จับตา! โควิดยังแรงยอดคนตายพุ่งต่อเนื่อง 76% แพร่ในครอบครัว

0
2

เผยสาเหตุการติดเชื้อโควิด ร้อยละ 76 มาจากคนในครอบครัว เพื่อน เพื่อนร่วมงาน และผู้ดูแลผู้ป่วย เน้นย้ำการอยู่ใกล้ชิดกับคนในครอบครัว ต้องมีระยะห่าง สวมหน้ากากป้องกัน หากรู้ว่าติดเชื้อเร็วเข้าสู่ระบบการรักษาเร็ว ทำให้อาการรุนแรงลดลง และลดการสูญเสียการเสียชีวิตได้ เชียงใหม่แถลง ผู้ติดเชื้อฯ ตายต่อเนื่อง ล่าสุด อีก 3 รายเป็นผู้สูงอายุและสัมผัสกลุ่มเสี่ยง ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่เริ่มลดลง ย้ำประชาชน “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” เพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อและทำให้สถานการณ์ในพื้นที่เข้าสู่ภาวะปกติในเร็ววัน

ที่ศูนย์แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายแพทย์จักรรัฐ พิทยาวงศ์อานนท์ ผู้อำนวยการกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค แถลงว่า ล่าสุด (1 พ.ค.64) ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,891 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังในโรงพยาบาล 1,799 ราย คัดกรองเชิงรุกในชุมชน 85 ราย จากต่างประเทศ 7 ราย รักษาหายเพิ่ม 1,821 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 28,745 ราย อาการหนัก 829 ราย ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ 270 ราย และมีผู้เสียชีวิต 21 ราย เป็นชาย 9 ราย หญิง 12 ราย อายุระหว่าง 39-90 ปี อยู่ใน กทม. 10 ราย ชลบุรี สมุทรปราการ จังหวัดละ 2 ราย อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ นครศรีธรรมราช เชียงใหม่ เชียงราย ปทุมธานี เพชรบุรี จังหวัดละ 1 ราย ส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ ไขมันในเลือดสูง หลอดเลือดสมอง ภาวะอ้วน โรคปอดเรื้อรัง ไตเรื้อรัง และติดบ้านติดเตียง ปัจจัยเสี่ยงสำคัญในการติดเชื้อของผู้เสียชีวิตถึงร้อยละ 76 มาจากการสัมผัสคนในครอบครัว เพื่อน เพื่อนร่วมงาน สัมผัสผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ และผู้ดูแลผู้ป่วยติดเตียง ส่วนประเด็นสำคัญที่จะส่งผลต่อการรักษา คือจำนวนวันที่ทราบผลการติดเชื้อ หากทราบว่าติดเชื้อเร็ว นำเข้าสู่ระบบการรักษาเร็ว จะส่งผลให้อาการรุนแรงลดลง ลดการเสียชีวิต

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่า กทม.และปริมณฑลยังพบผู้ติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกทม. 4 สัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่า การกระจายตัวของผู้ป่วยติดเชื้ออยู่ทุกเขต บางเขตพบสูง สำหรับต่างจังหวัดยังพบจังหวัดที่มีการระบาดเป็นกลุ่มก้อนอีก 21 จังหวัด ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง มีภาคกลาง 7 จังหวัด ภาคตะวันออก 4 จังหวัด ภาคเหนือ 2 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 จังหวัด และภาคใต้ 6 จังหวัด สาเหตุของการติดเชื้อในระบบการรายงานประเภทผู้ป่วย/ผู้ติดเชื้อในระลอกเม.ย. ในรายสัปดาห์ที่ 14-17 ปี 2564 (ข้อมูล ณ วันที่ 1 พ.ค.2564) พบว่า ผู้ป่วยจากระบบบริการ/เฝ้าระวัง สะสม 31,850 ราย สำหรับรายงานการค้นหาเชิงรุกสะสม 6,133 ราย คิดเป็นร้อยละ 16.10 ซึ่งน้อยลง ทั้งนี้ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้มารับบริการในสถานพยาบาลพบการติดเชื้อที่มีปัจจัยเสี่ยง เป็นผู้ติดเชื้อมาจากสัมผัสในครอบครัว และเพื่อน หรือเพื่อนร่วมงานที่ทำกิจกรรมร่วมกัน โดยไม่ทราบว่าเขาติดเชื้อถึงร้อยละ 54 ทำให้มีผู้ป่วยและผู้สัมผัสเสี่ยงสูงเพิ่มจำนวนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แนวทางในปัจจุบันเมื่อเราเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงต้องกักตัว 14 วัน ตรวจหาเชื้อ 2 ครั้ง ไม่เดินทางไปไหน กักตัวอยู่ที่บ้าน และสังเกตอาการตนเอง หากมีไข้ เจ็บคอ ลิ้นไม่รับรส จมูกไม่ได้กลิ่นให้รีบประสานศูนย์แรกรับเพื่อเข้ารับการรักษาใน รพ.สนาม/Hospitel หรือรพ. สำหรับผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ และต้องมีการป้องกันตัวเอง ดังนั้น การอยู่ใกล้ชิดกับคนในครอบครัว ต้องมีระยะห่าง และป้องกันตัวเอง เพราะไม่ทราบว่ามีคนในครอบครัวติดเชื้อหรือไม่
สำหรับการฉีดวัคซีนโควิด 19 ขณะนี้ฉีดสะสมแล้ว 1,477,078 โดส แบ่งเป็นรับวัคซีนเข็มแรก 1,095,230 ราย และครบ 2 เข็ม 381,848 ราย โดยในวันที่ 30 เมษายน 2564 มีผู้ได้รับการฉีดวัคซีนสะสมแล้ว 65,464 โดส แบ่งเป็น เข็มที่ 1 จำนวน 19,474 ราย และเข็มที่ 2 จำนวน 45,990 ราย ซึ่งในขณะนี้เร่งฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ด่านหน้าที่มีการสัมผัสกับผู้ป่วย ทุกสังกัด และสำหรับวัคซีนที่จะฉีดให้กลุ่มผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเรื้อรัง 7 โรคนั้น จะเริ่มฉีดให้เดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้

ในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ ที่ศูนย์บัญชาการสถานการณ์การระบาดโรค Covid-19 จังหวัดเชียงใหม่ นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ มอบหมายให้ นายวีระพันธ์ ดีอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย ดร.ทรงยศ คำชัย หัวหน้ากลุ่มงานควบคุมโรคติดต่อ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ และนายแพทย์วรเชษฐ เต๋ชะรัก ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครพิงค์ ร่วมกันแถลงสถานการณ์การระบาดของโรค Covid-19 ระลอกเดือนเมษายนจังหวัดเชียงใหม่
ดร.ทรงยศ คำชัย หัวหน้ากลุ่มงานควบคุมโรคติดต่อ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จังหวัดเชียงใหม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลง มีจำนวน 55 ราย รวมยอดผู้ติดเชื้อสะสม 3,630 ราย รักษาหายแล้ว 1,981 ราย คิดเป็นร้อยละ 55 ของผู้ป่วยทั้งหมด ยังคงมีผู้รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลทุกประเภท จำนวน 1,644 ราย และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 3 ราย รวมผู้เสียชีวิตในจังหวัดเชียงใหม่เป็น 5 ราย ขณะที่กลุ่มผู้ติดเชื้อที่ยังคงรักษาอยู่นั้น แยกเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่มีอาการหรืออาการเล็กน้อย (สีเขียว) 1,237 ราย อาการปานกลาง (สีเหลือง) 208 ราย อาการค่อนข้างหนัก (สีส้ม) 78 ราย และอาการหนัก (สีแดง) 15 ราย

การตรวจกลุ่มเสี่ยงของโรงพยาบาลประจำอำเภอ โรงพยาบาลเอกชน และจุดตรวจคัดกรองต่าง ๆ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (30 เม.ย. 64) ได้ทำการตรวจไปทั้งหมด 1,685 ราย พบผู้ติดเชื้อ 52 ราย คิดเป็นร้อยละ 3.09 ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อย สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสัมผัสผู้ติดเชื้อ ไปในพื้นที่เสี่ยง หรือมีอาการ ให้เข้ารับการตรวจได้ที่โรงพยาบาลทุกแห่งในจังหวัดเชียงใหม่ และจุดตรวจคัดกรองศูนย์ประชุมนานาชาติฯ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ขณะที่ความเสี่ยงหากแยกตามการสัมผัสโรค (1 พ.ค. 64) พบผู้ติดเชื้อจากการสัมผัสในสถานบันเทิงสะสมลดลงเหลือร้อยละ 39.5 การสัมผัสในครอบครัวสะสมเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 22.3 การสัมผัสในชุมชนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 13.3 และสัมผัสในสถานที่ทำงาน เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10.6 ส่วนการสุ่มตรวจเชิงรุก ทางคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่ ได้มีมติให้ทีมตรวจคัดกรองของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ และสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ ลงพื้นที่สุ่มตรวจอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้หากประชาชนเห็นว่ามีพื้นที่เสี่ยงใดเพิ่มเติมสามารถแจ้งเบาะแสกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในอำเภอ เพื่อทำการตรวจสอบสถานการณ์และจัดทีมออกตรวจเชิงรุกต่อไป

 

ขณะที่การระบาดในคลัสเตอร์ต่าง ๆ พบว่ายังคงพบเชื้ออยู่ใน 3 คลัสเตอร์ คือคลัสเตอร์ศูนย์เด็กเล็กแม่คือ เรือนจำกลางเชียงใหม่ และพื้นที่อำเภอฮอด โดยพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลง อย่างไรก็ตามยังคงต้องติดตามเฝ้าระวังต่อเนื่องจนครบ 28 วัน นับตั้งแต่วันที่พบผู้ติดเชื้อรายแรกในคลัสเตอร์นั้น ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการป้องกันควบคุมโรคติดต่ออันตราย
ด้านนายแพทย์วรเชษฐ เต๋ชะรัก ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครพิงค์ ได้ชี้แจงกรณีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เสียชีวิตในจังหวัดเชียงใหม่ว่า แม้ว่าสถานการณ์จำนวนคนไข้ลดลงตามลำดับ ผู้ป่วยอาการหนักกลับเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเกิดการอักเสบของปอด ทำให้ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 3 ราย โดยรายแรก เป็นชายไทยอายุ 66 ปี มีความเสี่ยงใกล้ชิดกับผู้ที่เดินทางมาจากจังหวัดที่มีการระบาด ตรวจพบเชื้อในวันที่ 14 เมษายน และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสนาม และในวันเดียวกันพบว่ามีอาการเหนื่อย ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ จึงถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลนครพิงค์ และเสียชีวิตลงด้วยระบบทางเดินหายใจล้มเหลว ในวันที่ 29 เมษายน 2564
รายที่ 2 เป็นหญิงไทยอายุ 68 ปี มีความเสี่ยงติดเชื้อจากผู้ป่วยที่มาจากจังหวัดที่มีการระบาด ตรวจพบเชื้อในวันที่ 16 เมษายน และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลชุมชน จากนั้นวันที่ 22 เมษายน มีอาการเหนื่อยมาก ออกซิเจนในเลือดต่ำ จึงถูกส่งตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลนครพิงค์ และเสียชีวิตลงด้วยระบบหายใจล้มเหลว ในวันที่ 29 เมษายน 2564
ส่วนรายที่ 3 เป็นชายไทย อายุ 51 ปี มีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูง มีประวัติไปเล่นฟิตเนสในสถานออกกำลังกาย ก่อนช่วงสงกรานต์ และไม่ทราบความเสี่ยง มีอาการไข้ ไอ ในวันที่ 12 เมษายน ไปซื้อยามาทานเอง และรักษาตามคลินิก วันที่ 17 เมษายน มีไข้สูง และตรวจพบเชื้อในวันที่ 20 เมษายน จากนั้นวันที่ 21 เมษายน มีอาการหอบเหนื่อย จึงถูกส่งตัวเข้ารักษาที่โรงพยาบาลนครพิงค์ และได้เสียชีวิตลงด้วยระบบหายใจล้มเหลว ในวันที่ 30 เมษายน 2564

สำหรับการจองฉีดวัคซีนโควิด-19 ล่าสุด (1 พ.ค. 64) เป็นวันแรกที่ได้เปิดให้กลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วย 7 โรคเรื้อรัง ลงทะเบียน โดยสถิติล่าสุดพบว่ามีประชาชนชาวเชียงใหม่ลงทะเบียนแล้วเกือบ 5,000 คน อย่างไรก็ตามประชาชนสามารถติดต่อลงทะเบียนขอรับวัคซีนที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน หรือติดต่อที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และขอให้ประชาชนเลือกสถานพยาบาลที่ใช้เป็นประจำ เนื่องจากมีประวัติการรักษาอยู่แล้วและเป็นการลดความแออัดในสถานพยาบาล
ด้าน นายวีระพันธ์ ดีอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ราย พร้อมเน้นย้ำให้ประชาชนร่วมมือกัน “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน เพื่อช่วยกันลดจำนวนผู้ติดเชื้อในจังหวัดเชียงใหม่ และทำให้สถานการณ์ในพื้นที่เข้าสู่ภาวะปกติในเร็ววัน