กราบพระธาตุเกศแก้วจุฬามณี ณ วัดเกตการาม

0
80

วัดเกตการาม หรือที่นิยมเรียกย่อๆ ว่า “วัดเกต” (บางท่านเขียน “วัดเกตุ”) ตั้งอยู่เลขที่ 96 บ้านวัดเกต ถนนเจริญราษฎร์ ตำบลวัดเกต อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

ในบันทึกสมัยล้านนาเรียก “วัดสระเกศ” สร้างในปี พ.ศ. 1971 ตรงกับสมัยพระญาสามฝั่งแกน (พ.ศ. 1954 – 1985) วัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นวัดหลวงทางฝั่งตะวันออก กล่าวคือควรจะมีวัดขนาดใหญ่ที่สามารถรวบรวมหัววัดต่างๆ มาทำสังฆกรรมร่วมกันอยู่ฝั่งนี้ แทนที่จะไปวัดสวนดอกซึ่งตั้งอยู่ฟากตะวันตกของแม่น้ำปิง
วัดเกตมีศิลาจารึกเป็นอักษรฝักขามอยู่บนมุขพระวิหาร กล่าวถึง พ.ศ. 2121 ตรงกับยุคของเจ้าฟ้านรธาเมงสอ (โอรสพระเจ้าบุเรงนอง) ผู้ครองนครเชียงใหม่ ว่ามีการบูรณะพระเกศธาตุเจดีย์ที่พังลง สันนิษฐานว่าน่าจะพังลงในปีเดียวกับยอดพระธาตุวัดเจดีย์หลวง ถล่มในคราวเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เชียงใหม่ คือ พ.ศ. 2088 ครั้น พ.ศ. 2124 มีงานฉลองพระเจดีย์

พระธาตุวัดเกต ฐานกว้าง 82 วา ยาว 63 วา มีเจดีย์บริวาร 4 มุม เดิมมีฉัตรแบบเดียวกับของวัดพระธาตุดอยสุเทพ แต่ปัจจุบันสูญหายไป ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า สมัยก่อนเคยเห็นพระธาตุเสด็จลอยไปทางทิศใต้เพื่อไปเยี่ยมเยือนพระธาตุจอมทอง มีลักษณะเป็นดวงไฟสีอุ้มหุ้ม (สีเขียวเข้มและเย็นแบบป่า) พระธาตุนี้เสมือนเป็นการจำลองพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ลงมาไว้บนโลกมนุษย์ ดังนั้นการสร้างพระธาตุเกศแก้วของวัดเกตแห่งนี้จึงสร้างให้ยอดพระธาตุเอียงนิดหน่อย เพื่อมิให้ยอดชี้ขึ้นไปตรงกับพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ และเดิมองค์พระธาตุเป็นสีตะกั่วตัด เพิ่งมีการนำสีทองมาทาในยุคของท่านพระครูญาณาลังการ์ เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง

***ครูบาเจ้าศรีวิชัยกับวัดเกต
ครูบาเจ้าศรีวิชัยเดินทางมาวัดเกตหลายครั้งในหลายสถานะ ครั้งแรกสุด ในคราวที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยต้องอธิกรณ์ครั้งที่ 5 ปลายปี 2462 ถูกหมายเรียกให้ไปรายงานตัว ณ วัดพระธาตุหริภุญชัย แต่ช่วงนั้นมีผู้ติดตามท่านมาด้วยหลายพันคน ทำให้เจ้าคณะจังหวัดลำพูนต้องส่งตัวท่านมาฝากจองจำที่จังหวัดเชียงใหม่แทน ดังที่ได้ทราบกันว่าคือวัดศรีดอนไชย เป็นระยะเวลาสามเดือนเศษ
จากการสัมภาษณ์ นายสมหวัง ฤทธิเดช ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์วัดเกต เล่าตามที่เคยได้ยินได้ฟังจากพ่ออุ๊ยของเขามาว่า

“ครูบาเจ้าศรีวิชัยมาวัดเกตครั้งที่ 1 ตอนเถ้าแก่หมูไปรับครูบาฯ มาจากวัดพระธาตุหริภุญชัย ก่อนที่จะนำตัวมาสอบสวนที่วัดศรีดอนไชย ท่านเดินทางด้วยรถมอเตอร์ไซค์พ่วง ออกจากลำพูนตอนบ่ายแล้ว มาถึงที่เชียงใหม่ตอนเย็น พอค่ำมืดแล้วเขาก็พาท่านมาฝากนอนที่วัดเกต 2 คืน แล้ววันที่ 3 จึงย้ายไปวัดศรีดอนไชย เพราะเป็นที่ตั้งของรองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่”

กุฏิหลังที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยเคยพักได้รื้อไปแล้วประมาณปี 2542 เหลือแต่ภาพถ่ายเก่า และลูกกรงเป็นทองเหลือง จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์วัดเกต
การเดินทางมาวัดเกตของครูบาเจ้าศรีวิชัยครั้งที่สอง คือตอนที่เมื่อท่านพ้นมลทินกลับมาจากการต้องอธิกรณ์ที่วัดเบญจมบพิตรครั้งแรก ระบุว่าท่านเดินทางกลับภาคเหนือโดยขึ้นรถไฟจากสถานีหัวลำโพง ปรากฏหลักฐานอยู่ในเอกสารหลายฉบับ อาทิ

ตำนานครูบาศรีวิชัยแบบพิสดาร ฉบับวัดสวนดอก กล่าวว่า
“ครั้นท่านกลับมาเถิงเชียงใหม่แล้ว ก็มาพักอยู่วัดเกตุ หัวสะพานแม่น้ำปิงด้านตะวันออก แล้วท่านก็จัดแจงเอาเครื่องไทยทาน บาตร ผ้า มาทานแก่พระครูเจ้าคณะเมือง และพระครูผู้ใหญ่ เจ้าคณะรอง เจ้าคณะจังหวัดในเมืองเชียงใหม่และลำพูน ทั่วทุกองค์”

ขณะนั้นเป็นช่วงรอยต่อระหว่างปี 2463 ถึง 2464 จากข้อความนี้เห็นได้ว่า การมาวัดเกตครั้งที่สองนี้ ท่านนำเอาเครื่องไทยทานมาถวายแด่พระชั้นผู้ใหญ่ที่เคยร่วมกันสอบสวนวินัยและส่งท่านไปต้องอธิกรณ์ที่กรุงเทพ โดยเมื่อท่านได้กลับมาตุคามในฐานะผู้บริสุทธิ์แล้ว ก็หาได้มีใจผูกพยาบาทอาฆาตแค้นต่อใครเลย

คร่าวของพระภิกษุท้าวสุนทรพจนกิจ กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า หลังจากที่ท่านได้เข้ากราบคารวะ พระครูญาณมงคล เจ้าคณะจังหวัดลำพูนแล้ว
“ขึ้นสู่รถยนต์ เดินตามมัคคะ มาสู่ห้องพิงไชย มาจุจอดพัก สำนักอาศัย วัดเกตพิงไชย หัวขัวฝ่ายหน้า
ราษฎร มาคอยรับท่า เต็มอาวาข่วงวัด ประมาณห้าพัน เต็มตันเหยียดยัด คัดคั่งแน่นมาทาน จักกล่าวไปนัก ก็จักวิตถาร กลัวจักรำคาญ ว่าช้าจู้จี้ พระสีวิไชย อาศัยอยู่นี่ การทำบุญบ่ละ ทานแก่พระสงฆ์ คณาสังฆะ มวลกมากเจ้าทำทาน ติจีวระ เครื่องปริกขาร ทานแก่พระครู ชุตนไจ้ๆ ห้าร้อยซาวสาม เงินงามบาทใต้ หมายบัญชีบ่พัด ปฏิสังขรณ์ วิหารเกตวัด ร้อยบาทเจ้าทานไป บำรุงช่วยค้ำ นักธัมม์ใกล้ไกล เรียนพระวินัย ที่วัดเกตหั้น
ซาวบาททัดเต็ม แน่นอนเป็นมั่น เชตวันนึ่งวัด รอมโรงเรียน เสี้ยวซาวบาททัด…”

รายละเอียดที่ปรากฏในคร่าว อธิบายได้ว่า การกลับมาวัดเกตครั้งที่ 2 ของครูบาเจ้าศรีวิชัยนี้ ท่านได้มาพำนักที่วัดเกตอยู่หลายวัน นอกจากจะถวายเครื่องไทยทานแด่พระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่ในวงเงิน 523 บาทแล้ว ช่วงนั้นวัดเกตกำลังมีการปฏิสังขรณ์พระวิหารหลวงอยู่พอดี ครูบาเจ้าศรีวิชัยจึงได้ร่วมทำบุญ 100 บาท เป็นค่าบูรณะพระวิหาร ซึ่งสอดคล้องกับเอกสารที่เก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์วัดเกต มีบัญชีรายชื่อผู้บริจาคเงินทำบุญค่าซ่อมแซมพระวิหาร ในลำดับที 16 มีชื่อของ “พระศรีวิไชย” อยู่ในบัญชีนั้นด้วยว่าร่วมบริจาคเงิน 100 บาท

การพำนักอยู่ที่วัดเกตคราวนี้ ครูบาเจ้าศรีวิชัยน่าจะใช้เวลานานพอสมควร เพราะท่านได้เรียนพระธรรมวินัยที่โรงเรียนปริยัติธรรมของวัดเกตด้วย โดยร่วมสมทบเงินในส่วนนี้ 20 บาท และจะเห็นได้ว่า ช่วงนั้นครูบาเจ้าศรีวิชัยให้ความสำคัญต่อสถานศึกษามาก เพราะท่านยังได้นำเงินไปบริจาคให้แก่โรงเรียนวัดเชตวันซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลกัน และเป็นวัดของเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ด้วย อีก 20 บาท

ที่เป็นเช่นนี้ สืบเนื่องมาจาก ช่วงที่ท่านต้องอธิกรณ์ที่กรุงเทพนั้น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราช ทรงตรัสย้ำถึงความสำคัญของการศึกษา ตรัสถามครูบาเจ้าศรีวิชัยหลายครั้ง ว่ามีความประสงค์จะศึกษาเล่าเรียนวิชาตามโรงเรียนปริยัติธรรมที่ใดบ้างหรือไม่ ทั้งในกรุงเทพหรือที่เชียงใหม่

หากมีความประสงค์ สมเด็จพระสังฆราชจะทรงรับเป็นธุระจัดหาสถานที่เล่าเรียนให้ แต่ครูบาเจ้าศรีวิชัยปฏิเสธที่จะศึกษาที่กรุงเทพ ด้วยเหตุนี้ ทันทีที่ท่านกลับมาถึงเมืองเหนือ จึงรีบเดินทางมาวัดเกตเพื่อศึกษาเล่าเรียนหลักสูตรพระธรรมวินัยตามคำแนะนำด้วยความปรารถนาดีของสมเด็จพระสังฆราชนั่นเอง

หลังจากนั้นอีกไม่นาน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานให้พระครูศัพทสุนทร (สุดใจ) เปรียญ 3 ประโยค วัดเบญจมบพิตร เป็นพระครูปริยัติยานุรักษ์มาอยู่ที่วัดเกต เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2467 เพื่อคอยดูแลครูบาเจ้าศรีวิชัยโดยตรง ตามข้อความในตราตั้งดังนี้ “ขอพระคุณเจ้าจงรับธุระพระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์ และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรในพระอารามโดยสมควร จงเจริญสุขสวัสดิ์ในพระพุทธศาสนาเทอญ”

พระครูปริยัติยานุรักษ์เป็นคนบ้านวัดเกตที่ไปร่ำเรียนที่กรุงเทพฯ เป็นพระผู้ใหญ่ที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งทางบริหารและทางอักษรศาสตร์ เป็นที่นับถือของคนทั่วไป ท่านมีบทบาทสำคัญมากในการทำให้วัดเกต เป็นวัดพัฒนาเจริญรุ่งเรือง มีชื่อเสียงโด่งดังไปไกล มีการเริ่มเปิดสอนหนังสือให้เด็กๆ ประมาณปี 2470 เรียกว่าโรงเรียนชั้นมูล โดยใช้ศาลาบาตรเป็นสถานที่สอน ต่อมาพัฒนาเป็นโรงเรียนวัดเกตการามในปัจจุบัน

ต่อมาพระครูชัยศีลวิมล (เมืองใจ สุธมฺโม พ.ศ. 2492 – 2500) เป็นเจ้าอาวาสและเจ้าคณะอำเภอพร้าว ท่านเป็นพระที่สมถะ รักใคร่สามัคคีกับท่านพระครูปริยัติยานุรักษ์เป็นอย่างดี กุฏิของท่านเรียกว่า โฮงตุ๊เจ้าหลวง อาคารหลังนี้มีโครงการบูรณะ ใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ของวัดเกตก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2542

**เสนาสนะสำคัญในวัดเกต
พระวิหารหลวงสร้างตั้งแต่สมัยฟื้นฟูล้านนาราว 200 ปีก่อน เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 9 ห้อง มีเสาคู่ในรองรับหลังคาหน้าจั่วและเสาคู่นอกรับแนวหลังคาปีกนกย่อเก็จ 3 ตอน ในแนวตะวันออก – ตะวันตก หัวเสาประดับด้วยแก้วจืน ตัวเสามีลายทอง มีประตูทางเข้าสามทาง หลังคาทรงจั่วเรียงซ้อนกัน 5 ชั้น (คำเมืองเรียกว่า ซด) 2 ตับ

จากการที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยพำนักอยู่ที่วัดเกตนานพอสมควร เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยที่โรงเรียนพระปริยัติธรรม อันเป็นช่วงเวลาที่วัดเกตกำลังมีโครงการบูรณปฏิสังขรณ์พระวิหารหลวงอยู่พอดี ดังนั้นท่านย่อมเข้ามามีบทบาทช่วยกำกับดูแลการก่อสร้างครั้งนี้ด้วย เห็นได้จากร่องรอยของรูปหนุมานและลายดอกสับปะรดบนหน้าแหนบของพระวิหารกับนาคทันต์รูปหนุมาน ซึ่งเป็นอัตลักษณ์เฉพาะในกระบวนงานสถาปัตยกรรมของท่าน ได้ปรากฏชัดบนหน้าแหนบวิหารวัดเกต

อาคารโรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดเกต ที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยเคยเล่าเรียนยังคงมีอยู่ เป็นศิลปะล้านนาประยุกต์ มีบันได 2 ข้าง หันหน้าเข้าหากัน บนจั่วหลังคามีไม้กลึง หน้าบันเป็นไม้ฉลุลวดลายสวยงาม ตัวอาคารเป็นไม้ เสาเป็นปูน สร้างถวายโดยจีนอินทร์และนางจิบภรรยาเมื่อปี 2462 อาคารนี้มีความสวยงามกะทัดรัด จนสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ได้นำแบบไปสร้างจำลองไว้ ปัจจุบันอาคารโรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดเกต ปรับให้เป็นที่พักของสงฆ์ พระอาคันตุกะที่มาคุมสอบบาลีสนามหลวง เพราะท่านไม่สามารถไปพักโรงแรมได้ ก็จะมาพักตามวัดวา หมดสภาพเป็นโรงเรียนปริยัติธรรมเมื่อปี 2502 พระครูที่เป็นครูใหญ่ยุคสุดท้าย คือพระครูญาณาลังการ์

ในพิพิธภัณฑ์วัดเกต มีจักรยานเก่าคันหนึ่ง เคยใช้ใส่ภัตตาหารนำไปถวายแด่ครูบาเจ้าศรีวิชัยตอนสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ โดยพ่ออุ๊ย ชื่อนายโต ปัญญารัตน์ ซึ่งเสียชีวิตไปนานแล้ว ท่านเล่าให้ลูกหลานฟังว่า
“ปั่นรถถีบ (จักรยาน) ไปช่วยครูบาเจ้าศรีวิชัยสร้างทางขึ้นดอยทุกวัน ครูบาฯ กำหนดให้แต่ละคนขุดดินได้อย่างจำกัดแค่คนละ 1 ตารางวาต่อวัน แล้วก็จะบอกให้กลับบ้าน “รอพรุ่งนี้ค่อยมาขุดต่ออีก” เนื่องจากมีคนมาช่วยงานชนิดมืดฟ้ามัวดิน ดังนั้นต้องเฉลี่ยแบ่งบุญให้กับทุกคนที่มาให้ถ้วนหน้ากัน”

นอกจากนี้แล้ว รายรอบวัดเกตยังมีชุมชนนานาชาติอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นหลากหลายกลุ่มตั้งแต่ 150 ปีที่แล้ว ทั้งชาวจีน ญี่ปุ่น อินเดีย ปากีสถาน ชาวอังกฤษ พม่า ไทใหญ่ ที่มาทำสัมปทานค้าไม้ และบาทหลวงมิชชันนารีชาวอเมริกัน