“ซันสวีท” นำร่องเปิดทางเกษตรกรสมาร์ทฟาร์มมิ่ง

0
7

“ซันสวีท” ชู สมาร์ทฟาร์มมิ่ง วางแนวทางการทำเกษตรอัจฉริยะ สร้างนวัตกรรมแบบเปิด ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเข้าถึงเทคโนโลยีได้ง่าย แนะรัฐสร้างความเข้มแข็งภาคเกษตร ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานการบริหารจัดการน้ำเต็มรูปแบบ

ดร. องอาจ กิตติคุณชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การดำเนินกิจการของบริษัท ซันสวีทฯ ผู้ประกอบการทางด้านการเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร ทั้งการผลิตและส่งออก มีการเพาะปลูกแบบเกษตรอัจฉริยะ (smart farming) ในลักษณะเกษตรพันธสัญญาหรือ contract farming โดยพื้นที่โรงงานและบริษัทตั้งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีการส่งออกข้าวโพดหวานบรรจุกระป๋อง แช่แข็ง และสุญญากาศ ไปยังต่างประเทศประมาณ 50-70 ประเทศ มีจำนวนลูกค้ากว่า 200 ราย และมีการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกวัตถุดิบประมาณ 150,000 ตันต่อปี โดยมีเกษตรกรอยู่ในคอนแทค ฟาร์มมิ่ง ทั่วพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบนรวมกว่า 20,000 ครอบครัว
ซึ่งในมุมการมองภาพอนาคตของเกษตรกรไทย ดร. องอาจ กล่าวว่า เป็นส่วนสำคัญมากเพราะประเทศไทยมีรายได้จากการเกษตรเป็นสัดส่วนถึง 30% และมีความเกี่ยวข้องกับประชากรจำนวนมากในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร แต่ปัญหาสำคัญคือประเทศไทยยังขาดแคลนการพัฒนาเรื่องการเกษตร อย่างไรก็ตาม ถือเป็นเรื่องดีที่ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางด้านวิทยาศาสตร์ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และราคาไม่แพงเหมือนในอดีต อย่างบริษัท ซันสวีทฯ เอง ที่ได้เริ่มทำการเกษตรแม่นยำสูง ตั้งแต่ปี 2012 ในช่วงแรกหลายคนคิดว่าเป็นเรื่องที่ยังไม่จำเป็น อีกทั้งเกษตรกรไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีต่างๆ ได้ถูกนำมาใช้อย่างแท้จริง เริ่มเข้าไปถึงเกษตรกรมากขึ้น และแก้โจทย์ให้ภาคการเกษตรได้ ทั้งการแก้ไขปัญหาเรื่องระบบน้ำ ดิน การให้ปุ๋ย หรือเรื่องของเมล็ดพันธุ์ หากไม่ได้นำเอาเทคโนโลยีหรือองค์ความรู้ต่างๆ ในยุคสมัยใหม่มาใช้ เกษตรกรจะดำรงชีวิตต่อไปได้อย่างยากลำบาก
ดร. องอาจ ยังกล่าวถึงการนำเทคโนโลยีนวัตกรรมเข้ามาใช้ในธุรกิจกว่าสิบปี ว่า ทางบริษัทฯ ทำตั้งแต่เรื่องน้ำ โดยได้ร่วมมือกับบริษัทด้านเทคโนโลยี ทำแอปพลิเคชันให้เกษตรกรใช้ผ่านโทรศัพท์มือถือ ช่วยพยากรณ์สภาพภูมิอากาศได้ล่วงหน้า ตั้งแต่ 3 เดือนไปจนถึง 9 เดือน มีความแม่นยำ 60-70% ทำให้เกษตรกรรู้ว่าในอนาคตพวกเขาจะมีน้ำเพียงพอในการเพาะปลูกหรือไม่ และในปัจจุบันใช้น้ำได้เหมาะสมหรือไม่ อีกส่วนหนึ่งมีการทำแอปพลิเคชันการจองปลูก เพื่อให้เกษตรกรสามารถวางแผนการปลูกพืชผลทางการเกษตรได้อย่างเป็นระบบ ในส่วนการส่งขายสินค้า มีระบบส่งโดยใช้การจองผ่านโทรศัพท์มือถือเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกษตรกรทำได้ เข้าถึงได้ง่าย และเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาสำคัญเรื่องโครงสร้างพื้นฐานในการทำการเกษตรได้อย่างครบวงจร ซึ่งการปรับเปลี่ยนโครงสร้างโดยใช้เทคโนโลยีและด้วยการบริหารการจัดการที่ดี สุดท้ายแล้วจะเพิ่มประสิทธิภาพ ประสิทธิผลในการผลิตได้มากขึ้น และทำให้เกษตรกรมีรายได้อย่างมั่นคง

ทั้งนี้ ดร. องอาจ ได้กล่าวเสริมว่า ต้องการผลักดันให้สิ่งที่ทำอยู่ ขยายผลไปในกลุ่มอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม อยากให้นำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ มากกว่าการซื้อพืชผลการเกษตรที่เป็นไปตามภาวะการตลาดอย่างเดียว สำหรับกลุ่มเกษตรกร เริ่มใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ได้มากขึ้น แต่ยังต้องมีการกระตุ้นให้เกิดการเข้าถึงเทคโนโลยีในวงกว้าง ให้เกษตรกรเห็นประโยชน์จากการใช้งานจริง ในส่วนของภาครัฐ ต้องมองในเรื่องระบบบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานทางด้านการเกษตรของประเทศ ในการแก้ไขเรื่องน้ำแล้ง น้ำท่วม ด้วยวิทยาศาสตร์ ซึ่งการลงทุนนั้นคุ้มค่า ทั้งด้านการเงินและสังคม รัฐบาลต้องให้ความสำคัญในการลงทุนในส่วนนี้ เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยเฉพาะเรื่องน้ำชลประทาน ทั้งภาคการเกษตร น้ำกิน น้ำใช้ ของประเทศอย่างถาวร อีกกลุ่มหนึ่งที่สำคัญ คือสถาบันการศึกษา ต้องปรับให้เป็นการเรียนแบบลงไปในสนาม การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย การเรียนรู้ต่างๆ ต้องเปลี่ยนไปอยู่หน้างาน เชื่อว่าภาคเอกชนพร้อมเปิดกว้าง ร่วมมือกับทางภาคสถาบันการศึกษาในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ไปพร้อมกัน