หมอสวนดอก ตอบให้ทุกข้อสงสัยวัคซีนโควิด

0
7

หมอสวนดอก “ไขข้อข้องใจ ตอบทุกข้อสงสัยวัคซีนโควิด-19” วัคซีนโควิด-19 ที่ดีที่สุดคืออะไร? ใช่ที่จะฉีดในตอนนี้หรือไม่?
รศ.ดร.พญ.ทวิติยา สุจริตรักษ์ อาจารย์ประจำสาขาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 อยู่ 2 ชนิด คือ ชนิดแรก เป็นชนิดเชื้อตาย หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อยี่ห้อ “ซิโนแวค” (Sinovac) อีกชนิดหนึ่งคือชนิดเชื้อเป็นที่ไม่มีการแบ่งตัว ซึ่งเป็นวัคซีนของ “แอสตร้าเซนเนก้า” (AstraZeneca) เมื่อมีคำถามว่าวัคซีนตัวไหนดีที่สุด ณ ขณะนี้ คำตอบคือวัคซีนที่มีอยู่และฉีดได้เร็วที่สุด ก็คือวัคซีนที่ดีที่สุด เพราะเมื่อเราได้รับวัคซีนเข้าไปแล้วจะมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นในร่างกาย แม้จะไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะป้องกันโรคได้ทุกระดับความรุนแรง แต่อย่างน้อยก็สามารถป้องกันอาการของโรคที่รุนแรงมากให้ทุเลาลงได้ ลดการเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาล และที่สำคัญจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงได้ ซึ่งวัคซีนเกือบทั้งหมดทุกยี่ห้อที่มีตามท้องตลาดตอนนี้ก็มีประสิทธิภาพไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
วัคซีนทุกตัวที่มีอยู่ในประเทศขณะนี้ อยากให้มั่นใจว่ามีมาตรฐานที่ดี โดยวัคซีนก่อนที่จะนำมาใช้โดยทั่วไปจะต้องผ่านการรับรองหลายขั้นตอน อย่างน้อยต้องผ่านเกณฑ์ประสิทธิภาพที่ทางองค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ และทางองค์การอาหารและยาของประเทศไทยก็ต้องมีการตรวจสอบข้อมูลอย่างมั่นใจจึงจะนำมาให้ประชาชนฉีดได้ ซึ่งวัคซีนทั้ง 2 ยี่ห้อ (ซิโนแวค , แอสตร้าเซนเนก้า) ก็ได้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานต่างๆ แล้ว
สำหรับประเด็นคำถามยอดฮิตคือ การเตรียมตัวอย่างไร ก่อน-หลังฉีดวัคซีนฯ และอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้น รศ.ดร.พญ.ทวิติยา แนะนำว่า หลักของการเตรียมตัวก่อนมาฉีดวัคซีนคือ พักผ่อนให้เพียงพอ รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงเป็นปกติ ไม่ควรเครียด หรือวิตกกังวลมากเกินไปเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ในการฉีดวัคซีน เมื่อถึงวันนัดหมายฉีดวัคซีน ให้ดื่มน้ำในปริมาณที่มากกว่าปกติ งดเว้นเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบ งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หากรู้สึกไม่สบายอยู่ในขณะนั้นสามารถที่จะเลื่อนวันนัดไปก่อน รอให้ร่างกายแข็งแรง แล้วค่อยมารับวัคซีนได้
ในขณะที่มารับวัคซีน หากมีประวัติการแพ้ เช่น แพ้วัคซีนชนิดอื่น แพ้ยา แพ้อาหาร แพ้อากาศ หรือเป็นภูมิแพ้ ควรแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการการฉีดวัคซีน เพราะทางเจ้าหน้าที่จะได้บันทึกประวัติ และให้การติดตามอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ภายหลังจากฉีดวัคซีน สถานพยาบาลทุกโรงพยาบาลจะให้นั่งพัก ณ จุดสังเกตอาการ ใกล้จุดฉีดวัคซีนประมาณ 30 นาที โดยจะได้ดูปฏิกิริยาการแพ้ชนิดรุนแรงหรืออาการข้างเคียงหรือที่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วเพื่อที่จะให้การปฐมพยาบาล ให้การรักษาได้อย่างเหมาะสมได้ทันท่วงที
สำหรับสถิติการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในประเทศไทยขณะนี้ ฉีดไปแล้วประมาณ 2.6 ล้านโดส จากสถิติการเกิดปฏิกิริยาข้างเคียงภายหลังการฉีดวัคซีน (เมื่อมีการฉีดวัคซีนในประชาชนชาวไทยครบ 2 ล้านโดส เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2564 ที่ผ่านมา) พบว่าร้อยละ 89.2 ไม่มีปฏิกิริยาข้างเคียงแต่อย่างใด มีเพียงร้อยละ 10.8 เท่านั้น ที่มีรายงานว่ามีปฏิกิริยาข้างเคียงบ้างแต่อาการไม่รุนแรง ได้แก่ อาการปวดเมื่อยเนื้อตัว ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน ปวดบวมแดงร้อนบริเวณที่ฉีด ซึ่งอาการเหล่านี้ถือเป็นปฏิกิริยาข้างเคียงที่สามารถพบได้ภายหลังการรับวัคซีนชนิดอื่นๆ เช่นกัน ส่วนปฏิกิริยาข้างเคียงที่รุนแรงภายหลังจากการได้รับวัคซีน ที่ผ่านการทบทวนโดยผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิจากกระทรวงฯ พบในผู้รับวัคซีน 14 ราย คิดเป็น 7 ต่อล้านโดส ทั้งนี้ 6.5 ในล้านโดส เป็นปฏิกิริยาการแพ้ชนิดรุนแรง ส่วนอีก 0.5 ต่อล้านโดส เป็นกลุ่มอาการชาภายหลังจากได้รับวัคซีน ซึ่งทั้ง 14 ราย สามารถรักษาหายได้หมด และไม่มีผู้เสียชีวิตแม้แต่รายเดียว
ต่อคำถามที่ว่า บุคคลกลุ่มที่ควรจะได้รับวัคซีนโควิด-19 คือใครนั้น ต้องบอกว่า คนไทยทุกคน ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปี และไม่มีข้อห้ามในการฉีดวัคซีนควรที่จะได้รับวัคซีน แต่เนื่องจากช่วงแรกประเทศไทยได้รับการจัดสรรวัคซีนในปริมาณที่จำกัด จึงต้องมีการเรียงลำดับความสำคัญในการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนกลุ่มต่างๆ โดยในระยะแรกเน้นไปที่บุคลากรทางการแพทย์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ด่านหน้า” หรือเจ้าหน้าที่ทางสาธารณสุขที่ต้องทำงานสัมผัสกับผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มต่อมาคือผู้สูงอายุเกิน 60 ปีและผู้ที่มีโรคประจำตัว 7 โรค จากนั้นเมื่อมีการจัดหาวัคซีนได้มากขึ้นภายในประเทศก็จะเร่งจัดสรรฉีดให้แก่ประชาชนทั่วไป ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปี และไม่มีข้อห้ามในการฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึงต่อไป
รศ.ดร.พญ.ทวิติยา เผยถึงข้อห้ามฉีดวัคซีนในปัจจุบัน ว่าข้อห้ามของการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในปัจจุบันนี้ คือแพ้วัคซีนและส่วนประกอบที่มีอยู่ในวัคซีน โดยในที่นี้ต้องแยกจากคำว่าปฏิกิริยาข้างเคียงภายหลังจากการได้รับวัคซีน ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้หลังการฉีดวัคซีน (ขึ้นกับว่ามีอาการรุนแรงหรือไม่) สำหรับอาการแพ้วัคซีน สามารถแพ้ได้ทั้งจากตัววัคซีนเอง หรือว่าสารที่เป็นส่วนประกอบที่อยู่ในวัคซีน ซึ่งวัคซีนแต่ละชนิดจะมีส่วนประกอบที่แตกต่างกันไป
ในบางคนจะมีคำถามว่าแพ้อาหาร แพ้ยา หรือว่าแพ้สารทึบรังสี สามารถจะฉีดวัคซีนได้ไหม คำตอบก็คือ ต้องมาพิจารณาโดยละเอียดว่าส่วนประกอบที่แพ้เหล่านั้น มีอยู่ในวัคซีนที่จะได้รับหรือไม่ หากไม่เกี่ยวข้องกัน โดยส่วนมากมักไม่สัมพันธ์กับการแพ้วัคซีน เพราะฉะนั้นควรลองเช็คประวัติตัวเองโดยละเอียดว่าแพ้อะไรบ้างและมีเป็นส่วนประกอบของวัคซีนหรือไม่
อย่างไรก็ตามที่จุดบริการฉีดวัคซีน จะมีจุดซักประวัติอยู่แล้ว ผู้รับการฉีดวัคซีนต้องบอกรายละเอียดว่าเคยแพ้วัคซีน อาหาร ยา สารทึบรังสีอะไรหรือไม่ และควรจะให้ประวัติโดยละเอียดแก่ทางเจ้าหน้าที่ เพื่อจะได้เตรียมการเฝ้าระวัง และติดตามอาการข้างเคียงหลังจากการฉีดวัคซีนได้อย่างเหมาะสมในแต่ละคน
“สำหรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ตามข้อมูลหลักฐานทางการแพทย์ วัคซีนที่มีอยู่ในประเทศไทย 2 ยี่ห้อ (ทั้ง Sinovac และ AstraZeneca) ได้รับการรับรองให้ใช้ในผู้ที่มีอายุตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป สำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี แม้ไม่ได้ถือเป็นข้อห้ามในการฉีด แต่ว่ายังไม่มีข้อมูลหลักฐานทางการแพทย์ที่มากพอในการรองรับเรื่องของความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวัคซีน ขณะนี้หลายประเทศได้เร่งดำเนินการวิจัยในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น โดยเมื่อมีข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยและประสิทธิภาพมากขึ้น ก็จะมีการขยายช่วงอายุของผู้ที่สามารถรับวัคซีนได้ตามลำดับ
อย่างไรก็ตามเนื่องจากเด็กส่วนใหญ่จะติดไวรัสโควิด-19 มาจากผู้ใหญ่รอบข้าง หากผู้ใหญ่ได้รับการฉีดวัคซีนก็จะเหมือนเป็นเกราะภูมิคุ้มกันให้กับเด็กเหล่านี้ไปด้วย เปรียบเสมือนเป็นภูมิคุ้มกันหมู่ในบ้านด้วย
“ต่อคำถามที่ว่า เชื้อโควิดสายพันธุ์ไหน แรงกว่ากัน มีข้อมูลว่าเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ที่แพร่ระบาดอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ เป็นสายพันธุ์อังกฤษ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์ก็มีลักษณะที่ต่างกัน สายพันธุ์อังกฤษเป็นที่ทราบกันดีว่าจะทำให้เชื้อติดต่อง่ายขึ้น และก่อให้เกิดโรคที่มีอาการค่อนข้างรุนแรง ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตามจากหลักฐานทางการแพทย์ในปัจจุบัน พบว่าวัคซีนที่ผลิตออกมาในรุ่นที่ 1 ยังอาจจะพอใช้ได้ผลอยู่ คือพอที่จะมีภูมิคุ้มกันข้ามไปป้องกันสายพันธุ์นี้ได้ในระดับหนึ่ง
สำหรับสายพันธุ์ที่น่าเป็นห่วงขณะนี้ คือสายพันธุ์แอฟริกา และสายพันธุ์บราซิล ซึ่งวัคซีนในรุ่นที่ 1 นั้น อาจไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันที่เพียงพอที่จะข้ามไปป้องกันสายพันธุ์กลายพันธุ์เหล่านี้ได้ดีมากนัก จึงเป็นที่มาว่าขณะนี้ในแต่ละบริษัทที่ผลิตวัคซีน กำลังเตรียมผลิตวัคซีนในรุ่นที่ 2 ออกมา ซึ่งจะสามารถใช้กระตุ้นภูมิคุ้มกันให้สามารถป้องกันสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์ที่มีความสำคัญทางสาธารณสุขเหล่านี้ได้ต่อไป” รศ.ดร.พญ.ทวิติยา สุจริตรักษ์ อาจารย์ประจำสาขาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มช. กล่าว