ยื้อไม่อยู่ สั่งล็อกกรุง!ปริมณฑล – 4 จว. ชายแดนใต้แคมป์ฯ แตกคนงานเผ่นแล้ว เชียงใหม่พบโควิดพันธุ์แรง!

0
5

ล็อกดาวน์จนได้‼️ ราชกิจจาฯประกาศ คำสั่งล็อกพื้นที่ กรุงเทพฯ-ปริมณฑล-4 จังหวัดชายแดนใต้ รวม 10 จังหวัด มีผลแล้วเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.64 ผวา! แคมป์แรงงานแตก กลุ่มเสี่ยงสูงกระจายไปทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ด้านเชียงใหม่สถานการณ์ยังไม่น่าไว้ใจ พบผู้ติดเชื้อจากการกลายพันธุ์ของไวรัสโควิด-19 แล้ว ชี้เป็น “สายพันธุ์เดลตา” จากอินเดีย วัคซีน 2 เข็ม ส่อเค้าเอาไม่อยู่แน่ เฝ้าระวังคลัสเตอร์ผู้เดินทางกลับจากงานแต่งงานจังหวัดสตูล หลังพบผู้ติดเชื้อ 10 รายแล้ว ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่วนปัจจัยเสี่ยงก็พบการนำเชื้อเข้ามาจากต่างจังหวัด เพิ่มมากขึ้นทุกวัน ย้ำผู้ที่เดินทางเข้ามาสแกน CM-CHANA และกักตนเอง เน้นย้ำประชาชนป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด เดินหน้าฉีดวัคซีนให้ครอบคลุม สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ราชกิจจาฯประกาศ ล็อกดาวน์กรุงเทพ-ปริมณฑล และ 4 จังหวัดภาคใต้ สั่งปิดแคมป์ก่อสร้าง ห้ามทานอาหารในร้าน ห้างสรรพสินค้าปิดเวลา 3 ทุ่ม มีผลแล้ว 28 มิ.ย.นี้เป็นต้นไป

วันที่ 27 มิถุนายน 2564 เว็บไซต์ราชกิจจจานุเบกษา เผยแพร่ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 25) มีคำสั่งปิดสถานที่ก่อสร้าง ห้ามทานอาหารในร้าน รวมกลุ่มสังสรรค์ งานเลี้ยงรื่นเริง และห้างสรรพสินค้าสามารถเปิดได้ถึง 3 ทุ่ม ลงนาม โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยข้อกำหนดนี้ มีผลในพื้นที่กรุงเทพ-ปริมณฑล และพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดสงขลา

เนื้อหาโดยสรุปคือ 1.ล็อกดาวน์ปิดแคมป์ก่อสร้าง 30 วัน เพื่อเข้าควบคุมและชะลอการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 , 2.การจำหน่ายอาหารหรือเครื่องดื่มในร้านอาหารทั้งหมดให้เปิดดำเนินการเฉพาะการนำกลับไปบริโภคที่อื่นเท่านั้น , 3.ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้าคอมมูนิตี้มอลล์ ให้เปิดดำเนินการได้ถึงเวลา 21.00 น.โดยให้งดการให้บริการเพิ่มเติมในพื้นที่โรงมหรสพ โรงภาพยนตร์ สวนน้ำ พื้นที่นั่งรับประทานในศูนย์อาหาร และเพิ่มระยะห่างระหว่างบุคคลในพื้นที่พักคอย เพิ่มประสิทธิภาพของระบบหมุนเวียนอากาศ , 4.โรงแรม ศูนย์แสดงสินค้า ศูนย์ประชุมหรือสถานที่จัดนิทรรศการ ให้เปิดดำเนินการได้ตามเวลาปกติ โดยให้งดกิจกรรมจัดการประชุม การสัมมนา และการจัดเลี้ยง ,

5.ห้ามการจัดกิจกรรมซึ่งมีการรวมกลุ่มของบุคคลที่มีจำนวนรวมกันมากกว่ายี่สิบคน เว้นแต่กรณีได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ , 6.ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ และเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อในพื้นที่ควบคุมสูงสุด เข้าไปตรวจตราเขตชุมชน ตลาด หรือสถานที่ที่มีความเสี่ยงต่อการระบาด เมื่อพบแหล่งที่มีการระบาดของโรคเป็นกลุ่มก้อน ผู้ว่าราชการจังหวัดอาจดำเนินการสั่งปิดเขตชุมชน หรือสถานที่ดังกล่าวไว้เป็นการชั่วคราว , 7.ให้ประชาชนงดกิจกรรมทางสังคมที่มีการรวมกลุ่ม ในลักษณะการสังสรรค์ งานจัดเลี้ยงรื่นเริงในเขตพื้นที่ขวบคุมสูงสุดและเข้มงวด เป็นระยะเวลา 30 วัน เว้นแต่เป็นการจัดพิธีการตามประเพณีนิยม , 8.ให้เจ้าหน้าที่จากศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง กระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งจุดตรวจ ด่านตรวจ จุดสกัด เพื่อคัดกรองการเดินทาง อย่างน้อย 30 วัน ในเส้นทางคมนาคมเข้าออกชายแดนภาคใต้ และกรุงเทพ-ปริมณฑล โดยคำสั่งนี้มีต้ังแต่วันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป

ด้านนายแพทย์กิตติพันธุ์ ฉลอม ผู้ช่วยนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยถึงการกลายพันธุ์ของไวรัสโควิด-19 ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้ว่า ขณะนี้มีสายพันธุ์หลักๆ ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดคือสายพันธุ์เดลตา ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เริ่มต้นมาจากประเทศอินเดีย อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลพบว่าสายพันธุ์นี้ไม่ได้ทำให้เกิดการเสียชีวิตหรืออัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มมากขึ้น แต่มีความสามารถในการแพร่เชื้อได้มากกว่าสายพันธุ์อังกฤษประมาณ 1.4 – 1.6 เท่า ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่ได้ตรวจพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์เดลตาแล้วจำนวน 2 ราย เป็นผู้มีประวัติสัมผัสกับผู้ติดเชื้อที่จังหวัดปทุมธานี และในหลายพื้นที่ก็เริ่มพบสายพันธุ์นี้แล้วเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นกังวลคือประสิทธิภาพของวัคซีน เพราะสายพันธุ์เดลตาที่เกิดการกลายพันธุ์นี้อาจทำให้ประสิทธิภาพของวัคซีนลดลงและอาจต้องใช้ภูมิคุ้มกันที่สูงขึ้นกว่าเดิม กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ปรับแผนในการฉีดวัคซีนให้มีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ตามความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีสายพันธุ์ที่จะต้องระวังอย่างใกล้ชิดอีก 1 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์เบตา จากประเทศแอฟริกาใต้ ที่เริ่มพบการนำเชื้อเข้ามาในประเทศไทยแล้ว ซึ่งสายพันธุ์นี้ไม่ได้มีผลเรื่องความรุนแรงที่ชัดเจน แต่ที่น่ากังวลคือความสามารถในการแพร่เชื้อ เพราะฉะนั้นจังหวัดเชียงใหม่จะต้องได้รับการฉีดวัคซีนอย่างครอบคลุม และมีผู้ได้รับวัคซีนจนครบ 2 เข็ม หรือต้องมีการกระตุ้นเข็มที่ 3 โดยคาดว่าจะครอบคลุมและบรรลุเป้าหมายในช่วงปลายปี จึงต้องขอความร่วมมือประชาชนในการป้องกันตนเอง ทั้งการเว้นระยะห่าง 1-2 เมตร การสวมหน้ากากอนามัย การงดการรวมกลุ่มหรือทำกิจกรรมเสี่ยง หมั่นล้างมือ และเฝ้าระวังสังเกตอาการ ทั้งนี้หากพบอาการผิดปกติหรือมีประวัติเสี่ยงให้เข้ารับการตรวจได้ที่สถานพยาบาลใกล้บ้านทุกแห่ง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด