวระหว่างศิลปกรรมที่พบในรัฐโบราณสองแห่งนี้เข้าหากันด้วยประวัติศาสตร์หน้าไหน?

จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าเคยมีชนชาวพยู่เข้ามาตั้งรกรากในรัฐหริภุญไชยสมัยพระนางจามเทวี เนื่องจากเป็นอาณาจักรโบราณที่มีอายุร่วมสมัยกัน แล้วชนกลุ่มนี้ได้นำเอารูปแบบสถาปัตยกรรมทรงลอมฟางอันคุ้นเคยของพวกตนมาก่อเป็นเจดีย์ กระทั่งชาวหริภุญไชยได้เห็นและขอยืมนำมาดัดแปลงใช้กับสุสานช้างศึกเนื่องจากเห็นว่ามีความสอดคล้องกับรูปทรงพญาคชสาร

ปัจจุบันคนล้านนาไม่รู้จักชาวพยู่ แต่ที่จังหวัดอุตรดิตถ์แถบลุ่มน้ำตรอน ยังมีชนพื้นเมืองกลุ่มหนึ่งเรียกขานตัวเองว่า “เผี่ยว” หรือ “ปิว” (เป็นคำเดียวกับ “พยู่-Pyu”) ชนกลุ่มนี้ยังชีพแบบ Primitive Society ด้วยการทรงเจ้าเข้าผี เป็นหมอผี ควาญช้าง นิยมประดับร่างกายด้วยการเอาดินเผารูปช้างมาห้อยคล้องคอ นับถือ “เจ้าพ่อปะก่ำ” บางครั้งเรียก “ปุก่ำ” (ฟังคล้ายคำว่า “ปู้ก่ำ”) ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่นายควาญช้างของพญาปู้ก่ำงาเขียวอาจเป็นชาวพยู่? และพระนางจามเทวีอาจมอบอำนาจให้ชาวพยู่ทำหน้าที่ดูแลช้างศึกคู่บารมีจนวันวาย พวกเขาจึงได้สร้างอนุสรณ์สถานให้พญาช้างสารเป็นเจดีย์ทรงลอมฟางแบบรัฐศรีเกษตร เพื่อระลึกถึงดินแดนที่พวกเขาจากมา?