ฆ้อง ระฆัง กังสดาล

0
54

กังสดาลหลวงวัดพระธาตุหริภุญชัย

เครื่องดนตรีทั้งสามชนิดนี้ ฆ้อง ระฆัง กังสดาล มีทั้งความเหมือน ความต่าง และมีความทับซ้อนกันอยู่ในที การหยิบประเด็นนี้มาคุยกันก็เนื่องจาก มีผู้ไถ่ถามกันมากว่า ทำไมที่วัดพระธาตุหริภุญชัย ลำพูน จึงมีการเรียก “ฆ้องโลหะ” ขนาดใหญ่ว่า “กังสดาล” ซึ่งโดยปกติแล้ว รูปลักษณ์ของกังสดาลมักพบว่าเป็นรูป “ระฆังวงเดือน” มากกว่า เหตุไฉนกังสดาลหลวงที่วัดพระธาตุหริภุญชัยจึงเป็นรูปวงกลมขนาดใหญ่เหมือนกับฆ้อง?

ความแตกต่างระหว่างฆ้องกับกังสดาลอยู่ตรงที่วิธีการหล่อ โดยปกติฆ้องจะทำส่วนนูนตรงกลาง (ศัพท์ช่างเรียก “ตูม”) สำหรับใช้ตีเพียงด้านเดียว อีกด้านกลวงเป็นโพรง ส่วนกังสดาลที่วัดพระธาตุหริภุญชัยหล่อโลหะเต็มทั้งสองด้าน แม้จะทำวงกลมตอนกลางอยู่บ้าง แต่ก็ทำเพื่อให้เห็นว่าเป็นจุดศูนย์กลางใช้ยึดน้ำหนักทั่วทั้งใบเท่านั้นไม่ได้หล่อนูนแบบฆ้อง และสามารถตีได้สองด้าน ที่ทราบว่าเป็น “กังสดาล” หาใช่ฆ้องไม่ เนื่องมาจากมีคำจารึกบนกังสดาล ด้วยตัวอักษรไทล้านนาแบบฝักขาม ถอดความได้ว่า

สร้างหล่อกังสดาลหน่วยนี้ แต่เมื่อศักราชได้ 1222 ตัว ปีกดสัน เดือน 9 ออก 3 ค่ำ วันอังคารหล่อ กัญจนมหาเถรเจ้าวัดป่าเมิงแพร่เป็นเค้าแก่สัทธาภายใน เจ้าหลวงเมิงเจียงใหม่ เป็นเค้าแก่สัทธาภายนอก สัทธาทั้งภายในและภายนอกพร้อมกันสร้าง หล่อในวัดพระสิงห์ เวียงเจียงใหม่ มาไว้เป็นเครื่องปูจาทานกับพระธาตุเจ้า อันตั้งไว้บังใบในเมิงหริภุญไชยที่นี้ 5,000 พระวัสสาแล”

จุลศักราช 1222 คือปี พ.. 2403 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 4 ความในจารึกระบุนาม ครูบากัญจนะมหาเถรแห่งวัดป่าสุ่งเม่น (ต่อมาเรียกเพี้ยนเป็นวัดสูงเม่น) เมืองแพร่ เป็นผู้ดำริสร้าง สถานที่หล่อคือวัดพระสิงห์ เชียงใหม่ ตรงกับสมัยของพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 6 (2399-2417) เมื่อหล่อเสร็จได้นำมาถวายไว้ บังใบยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ทิศที่ตั้งของเมืองเชียงใหม่) แด่พระธาตุเจ้าหริภุญไชย

Gong Drum Bell

อันที่จริง “ฆ้อง” ภาษาอังกฤษใช้ Gong จัดอยู่ในตระกูล Drum (กลอง) เนื่องจากใช้วิธีกระทุ้งจากข้างนอก ต่างกันตรงที่ “ฆ้อง” ทำด้วยโลหะ แต่หน้ากลองทำด้วยหนังสัตว์ ส่วน “ระฆัง” นั้นคือ Bell เป็นการลั่นลูกตุ้มมาจากข้างใน

แล้ว “กังสดาล” เล่า จัดเป็นเครื่องดนตรีประเภท Drum หรือ Bell?” ดูเผินๆแล้ว เหมือนว่าน่าจะจัดเป็นระฆังประเภทหนึ่ง ดังที่นิยมนำสองคำนี้มาเรียกคู่กันว่า “ระฆังกังสดาล” ถ้าเช่นนั้นกังสดาลก็ต้องเป็น Bell เมื่อพิจารณาจากฟังก์ชั่น ทว่าวิธีประเลงกลับต้องอาศัยไม้หรือโลหะกระทุ้งแบบ Drum หรือ Gong สรุปได้ว่ากังสดาล มีความคาบเกี่ยวอยู่กึ่งกลางระหว่างฆ้องกับระฆังอย่างมากทีเดียว บทความนี้อยากชี้ให้เห็นถึงที่มาของกังสดาลว่าแตกต่างจาก “ฆ้อง” และ “ระฆัง” อย่างไร

ฆ้องพัฒนามาจากกลองมโหระทึก+คันฉ่องสำริด

ฆ้อง-Gong เป็นเครื่องดนตรีโบราณที่ปรากฏมีอยู่ในแทบทุกชนเผ่าชาติพันธุ์ของวัฒนธรรมอุษาคเนย์ ไม่ว่าคนบนที่สูงหรือชาวเล โดยมีจุดเริ่มต้นมาจาก “กลองมโหระทึก” (สามารถหาอ่านรายละเอียดเรื่องนี้ได้ใน “คนล้านนา” ฉบับก่อนๆ) ของชาว “จ้วง” ที่อาศัยในแคว้นกวางสี ตอนใต้ของจีน และแคว้นดองซอน ตอนเหนือของเวียดนาม ตั้งแต่ราว 3-4 พันปีมาแล้ว กลองมโหระทึกสร้างด้วยสำริดใช้ตีเพื่อขอฝน หน้ากลองตกแต่งลวดลายรัศมีพระอาทิตย์ตอนกลาง และประดับรูปกบขี่กันเป็นสัญลักษณ์แห่งการสืบพันธุ์เพื่อความอุดมสมบูรณ์

ต่อมา กลองมโหระทึกพัฒนาไปเป็น “ฆ้อง” ใช้วัสดุโลหะ ตั้งแต่ทอง เงิน ทองเหลือง สำริด ฯลฯ โดยมีลักษณะผสมระหว่าง “คันฉ่องสำริด” ของจีนซึ่งทำรูปนูนตอนกลาง (ตูม) พบหลักฐานภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ถ้ำตาด้วง จ.กาญจนบุรี กับภาพสลักนูนต่ำบนแผ่นหินที่ระเบียงนครวัด กัมพูชา รูปขบวนนักดนตรีแห่ “ฆ้อง” ซึ่งต้องใช้ไม้คานสอดหามบนบ่า

โดยแต่ละชนเผ่าในอุษาคเนย์มักมีชื่อเรียกคล้ายคลึงกัน อาทิ “ก๊อง” “คอง” “ม้อง” “กานัง” “กง” “กัง” มีชนเผ่าหนึ่งในฟิลิปปินส์เรียกฆ้องว่า “กังสะ” ชวนให้นึกถึงที่มาของคำว่า “กังสดาล” น่าจะมีรากศัพท์มาจาก “Gangza” หรือ “Gong” เช่นเดียวกัน แต่ความเป็นมาของตัว “กังสดาล” นั้น ทางโบราณคดีเชื่อว่าน่าจะพัฒนามาจาก “ระฆังหิน”

กังสดาล” พัฒนามาจาก “ระฆังหิน”

ระฆังหิน” ที่เชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดของ “กังสดาล” นั้นมีที่มาอย่างไร? พบว่าสืบสายวิวัฒนาการมาจากระฆังหินของวัฒนธรรมส่างและโจวในประเทศจีน อายุกว่า 3,500 ปี (ถือว่าอายุไล่เลี่ยกับกลองมโหระทึก) สร้างเพื่อใช้เคาะเรียกและส่งวิญญาณของผู้ตายที่เป็นชนชั้นสูง เมื่อเสร็จพิธีกรรมแล้วจะฝังระฆังหินไว้ในสุสาน รูปทรงระฆังหินของจีนมีการตกแต่งแกะสลักอย่างเป็นแบบแผน ในขณะที่ระฆังหินของไทย ทำจากหินภูเขาในแต่ละท้องถิ่นที่เป็นเนื้อหินปูนตามธรรมชาติและมีรูปทรงอิสระ อาจทำการตัดแต่งเล็กน้อย ให้ตอนปลายเรียวคล้ายวงพระจันทร์

ลักษณะสำคัญ คือมีการเจาะรูเป็นรูปวงกลม 1-2 รู เพื่อใช้ผูกแขวนกับเสาสำหรับตี ระฆังหินของไทยสร้างในยุคที่เรียกว่า “วัฒนธรรมทวารวดี” (พุทธศตวรรษที่ 11-16) สันนิษฐานว่ายุคแรกใช้ตีขณะทำ “พิธีกรรม” ที่มีขึ้นในเขตมณฑลศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อ “อำนาจเหนือธรรมชาติ” และพัฒนามาใช้ประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนา โดยแทนที่ด้วยรูปแบบของ “กังสดาลโลหะ” ในอีกราว 3-4 ศตวรรษถัดมา

แหล่งที่พบระฆังหินส่วนใหญ่อยู่ตามเมืองท่าชายฝั่งทะเลมากกว่าเมืองตอนในคาบสมุทร ทำให้ “คุณไมเคิล ไรท์” ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีอุษาคเนย์ชาวอังกฤษ (ล่วงลับไปแล้ว) ตั้งข้อสังเกตว่า “ระฆังหิน” นี้ในอีกมุมหนึ่งอาจเป็น “สมอเรือ” ได้หรือไม่

ฆ้อง ระฆัง กังสดาลในยุคพุทธกาล

คำว่า“ตีฆ้องร้องป่าว”เป็นสำนวนที่เราได้ยินกันมานาน มีที่มาจากยุคพุทธกาล  ในช่วงที่พระพุทธเจ้ากำลังจะเทศนาโปรดสัตว์โลก เมื่อเทวดารู้เข้าก็จะรีบ “ตีฆ้องร้องป่าว” ประกาศไปให้ทราบทั่วทั้งสามโลก (สวรรค์มนุษย์บาดาล) เพื่อให้มนุษย์ สัตว์ เทวดามาร่วมฟังธรรมพร้อมกัน

กรณีของ “ระฆัง” นั้น ตามประวัติพระพุทธศาสนา ได้มีการสร้างระฆังขึ้นครั้งแรกโดยนางวิสาขา ส่วนรูปทรงของระฆังที่เราเห็นกันคุ้นตา จุดเริ่มต้นก็หนีไม่พ้นการรับอารยธรรมจีนอีกเช่นกัน โดยพัฒนามาจาก “กระดิ่ง” ซึ่งมีลิ้นอยู่ข้างในใช้สั่นให้ไปกระทบกับโลหะที่ล้อมรอบ แล้วพัฒนาขนาดและรูปทรงจนกลายเป็นระฆัง

ใน “มหาปรินิพพานสูตร” กล่าวถึงการตรัสอธิบายของพระพุทธเจ้าต่อพระอานนท์ อัครสาวกว่าเหตุไรพระองค์จึงเลือกที่จะปรินิพพาน ณ กรุงกุสินารา (กุสาวดี) ดังนี้

กรุงกุสาวดีเป็นราชธานีที่อึกทึกครึกโครม เพราะเสียง 10 ชนิด ทั้งวันทั้งคืน ได้แก่ เสียงช้าง เสียงม้า เสียงรถ เสียงกลอง เสียงตะโพน เสียงพิณ เสียงขับร้อง เสียงกังสดาล เสียงประโคมดนตรี และเสียงพูดที่ว่า ท่านทั้งหลายโปรดบริโภค ดื่มเคี้ยวกิน”

เห็นได้ว่า ทั้ง ฆ้อง ระฆัง กังสดาลเป็นที่รู้จักกันมานานแล้วในอินเดียตั้งแต่ยุคพุทธกาล

ฆ้อง ระฆัง กังสดาล ในเอกสารโบราณ

ฆ้อง ระฆัง กังสดาล ปรากฏหลักฐานด้านลายลักษณ์หลายแห่ง เช่นในศิลาจารึกวัดพระยืน จ.ลำพูน ทำขึ้นเมื่อปี พ.. 1913 มีการระบุชื่อเครื่องดนตรีนานาชนิด ที่ใช้ประกอบขบวนแห่ต้อนรับพระสุมนเถระ ผู้ซึ่งพระญากือนาได้อาราธนามาจากเมืองสุโขทัย

ตีพาทย์ ดังพิณ ฆ้อง กลอง ปี่สรไน พิสเนญชัย ทะเทียด กาหล แตรสังข์มาน กังสดาล มรทงค์ ดงเดือด เสียงเลือด เสียงก้อง

ในเอกสาร “ไตรภูมิพระร่วง” หรือ “เตภูมิกถา” ที่เชื่อกันว่ารจนาโดยพระญาลิไทแห่งราชวงศ์สุโขทัย มีอายุร่วมสมัยกับจารึกวัดพระยืน พบหลักฐานรายชื่อเครื่องดนตรีจำนวนมาก ตอนพรรณนาถึงความวิเศษของอุตรกุรุทวีป

อันว่าฝูงผู้ชายอันอยู่ในแผ่นดินอุตรกุรุนั้นโสด รูปโฉมโนมพรรณเขานั้นงามดังบ่าวหนุ่มน้อยได้ 20 ปี บ้างเต้นบ้างรำบ้างฟ้อนระบำบรรลือเพลงดุริยดนตรี บ้างดีดบ้างสี บ้างตีบ้างเป่า บ้างขับสรรพสำเนียงเดียรดาษ พื้นฆ้อง กลอง แตรสังข์ ระฆัง กังสดาล มโหระทึก กึกก้องทำนุกดี” และอีกตอนหนึ่ง

เมื่อนั้นคนทั้งหลายได้ยินเสียงแห่งกงจักรแก้วอันผันแลต้องลม เสียงนั้นดังเพราะนักหนาแล เพราะกว่าเสียงพาทย์ แลพิณ ฆ้อง กลอง แตรสังข์ กังสดาล ดุริยดนตรี

สันนิษฐานว่า “กังสดาล” ยุคล้านนาสุโขทัย น่าจะเป็นรูป “ระฆังวงเดือน” เหมือนกับรูปลักษณ์ของ “กังสดาลเหล็ก” (กังสดาลเก่าสุดที่พบบนแผ่นดินล้านนา อาจเก่าถึงยุคหริภุญไชย) ได้มาจากวัดร้างกู่คำ จ. ลำปาง จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหริภุญไชย

การใช้งานของ ฆ้อง ระฆัง กังสดาล

โดยปกติทุกวัดย่อมมี ฆ้อง กลอง ระฆังเอาไว้ตีบอกโมงยามสำหรับกิจวัตรประจำวันของพระสงฆ์อยู่แล้ว ยิ่ง “ฆ้อง” นั้น ได้กลายมาเป็นเครื่องดนตรีในวงปี่พาทย์ ล้านนาเรียกวง “ป้าดก๊อง” คือแบบฆ้องวง ส่วนฆ้องเดี่ยวเรียกว่า ฆ้องหุ่ย (ฆ้องอุย) และฆ้องโหม่ง นอกจากนี้ฆ้องยังใช้ในการรบทัพจับศึก สร้างความฮึกเหิมน่าเกรงขาม เช่น ตอนสมเด็จพระนเรศวรมหาราชยกกองทัพออกไปรบกับพม่า มีกลอนกล่าวไว้ว่า 

ลั่นฆ้องศึกกระหึ่มก้องท้องธาณินทร์ องค์นรินทร์ยกออกสู้ศัตรูพาล

ส่วน กังสดาลมิได้สร้างขึ้นด้วยวัตถุประสงค์เดียวกันกับฆ้องและระฆัง ทว่าใช้เฉพาะพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น เช่น ตีให้ฤกษ์ในพิธีบวชลูกแก้ว รับขวัญนาค แห่ประโคมต้อนรับการเดินทางมาของบุคคลสำคัญ ในวัฒนธรรมไทขึนที่เชียงตุง หลังจากเทศน์เวสสันตระเสร็จในช่วงเทศกาลยี่เป็ง จะมีการเป่าแตรสังข์ และตีกังสดาล

ในพิธีปอยล้อส่งสการศพพระผู้ใหญ่ ขณะเคลื่อนปราสาทนกหัสดีลิงค์สู่จิตกาธาน จะมีการตีกังสดาล ผาง ฆ้องหุ่ย ตีเพื่อเป็นสัญญาณเปิดทางในการเคลื่อนขบวน และตีเป็นเครื่องสักการบูชา บอกให้เทพยดาร่วมรับรู้และกระทำการอนุโมทนา

ช่วงที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยเดินสายสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์วัดต่างๆ ทั่วล้านนา พบว่าท่านได้สร้างระฆังและกังสดาล (ชาวกะเหรี่ยงเรียก “ปาน”) ด้วยสำริดถวายวัดเหล่านั้นเกือบทุกแห่ง หลายใบมีจารึก เล่ากันว่าครูบาเจ้าศรีวิชัยนิยมให้ชาวกะเหรี่ยงตีปานเดินนำหน้าขบวนธรรมยาตราระหว่างการจาริกธุดงค์ และช่วงที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยมรณภาพ ศิษยานุศิษย์ก็พร้อมใจกันลั่นปาน ณ วัดบ้านปาง ทว่าดังกระหึ่มสะเทือนสะท้านทั่วล้านนา เพื่อส่งสการศพครูบาเจ้าศรีวิชัยไปสู่แดนนฤพานที่ท่านตั้งปรารถนา