พระนอนแม่ปูคา 1 ใน 5 พระพุทธไสยาสน์ขนาดใหญ่ของล้านนา

0
155

ในดินแดนล้านนามีพระพุทธไสยาสน์หรือพระนอนจำนวนมากกว่า 30 แห่ง แต่องค์ที่มีขนาดใหญ่และได้รับยกย่องว่ามีความสำคัญมากเป็นพิเศษมีอยู่ 5 องค์ ได้แก่ พระนอนขอนม่วง พระนอนหนองผึ้ง พระนอนปาเก็ตถี่ พระนอนแม่ปูคา และพระนอนม่อนช้าง (องค์หลังนี้เป็นองค์เดียวที่อยู่ในลำพูน ส่วนสี่องค์แรกอยู่ในเชียงใหม่) ซึ่งในที่นี้ขอกล่าวถึงเฉพาะเรื่องราวของพระนอนแม่ปูคาเท่านั้น

วัดพระนอนแม่ปูคาตั้งอยู่เลขที่ 64 หมู่ที่ 5 ตำบลต้นเปา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ หรือตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองเชียงใหม่ ตามทางถนนเชียงใหม่ – สันกำแพง ผ่านสี่แยกต้นเปา เลี้ยวซ้ายเลยหมวดการทางสันกำแพงไปประมาณ 700 เมตร วัดพระนอนแม่ปูคาอยู่ทางซ้ายมือ แวดล้อมด้วยทุ่งนา

วัดพระนอนแม่ปูคามีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “วัดพระป้าน” ประวัติที่มาของชื่อวัดทั้งสองนามนี้ ปรากฏในตำนานพระป้านและตำนานพระเจ้าเลียบโลก ทั้งสองเล่มมีเนื้อความเหมือนกันว่า เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาพบนายอะโส (บางเล่มเขียน อะโน) เป็นชาวนา กำลังปั้นคันนาคือยกคันนาให้สูงเพื่อขังน้ำไว้ในนา พระพุทธองค์ถามชาวนาว่ากำลังทำอะไร เขาตอบว่าปั้นคันนา จึงเป็นที่มาของชื่อวัดพระป้าน (ปั้น) ชาวนาได้หาหญ้าคามาปูลาดให้พระพุทธเจ้าประทับค้างแรมที่นั้น รุ่งเช้าเขานำภัตตาหารมาถวาย พระพุทธองค์จึงประทานพระเกศา 1 เส้น (บ้างก็ว่า 3 เส้น) ให้พร้อมทำนายว่าต่อไปสถานที่แห่งนี้จะรุ่งเรืองด้วยพระพุทธศาสนา เป็นเมืองใหญ่ ภายหน้าจะมีผู้มาสร้างวัดบริเวณนี้ได้ชื่อว่า “วัดพระป้าน” และแม่น้ำที่ไหลผ่านได้ชื่อว่า “แม่ปูคา” และชี้สถานที่ให้นายอะโสสร้างพระพุทธรูปไสยาสน์ ภายหลังจึงเรียกชื่อว่า “วัดพระนอนแม่ปูคา” ด้วยเหตุนี้แล้ว ในเจดีย์วัดพระนอนแม่ปูคา จึงบรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า

ส่วนหลักฐานด้านการก่อสร้างพระพุทธรูปปางไสยาสน์องค์ใหญ่นั้น จากรูปแบบศิลปกรรมทำให้ทราบว่าสร้างขึ้นในสมัยล้านนาราวพุทธศตวรรษที่ 20 และคงได้รับการยกฐานะให้เป็นวัดสำคัญในระยะต่อมา จากป้ายบรรยายประวัติวัดระบุว่า วัดเริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อปี 2200 เสร็จแล้วจึงตั้งขึ้นเป็นวัดเมื่อ พ.ศ. 2203 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาปี 2205

วัดพระนอนแม่ปูคาอยู่ในสภาพวัดร้างนานหลายปี จนกระทั่งวันที่ 2 กรกฎาคม 2452 พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ได้เสด็จเยือนวัดพระนอนแม่ปูคา หลังจากเสด็จที่ว่าการอำเภอแม่ออนแล้ว (ในอดีตอำเภอสันกำแพงเคยมีชื่อว่าอำเภอแม่ออนมาก่อน) ทรงเก้าอี้คานหามถึงวัดพระนอน บ่าย 4 โมง 20 นาที ทรงนมัสการพระนอนแล้ว ถวายปัจจัยแก่พระสงฆ์ 3 รูป รูปละ 3 รูเปีย สามเณร 9 รูป รูปละ 1 รูเปีย

พ.ศ. 2471 ครูบาเจ้าศรีวิชัยได้มาเป็นประธานสร้างเจดีย์ และวิหารครอบพระนอน มีหลักฐานยืนยัน บนผนังด้านทิศตะวันตกด้านปลายพระบาท เป็นคำจารึกอักษรธัมม์ล้านนาในกรอบซุ้มพญานาค เขียนโดยขุนเปาเปรมประชาว่า

มังคละวุฒิสรีสวัสสดี จุลสักกราชได้ 1289 ตัว ปีเปิกสี เดือนยี่ แรม 10 ฅ่ำ ภ.. 2471 หมายมีครูบาสีวิเชยฺยา วัดบ้านพาง เปนเค้า พร้อมด้วยพระสังฆเจ้าชุตนๆ แลสัทธาพายนอกชุฅนๆ ได้มาฅิดการก่อส้างยังวิหารหลังนี้ เสี้ยงเงิน = 33,515 รูเพีย ปลาย 67 สทางค์ แลได้หื้อทานเมื่อปีกดสง้า เดือน 6 แรม 1 ฅ่ำ ภ.. 2473”

สรุปใจความได้ว่า ครูบาเจ้าศรีวิชัยมาเป็นประธานในการสร้างวิหารพระนอนเมื่อปี 2471 หมดเงินค่าก่อสร้างทั้งสิ้น 33,515 รูเปีย 67 สตางค์ สร้างเสร็จมีงานฉลองในปี 2473 งานฉลองถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เป็นระยะเวลาถึง 1 เดือนเต็ม

พระครูสังฆรักษ์ อุเทนะ อุเทโน เจ้าอาวาสวัดเล่าว่า ผู้ที่ไปนิมนต์ครูบาเจ้าศรีวิชัยมาคือ “ขุนเปาเปรมประชา” เป็นกำนันตำบลต้นเปา พร้อมด้วย “ขุนปูคาคณิสร” กำนันตำบลแม่ปูคา เนื่องจากเดิมวัดพระนอนแม่ปูคา ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างสองตำบล ปัจจุบันสังกัดตำบลต้นเปา แต่อันที่จริงเพียงแค่ข้ามถนนไปก็เป็นตำบลแม่ปูคาแล้ว ขณะนั้นครูบาเจ้าศรีวิชัยจำพรรษาอยู่วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ ในฐานะเจ้าอาวาส อันที่จริงทั้งสองขุนพยายามไปนิมนต์ครูบาเจ้าศรีวิชัยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2468-2469 แล้ว แต่ว่าช่วงนั้นครูบาเจ้าศรีวิชัยไม่ค่อยว่างติดภารกิจเดินสายไปบูรณะวัดวาอารามมากมายหลายแห่ง จนกระทั่งท่านรับนิมนต์มาที่นี่เมื่อปี 2471

จากเอกสารที่แสดงถึงการเดินทางมานมัสการพระนอนของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี แสดงให้เห็นว่าเมื่อครูบาเจ้าศรีวิชัยมาบูรณะวิหารนั้น วิหารหลังเดิมก็คงมีอยู่แล้ว ท่านได้รื้อวิหารหลังเก่าลง และสร้างหลังใหม่ขึ้นทั้งหมด การประดับตกแต่งวิหารมีหลายส่วนที่เหมือนกับวิหารวัดสวนดอก อาทิ การตั้งใจเผยให้เห็นโครงสร้างอาคารที่หล่อด้วยคอนกรีตดาดสำเร็จรูป การใช้ค้ำยันภายในอาคารที่หล่อปูนจากแม่พิมพ์เป็นรูปหนุมานหาวเป็นดาว หรือซุ้มประตู-หน้าต่างรายรอบวิหารด้านนอกที่ทำสองข้างเป็นรูปหน้ากาล-มกรคายนาค เป็นต้น ทว่าใน พ.ศ. 2473 ที่วิหารสร้างเสร็จแล้วนั้น ยังไม่มีการสร้างวิหารวัดสวนดอก ซึ่งตามประวัติเริ่มสร้างใน พ.ศ. 2475 ด้วยเหตุนี้แล้ว วิหารวัดพระนอนแม่ปูคาจึงเป็นต้นแบบให้กับการสร้างวิหารวัดสวนดอก และวิหารทั้งสองก็น่าจะสร้างจากช่างกลุ่มเดียวกัน ซึ่งมีการระบุว่ามีครูบาอภิชัยขาวปีเป็นหัวหน้าสล่า

ในการสร้างวิหาร มีขุนเปาเปรมประชา หรือกำนันอินถา ไชยซาววงค์ เป็นศรัทธาใหญ่ ขุนเปาเป็นชาวสันกำแพง เคยเป็นครูสอนที่โรงเรียนวัดสันกำแพง เป็นผู้นำการสร้างโรงเรียนประชาบาล สถานที่ฝึกอาชีพเยาวชนในด้านการทอผ้า การทำร่ม และการแกะสลัก นอกจากที่ท่านได้ร่วมกับครูบาเจ้าศรีวิชัยสร้างวิหารวัดพระนอนแม่ปูคาแล้ว ยังได้เป็นศรัทธาช่วยซ่อมสร้างวัดพระสิงห์ก่อนหน้านั้น และต่อมาได้สร้างวัดสวนดอก รวมถึงสร้างถนนทางขึ้นสู่ดอยสุเทพด้วย

ปัจจุบันพระครูสังฆรักษ์ อุเทนะ อุเทโน ดำเนินการจัดสร้างอุทยานศีลธรรม ในอุทยานมีพิพิธภัณฑ์วัดพระป้าน และสารูปครูบาเจ้าศรีวิชัยนั่งขนาดใหญ่ ลักษณะแบบเดียวกับที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดดอยติ จังหวัดลำพูน หน้าตัก 5 เมตรสูง 7 เมตรหนัก 7,000 กิโลกรัม เพื่อเชิดชูเกียรติคุณครูบาเจ้าศรีวิชัย โครงการนี้เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2556 โรงหล่อกุลวัฒนาเป็นผู้ปั้น

นอกจากนี้ยังมีประเพณีการสรงน้ำพระนอน อันเป็นประเพณีโบราณที่สืบทอดกันมายาวนาน จัดงานในวันเพ็ญเดือนสามเป็นประจำทุกปี

ภายในวัดประกอบด้วยวิหารพระนอน ด้านทิศตะวันออกของวิหารเป็นเจดีย์ ระหว่างเจดีย์กับวิหารมีซุ้มประดิษฐานรูปเคารพครูบาเจ้าศรีวิชัย อุโบสถตั้งอยู่หน้าวิหาร ระหว่างอุโบสถกับวิหารเป็นหอระฆัง ถัดลงไปทางทิศตะวันตกเป็นหมู่กุฏิที่พัก ทั้งเขตพุทธาวาสและสังฆาวาสตั้งรวมอยู่ภายในกำแพงวัด

ผลงานของครูบาเจ้าศรีวิชัยที่วัดพระนอนแม่ปูคาปรากฏชัดเจน ได้แก่ พระเจดีย์ วิหารพระนอน และโบราณวัตถุภายในวิหาร

พระธาตุเจดีย์เป็นทรงระฆังบนฐานสูง อันเป็นรูปแบบตามความนิยมในสมัยครูบาเจ้าศรีวิชัย องค์ระฆังประดับกระจกสีชิ้นเล็กๆ รูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน เหนือบัลลังก์ขึ้นไปปิดทอง ส่วนอื่นทาสีขาว ฐานที่สูงชะลูดเกิดจากการยืดส่วนฐานสี่เหลี่ยมย่อเก็จ และส่วนรองรับองค์ระฆังที่เป็นฐานเขียงกลม 3 ชั้นรับฐานบัวกลมอีก 3 ชั้น เพราะฐานที่ยืดสูงองค์ระฆังจึงดูเล็กมากเมื่อเทียบกับฐาน

พระธาตุเจดีย์มีการบูรณะเฉพาะส่วนยอดราว 20 ปีที่ผ่านมา มีการทำรูปช้างประดับตรงองค์บัลลังก์แทนปีนักษัตรคือปีกุญ (กุญชร-ช้าง) ของผู้บูรณะ ซึ่งไม่ปรากฏนามว่าทำในยุคเจ้าอาวาสรูปใด ต่อมามีการทาสีขาวในส่วนฐานใหม่ เมื่อปี 2554

วิหารพระนอนเป็นวิหารก่ออิฐถือปูน สร้างบนผังแบบอาคารตรีมุขคล้ายตัว T ยาวไปตามแกนทิศตะวันออก – ตะวันตก ในตอนกลางของผนังด้านทิศเหนือก่อมุขยื่นออกมาทำเป็นประตูทางเข้าหลัก มี 3 ประตู ด้วยเหตุนี้องค์พระพุทธไสยาสน์ซึ่งมีความยาวประมาณ 30 ศอก หรือราว 15 เมตร จึงหันพระเศียรไปทางทิศตะวันออก และหันพระพักตร์ไปสู่ทิศเหนือ ประทับนอนตะแคงขวา พระหัตถ์ซ้ายทอดยาวไปตามพระวรกาย พระบาทเสมอกัน ครองจีวรเล่นริ้ว นอกจากประตูหลักด้านทิศเหนือแล้ว ยังมีประตูเข้าด้านทิศตะวันตก ข้างพระบาทพระพุทธรูป

ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลงานคุมงานการก่อสร้าง หรือเป็นช่างใหญ่คือครูบาอภิชัยขาวปี ลักษณะการก่อสร้าง การใช้คานคอนกรีตหล่อรับน้ำหนัก และการจัดวางช่วงเสา จะเหมือนกับโครงสร้างวิหารที่วัดสวนดอก คือมีเสา 6 ต้น

สล่าพื้นบ้านที่เคยช่วยครูบาเจ้าศรีวิชัยก่อสร้างวิหารพระนอนแม่ปูคา ถือเป็นคนสุดท้ายในละแวกนี้ ที่ยังพอสืบค้นชื่อมาได้ เป็นชาวบ้านสันพระเจ้างาม มีชื่อว่า “พ่อน้อยคำ สิทธิชัย” เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2556 สิริรวมอายุได้ 98 ปี สมัยที่เป็นเด็กอายุ 9 ขวบ ได้บวชเป็นสามเณรโดยมีครูบาเจ้าศรีวิชัยเป็นพระอุปัชฌาย์ให้

เสาบางต้นมีคำจารึกเป็นอักษรธัมม์ล้านนา ดังเช่นเสาต้นหนึ่งเขียนว่า

มังคละวุฒิสรีสวัสสดี จุลสักกราชได้ 1292 ตัว ปีกดสง้า ปถมมูลสัทธาหมายมีแม่ออนหลวง บ้านปูฅา หัวฝาย เปนเค้า พร้อมกับลูกเต้าแลญาติพี่น้องชุฅนๆ ก็ได้บอริจาคซัพท์ส้างเสา แลขื่อรวมเปนเงิน 300 รูเพียดังนี้ ถวายหื้อเปนทาน ขอหื้อเปนมัคคผละกับตนตัวข้าแลลูกเต้า ชุฅนๆ จิ่มเตอะ ทินนํวตฺตเมทานํ นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ โหนฺตุโนนิจฺจํ ดังนี้”

วิหารพระนอนหลังยุคครูบาเจ้าศรีวิชัย มีการบูรณะเรื่อยมาด้วยการเสริมหรือแซม ปรับเปลี่ยนวัสดุบางอย่างในส่วนที่ชำรุดไปเล็กๆ น้อยๆ แต่ถือว่าไม่ได้เป็นการบูรณะอย่างเป็นจริงเป็นจัง

ดังเช่นประมาณปี 2513-2514 บริษัทนิยมพานิชมาเป็นเจ้าภาพในการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังขึ้นมาใหม่จากวิหารหลังเดิมปล่อยพื้นผนังว่างเป็นสีขาว เนื่องมาจากครูบาเจ้าศรีวิชัยต้องการขับเน้นลวดลายกระจกสีที่ประดับตามส่วนต่างๆ ให้มีความโดดเด่นแวววาวจึงไม่มีความจำเป็นต้องเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังใดๆ

นอกเหนือไปจากวิหารพระนอนและพระธาตุเจดีย์แล้ว ยังมีสิ่งที่เป็นเครื่องระลึกนึกถึงครูบาเจ้าศรีวิชัยอีกหลายสิ่ง ได้แก่ พระเจ้าค่าคิง สัตตภัณฑ์ ธรรมาสน์ไม้แกะสลัก รอยมือรอยเท้าบนแผ่นผ้าขาว (ฮอยปะต๊ะ – บาท/ปาทะ) สารูปครูบาเจ้าศรีวิชัยอีก 3 รูป ฯลฯ

หมายเหตุ ข้อมูลจากหนังสือ “ครูบาเจ้าศรีวิชัย” จัดพิมพ์โดยสมาคมชาวลำพูน (กรุงเทพมหานคร) เรียบเรียงโดย ดร.เพญสุภา สุขคตะ