สไบมอญลุ่มแม่ระมิงค์

0
151

ที่บ้านบ่อคาว ตำบลบ้านเรือน อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เป็นที่ตั้งของกลุ่มโบราณสถานรุ่นเก่า “เวียงเกาะกลาง” ซึ่งได้รับการขุดค้นขุดแต่งทางโบราณคดีโดยกรมศิลปากรตั้งแต่ปี 2547-2552 จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของนครหริภุญไชย

ชุมชนที่อาศัยอยู่รายรอบเวียงเกาะกลางเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นชาวมอญ (บ้างเรียก “เม็ง/เมงค์”) นอกจากนี้ยังมีชาวมอญที่อยู่ใกล้ชิดติดกันกับบ้านบ่อคาวอีกหมู่บ้านหนึ่งคือ “บ้านหนองดู่” ปัจจุบันบ้านหนองดู่และบ้านบ่อคาวมีประชากรที่ยังคงใช้ภาษามอญสื่อสารในชีวิตประจำวันเหลืออยู่ไม่มากนัก เพียงแค่ 500 กว่าครัวเรือนเท่านั้น

ลำน้ำแม่ระมิงค์ (แม่ปิง/พิงคนที) ยังกั้นกลางระหว่างชาวมอญอีกฟากหนึ่งจำนวนกว่า 300 ครัวเรือนด้วย นั่นคือชุมชนชาวมอญแถบวัดกอโชค วัดหนองครอบ และวัดป่าเจดีย์เหลี่ยม อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งในอดีตยุคที่การคมนาคมใช้ทางน้ำ ชาวมอญสองฝั่งนี้มีความผูกพันกันเสมือนเครือญาติ กระทั่งเมื่อมีการแบ่งเขตการปกครองให้ฝั่งตะวันออกขึ้นอยู่กับอำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน และฝั่งตะวันตกขึ้นอยู่กับอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ส่งผลให้สายสัมพันธ์ของชุมชาวมอญเริ่มค่อยๆ ห่างเหินกันไปบ้าง

พบว่าชาวมอญสองฟากลุ่มแม่ระมิงค์นี้ ยังเรียกขานพวกตนว่า “เม็งคบุตร” อันเป็นศัพท์ดั้งเดิม ที่ใช้เรียกสืบทอดคนเชื้อสายมอญโบราณที่มีความผูกพันกับพระนางจามเทวีตั้งแต่ยุคหริภุญไชย ถือเป็นชาวมอญกลุ่มสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่ในจังหวัดลำพูน-เชียงใหม่ เพียงแต่ว่าต่อมายังได้รับการผสมกลมกลืนกับชาวมอญกลุ่มใหม่ที่อพยพมาสมทบเป็นระยะๆ อีกด้วย อาทิเช่น ราว 500 ปีก่อนในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้มีชาวมอญจากหงสาวดีอพยพหนีพม่ามาอยู่ที่ลำพูนจำนวนหนึ่ง และต่อมาช่วงรัชกาลที่ 2-4 ได้มีการอพยพครอบครัวชาวมอญจากราชบุรี-กาญจนบุรีมาปักหลักอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำปิง-แม่น้ำวังอยู่หลายระลอกปะปนกับชาวมอญหริภุญไชยโบราณและมอญหงสาวดียุคพระนเรศวรที่ตกค้างอยู่ที่บริเวณเมืองป่าซาง

ในระหว่างที่มีการขุดค้นทางโบราณคดีที่เวียงเกาะกลางนั้นได้มีการพบหลักฐานปูนปั้นจากหลุมขุดค้นจำนวนมหาศาล ซึ่งครั้งหนึ่งเคยประดับตามส่วนต่างๆ ของสถาปัตยกรรมยุคล้านนา (หมายเหตุ รายละเอียดเกี่ยวกับซากโบราณสถานและโบราณวัตถุปูนปั้นนับสองพันชิ้น ที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่เวียงเกาะกลาง จักขอแยกกล่าวอย่างละเอียดในฉบับถัดไป ในฉบับนี้ขอโฟกัสเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ “สไบมอญ” เท่านั้นก่อน)

ได้มีการค้นพบลวดลายปูนปั้นชิ้นสำคัญที่มีทั้งรูปสัตว์หิมพานต์ เช่น กิเลน นาค คชสีห์ ดุรงคปักษิณ กินรี ฯลฯ ท่ามกลางลวดลายพันธุ์พฤกษา “ลายพันธุ์พฤกษา” หมายถึงลายดอกไม้ ลายใบไม้พลิกพลิ้ว รวมไปถึงลายกระหนกม้วน ลายกระหนกเปลว ลายเหล่านี้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่กลุ่มแม่บ้านหรือสตรีชาวมอญ ซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ในชุมชน นำไปใช้เป็นต้นแบบในการปักลวดลายบนผ้าสไบมอญให้เกิดอัตลักษณ์เฉพาะของคนมอญที่เวียงเกาะกลาง ซึ่งโดยปกติก็มีการปักเป็นลวดลายดอกไม้อยู่แล้ว แต่มักเป็น “ดอกพิกุล” และ “ดอกมะเขือ” เท่านั้น ยังไม่มีลวดลายพันธุ์พฤกษาที่ถอดแบบมาจากลายปูนปั้น

ภาษามอญเรียกผ้าสไบสตรีว่า “หญาดฮะเหริ่มโตะ” (บางสำเนียงออกเป็น “หยาดฮะหริ่มโต่ะ”) ถือว่า “ผ้าสไบ” เป็นของคู่กันกับ “แม่ญิงมอญ” โดยจะใช้ในทุกงานพิธีกรรมและในชีวิตประจำวัน เช่น งานบุญทางศาสนา งานรื่นเริง ขึ้นบ้านใหม่ มงคลสมรส งานสงกรานต์ ฯลฯ นอกจากฝ่ายหญิงจะห่มสไบแล้ว ฝ่ายชายก็มีการใช้ผ้าสไบเช่นกัน ผ้าสไบมอญของบุรุษมักมีสีแดงและปักเป็นรูปหงส์

ผ้าสไบแม่ญิงมอญมาตรฐาน มีขนาดความกว้างประมาณ 50 เซนติเมตร ยาว 180-250 เซนติเมตร ขอบสไบเป็นลายหยักโค้งต่อเนื่อง จากเดิมเคยปักลวดลายเป็นดอกพิกุล และดอกมะเขือ (ดอกไม้ห้ากลีบ) ตลอดทั้งผืน ต่อมาสตรีชาวมอญที่บ้านบ่อคาวได้ประยุกต์เอาลวดลายใบไม้ ดอกไม้ที่พบจากปูนปั้นประดับโบราณสถานเวียงเกาะกลางมาถอดแบบปักเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษด้วย ลายดอกไม้เล็กๆ กระจุ๋มกระจิ๋มมีสีสันสดใสเช่น แดง ส้ม เขียวตองอ่อน เขียวเข้ม เหลือง ขาว ฟ้า ชมพู

บริเวณกลางผ้าปักเป็นลาย “หงส์สีทอง” เพราะหงส์คือสัญลักษณ์ของเมืองหงสาวดี เมืองหลวงของชาวมอญ โดยผ้าที่ใช้ปักนั้นมักเป็นผ้าไหม สไบมอญถือเป็นงานละเอียดอ่อนที่ลูกผู้หญิงมอญทุกครัวเรือนต้องเรียนรู้วิธีการปักเย็บและลงมือทำด้วยตัวเองทุกคน ถือเป็นการอวดฝีมือประชันกัน หากสาวมอญคนใดปักไม่เป็น หรือปักไม่สวย จะถือว่าเป็นเรื่องน่าอับอายต่อคนในชุมชนอย่างยิ่ง

วิธีการห่มผ้าสไบของแม่ญิงมอญ แม่หลวงละเอียด ท้ายนาวา สตรีเชื้อสายมอญ บ้านบ่อคาว อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน (อนึ่ง ภาษาเหนือคำว่า ‘แม่หลวง’ มิได้จำเป็นจะต้องหมายถึงภริยาของผู้ใหญ่บ้านเสมอไป แต่หมายถึงผู้หญิงที่มีบทบาทในการเป็นผู้นำด้านศิลปะ ประเพณี ซึ่งแม่หลวงละเอียดถือเป็นนักอนุรักษ์วัฒนธรรมมอญพื้นถิ่นเมืองลำพูนผู้หนึ่ง) ได้อธิบายแก่ดิฉันว่า

ให้เริ่มจากนำผืนผ้าตามแนวยาวมาพับ 4 ทบ ให้เหลือเพียงเศษหนึ่งส่วนสี่ของความกว้างผืนผ้า พาดจากไหล่ซ้ายไปด้านหลัง อ้อมใต้รักแร้ขวา แล้วขึ้นไปทับบนไหล่ซ้าย โดยเอาด้านที่มีลายดอกไม้ออกด้านนอก หากไปงานรื่นเริงเที่ยวเล่น ก็ใช้คล้องคอแทนหรือพาดมาตรงๆ บนไหล่ซ้าย

การพับเป็น 4 ทบย่อมทำให้เห็นลวดลายเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ถ้าเช่นนั้นทำไมจึงต้องปักลวดลายตลอดทั้งผืนในเมื่อใช้งานเพียงด้านเดียว จากบทความของคุณสุกัญญา เบาเนิด นักโบราณคดีกรมศิลปากร เชื้อสายมอญ อธิบายว่า
“เป็นเพราะผ้าสไบต้องใช้ในงานพิธีต่างๆ เช่น ล้างเท้าพระในเทศกาลออกพรรษา สไบจะถูกคลี่ออกสำหรับปูรองเมื่อยามล้างเท้าพระ อีกกรณีใช้ในงานแต่งงาน โดยแม่ของฝ่ายเจ้าสาวจะคลี่ผ้าสไบรับขันหมาก เป็นต้น ทำให้จำเป็นต้องปักลวดลายให้สวยงามตลอดทั้งผืน เพราะเมื่อคลี่ออกจะได้เห็นความตั้งใจปัก นอกจากนี้แล้ว หากด้านหนึ่งที่ใช้งานบ่อยเกิดชำรุด ขาดเสียหาย สีซีด ก็พลิกอีกด้านหนึ่งออกมาใช้ ถือเป็นการยืดอายุการใช้งานของผ้าสไบนั่นเอง”

ส่วนเสื้อที่แม่ญิงสวมก่อนห่มสไบนั้นต้องใส่เสื้อซ้อน 2 ชั้น ชั้นในเป็นเสื้อคอกลมแขนกุดรัดรูปพอดีตัว สั้นแค่เอวสีสดใส กับเสื้อทับทำด้วยผ้าลูกไม้โปร่งบาง หากเป็นงานบุญใส่ผ้าลูกไม้สีขาว สำหรับงานทั่วไปใช้ผ้าลูกไม้สีอื่น ความยาวของแขนขึ้นอยู่กับช่วงวัย หากเป็นสาวรุ่นที่ยังไม่ได้แต่งงาน ต้องใส่เสื้อแขนยาวถึงข้อมือแสดงความรักนวลสงวนตัว ส่วนแม่ญิงมอญที่ออกเรือนแล้วให้ใส่เสื้อแขนสามส่วน เป็นการแยกความแตกต่างให้เห็นเผื่อมีชายหนุ่มที่ต้องการทราบว่าสตรีนางใดยังโสดหรือแต่งงานแล้ว จากนั้นคาดเข็มขัดเงินหรือเข็มขัดทองเหลืองทับ

ผ้านุ่งสตรีชาวมอญเป็นผ้าถุงเรียก “หนิ่นญ์” (บ้านบ่อคาวออกเสียงเป็น ‘นิน’ หรือ ‘กานิน’ ) ซึ่งสตรีมอญไม่นุ่งโจงกระเบนแบบสตรีเขมร ส่วนของบุรุษนุ่งผ้าโสร่งเรียก “เกลิจญ์” เป็นผ้าสีแดงตีตารางคล้ายผ้าขาวม้า ผ้าถุงของสาวมอญแตกต่างจากผ้าซิ่นกลุ่มชาติพันธุ์ไทเผ่าต่างๆ กล่าวคือ เป็นผ้าทอผืนเดียวไม่มีการต่อเชิงซิ่น มักเป็นผ้าสีพื้น หรือผ้าทอลายเดียวกันทั้งผืน นุ่งป้ายไปทางซ้าย แต่เดิมกี่ทอผ้าเป็นกี่เอวทำให้ทอผ้าได้หน้าแคบ ทำให้ต้องนุ่งผ้าถุงแบบผ่าหน้าพอดีตัว เวลาก้าวเดินมักเห็นขาขาววับๆ แวมๆ นิดหน่อยเรียกการนุ่งผ้าแบบนี้ว่า “ผ้าแหวก” แต่ปัจจุบันการนุ่งผ้าถุงของสาวมอญปรับเปลี่ยนเป็นผ้าหน้ากว้าง นุ่งทบซ้อนปิดขาด้านหน้าทั้งหมดตามชาติพันธุ์กลุ่มอื่นๆ

ท่านใดสนใจอยากได้ผ้าสไบมอญผืนงามไว้เป็นเครื่องประดับกาย หรือเป็นของฝากของที่ระลึก สามารถติดต่อคนในหมู่บ้านบ่อคาว เวียงเกาะกลางได้

“ฮก๊อต ซก ดั๊บ ซก ฮ่อย”
“มวยต่ำ-หางหนู”
ในอดีตสาวมอญไว้ผมทรงที่เรียกว่า “หางหนูปลายมอญ” (ให้นึกถึงทรงผมของคุณหญิงนิ่ม ภริยาของออกญาโกษาธิบดี (เหล็ก) สวมบทบาทโดย รัชนี ศิระเลิศ ในละครเรื่อง “ออเจ้า” เมื่อ 3-4 ปีก่อน เนื่องจากออกญาโกษาธิบดีมีเชื้อสายมอญ) ทรงผมนี้ยังปรากฏบนภาพจิตรกรรมฝาผนัง ในวิหารลายคำวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ในตัวละครต่างๆ เรื่องสังข์ทองด้วยเช่นกัน

จากการสัมภาษณ์ แม่หลวงละเอียด ท้ายนาวา เธอได้อธิบายถึงทรงผมของแม่ญิงมอญในอดีตนั้นว่าเป็นอย่างไรให้ดิฉันฟังว่า
“แม่ญิงมอญจะนิยมเกล้ามวยต่ำระต้นคอ ณ บริเวณที่เรียกว่าหางเต่าหรือท้ายทอย ภาษาเหนือเรียก ‘ง่อน’ หรือ ‘ม่อน’ ข้อสำคัญคือ ตรงท้ายทอยที่ไว้มวยต่ำนั้น จะต้องปล่อยปอยปมทิ้งไว้กระจุกหนึ่งที่เรียกว่า ‘หางหนู’ ภาษามอญเรียก ‘ซก ฮ่อย’ ซก แปลว่า ผม, ฮ่อย แปลว่า หนู ส่วนทรงผมเกล้ามวยต่ำของผู้หญิงมอญ เรียกโดยรวมว่า ‘ฮก๊อต ซก ดั๊บ’ ฮก๊อต คือการเกล้า, ซก คือ ผม, ดั๊บ คือ หัว”
สรุปอีกครั้ง การเกล้าผมแบบ “มวยต่ำ-หางหนู” ของชาวมอญเรียกว่า ฮก๊อต ซก ดั๊บ ซก ฮ่อย

แม่หลวงละเอียดยังอธิบายต่อไปอีกว่า คนที่ีมีฐานะก็มักเอา “หย่อง” (ปิ่น) ทองเหลืองรูปตัวยูมาเสียบกันมวยหลุดและทัดดอกไม้ประดับอีกชั้นหนึ่ง น่าเสียดาย ที่ปัจจุบันทรงผมเกล้ามวยต่ำ-หางหนู ไม่สามารถพบเห็นได้อีกแล้วในกลุ่มคนมอญล้านนา เพราะสาวมอญรุ่นใหม่มองว่า เป็นทรงที่ไม่เด่น ทำให้ศีรษะแบนไม่ทุย จึงเปลี่ยนไปเกล้ามวยสูงตามสมัยนิยมแบบคนไทย
*** ขอบคุณ ข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติมจาก คุณสุกัญญา เบาเนิด บทความจากวารสาร “รักษ์วัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์” และคุณองค์ บรรจุน บทความจากนิตยสารต่วยตู