วัดป่าแดงมหาวิหาร หนึ่งหน้าตำนานแห่งศึกสองสงฆ์

0
76

ชื่อของวัดป่าแดงนั้น เชื่อว่าทุกท่านคงเคยได้ยินกันบ่อยครั้ง ว่าเป็นที่ตั้งของนิกาย “คู่ขัดแย้ง” อันกลายเป็นตำนานอันลือลั่นราว 500-600 ปีก่อน นั่นคือระหว่างนิกาย “สวนดอก” กับนิกาย “ป่าแดง” คนส่วนใหญ่ทราบดีว่าวัดสวนดอกตั้งอยู่ที่ไหน ในขณะที่หลายคนไม่เคยไปวัดป่าแดง เหตุที่ไม่ได้ตั้งอยู่ติดถนนใหญ่ แต่อยู่ในซอยลึกซ้ำเป็นไหล่เขา นั่นคือในซอยที่เยื้องประตูวิศวะของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สามารถเข้าได้หลายซอย

วัดป่าแดงมีชื่อเต็มว่า วัดป่าแดงมหาวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ 71 บ้านใหม่หลังมอ ถนนสุเทพ ซอย 4 หมู่ที่ 14 ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่ไปทางทิศตะวันตก ระยะทางประมาณ 17.9 กิโลเมตร

                 วัดป่าแดงมหาวิหาร นามดั้งเดิมคือ “วัดแพะป่าตึง” สร้างบนเขตอุทยานสวนป่าพะยอม ถือเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างวัดสวนดอกสู่วัดพระธาตุดอยสุเทพ ซึ่งสมัยก่อนที่ยังไม่มีการตัดเส้นทางถนนขึ้นสู่ดอยสุเทพโดยครูบาเจ้าศรีวิชัย นักจาริกแสวงบุญจำเป็นต้องใช้เส้นทางสายวัดป่าแดงเป็นจุดสำหรับขึ้นดอยสุเทพ

                วัดป่าแดงสร้างเมื่อ พ.ศ. 1973 สมัยพระญาสามฝั่งแกน (พ.ศ. 1945 – 1984) เพื่อใช้เป็นที่พำนักของพระมหาญาณคัมภีร์ และคณะสงฆ์ซึ่งเดินทางกลับจากการศึกษาพระพุทธศาสนาที่ลังกา พระมหาญาณคัมภีร์ได้อัญเชิญพระไตรปิฎก พระพุทธรูป และต้นพระศรีมหาโพธิ์มาปลูกในวัดแห่งนี้ด้วย ต่อมาเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนานิกายลังกาวงศ์ใหม่ (ฝ่ายสีหฬ /สิงหล) หรือนิกายป่าแดง

          พ.ศ. 1990 พระเจ้าติโลกราช (พ.ศ. 1984 – 2030) ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนานิกายป่าแดงมาก ทรงผนวชชั่วคราว ณ อารามแห่งนี้ โดยมีพระมหาญาณมงคลเป็นพระราชอุปัชฌาย์ มีพระอดุลศักตยาธิกรณมหาสามีเป็นพระอนุสาวนาจารย์ ในปีเดียวกันนั้น พระเจ้าติโลกราชโปรดให้ใช้วัดป่าแดงเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพ ภาษาล้านนาเรียก “พิธีส่งสการ” ของพระราชบิดา (พระญาสามฝั่งแกน) และต่อมาของพระราชมารดา (ในปี 1992) 

                พ.ศ. 1995 พระเจ้าติโลกราชโปรดให้สร้างพระอุโบสถหลังหนึ่ง พร้อมด้วย “มหาสิงห์” ณ บริเวณที่ส่งสการพระราชมารดา พร้อมตั้งชื่อวัดว่า “วัดอโศการาม” ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็น “มหารตฺตวนาราม” คำว่า “รตฺต” หมายถึง “สีแดง” เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์บริเวณนี้มีต้นไม้แดงขนาดใหญ่เป็นจำนวนมาก พระเจ้าติโลกราชพระราชทานที่ดิน 20 วา รอบโรงอุโบสถเป็นเขตวิสุงคามสีมา จัดงานฉลองสมโภชในปี 1997

                สถูปบรรจุพระบรมอัฐิของพระราชบิดาและพระราชมารดาของพระเจ้าติโลกราช สูง 23 วา ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ 13 วา เป็นเจดีย์ทรงช้างล้อมทำด้วยปูนปั้นยืนถัดขึ้นไปเป็นแถวซุ้มจระนำรองรับเจดีย์ทรงระฆังตอนบน รูปแบบเจดีย์มีความสัมพันธ์กับเจดีย์วัดช้างล้อม ศรีสัชนาลัย กรุงสุโขทัย กรมศิลปากรได้ทำการบูรณะ ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อ พ.ศ. 2543 ที่ดินอยู่ในการดูแลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ท่ามกลางบ้านเรือนเอกชนสร้างประชิดโอบล้อมทั้งสี่ทิศ บริเวณนี้เรียกกันว่า “เฮือนป้อเลี้ยง”

                พ.ศ. 2060 พระเมืองแก้ว โปรดให้รื้อปราสาทที่ตั้งอยู่บริเวณบ้านศรีภูมิมาสร้างเป็นมณฑปที่วัดป่าแดงเพื่อเป็นกุฏิของพระมหาเถรสัทธัมสัณฐิระ (ซึ่งทรงนิมนต์พระมหาเถรรูปนี้มาจากวัดมหาโพธารามตั้งแต่ปี 2050 ให้มาจำพรรษาที่วัดป่าแดง) พระเมืองแก้วเสด็จมาควบคุมการก่อสร้างและบูรณะเสนาสนะต่างๆ ในวัดนี้ด้วยพระองค์เองจนแล้วเสร็จ ได้มีการพรรณนาว่า “งามดั่งว่าถ่ายทอดพิภพท้าวอธิบดีสุราลัย” ทั้งยังมีการคัดลอกพระไตรปิฎกจำนวนมาก เมื่อ พ.ศ. 2065 ถือเป็นการสืบทอดพระธรรมครั้งสำคัญ

                วัดป่าแดงถูกทิ้งร้างในช่วงที่ล้านนาตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า เสนาสนะชำรุดทรุดโทรม ในยุครัตนโกสินทร์ นับแต่สมัยพระญากาวิละ (พ.ศ. 2325 – 2358) เป็นต้นมา ได้มีการสร้างที่พักสงฆ์ขึ้น และมีพระสงฆ์อยู่จำพรรษาเป็นบางช่วง

                พระวิหารที่เคยสร้างมาตั้งแต่สมัยล้านนา ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2361 ตรงกับยุคของพระญาธัมมลังกา (พ.ศ. 2359 – 2364) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 2 ภายในวิหารใช้โครงสร้างแบบ “ขื่อม้าตั่งไหม” มี “กู่ลาย” หรือมณฑปโขงพระเจ้าทรงปราสาทที่ต่อเชื่อมอยู่ที่ท้ายวิหาร คล้ายเป็นห้องคันธกุฎีสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป การประดับตกแต่งองค์ประกอบสถาปัตยกรรมตามส่วนต่างๆ ของวิหาร เช่น ที่หน้าแหนบ เสารองรับหลังคา มณฑปโขงพระเจ้า ล้วนใช้กรรมวิธี “สะทายจิ๋น” หมายถึงใช้ปูนปั้นเส้นเล็กๆ ผูกขดลวดลายบนพื้นรักดำหรือชาดสีแดง จากนั้นมีการปิดทองและฝังกระจกสีในบางส่วน

          ครูบาเจ้าศรีวิชัยเดินทางมาวัดป่าแดงหลายครั้ง ครั้งแรกในปี 2465 ปรากฏหลักฐานอยู่ในคำคร่าวประวัติของท่าน ที่เขียนโดยพระภิกษุท้าวสุนทรพจนกิจ ในช่วงที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยกำลังเตรียมขบวนเดินทางไปบูรณะพระวิหารวัดพระเจ้าตนหลวง พะเยา และได้แวะตามวัดต่างๆ โดยออกจากลำพูนข้ามแม่น้ำปิงมาทางตำบลขุนคง อำเภอหางดง และตำบลแม่เหียะ อำเภอเมืองเชียงใหม่ หลังจากที่เสร็จภารกิจการสร้างศาลา 1 หลัง และแท่นแก้วรวมทั้งพระประธานในวิหารวัดดอนปิน (ปัจจุบันเรียกต้นปิน) แล้ว คณะของครูบาเจ้าศรีวิชัยได้เดินทางมาพำนักที่วัดป่าแดง 5 คืน ตรงกับช่วงที่ “ครูบาอิ่นแก้ว” (ครูบาอ่อง) เป็นเจ้าอาวาส ดังข้อความนี้

                ถัดต่อนั้น พระท่านสีลใส  ถือธัมม์วินัย คองวัตรผ่านแผ้ว ชื่อระบุ ภิกขุธุแก้ว พ่ำเพ็งเพียรเคร่งครัด อยู่อรัญญา ป่าแดงรกชัฏ     วัดเก่าสร้างเดิมมา ทังเณรและพระ หมู่ทายกา ไปราธนา นิมนต์ท่านเจ้า คนไหลหลาม ตามทวยท่องเต้า ส่งองค์เลามากนัก จนตราบเถิง ป่าแดงที่พัก แรมอยู่ห้าราตรี ที่อรัญญะ ป่าแดงวาสี ฝูงสัทธามี ใจใสบ่เส้า สร้างกุฏิกํ ทานโรงแก่เจ้า ของทานมีพร่ำพร้อม บ้านนอกเวียงใน ไหลไปหลั่งล้อม ไปทานท่านเจ้าสีลธัมม์ ไชยาท่านพระ อยู่เพ่งเล็งกัมม์ ใคร่สร้างหอธัมม์ ที่หลุคร่ำเส้า ของบัวราณ มาหลายเช่นเจ้า หลุเพพังหลั่งลด กิปิลิกํ วัมโมปวกมด กัดปอกปลิ้นกินใน จิ่งเอาสิ่งทรัพย์ 3 ร้อยเงินใส อั๊บมอบลง ปลงแก่ธุแก้ว สร้างหอปิดก หลังงามผ่องแผ้ว หื้อรุ่งเรืองงามร่ามเล้า”           

                จากบันทึกดังกล่าว เห็นได้ว่าครูบาเจ้าศรีวิชัยแวะพักที่วัดป่าแดงใน พ.ศ. 2465 เพียงระยะเวลาสั้นๆ แค่ 5 คืน เนื่องจากมีจุดหมายต้องเดินทางไกลไปยังวัดพระเจ้าตนหลวง เมืองพะเยา แม้เป็นช่วงสั้นๆ แต่ท่านได้วางรากฐานเบื้องแรกในการก่อสร้างหอพระไตรปิฎก หรือภาษาล้านนาเรียก “หอธรรม” (หอธัมม์) ขึ้นใหม่ 1 หลัง โดยมอบปัจจัยที่ได้จากการนั่งหนักสมทบค่าก่อสร้างจำนวน 300 รูเปีย แต่ต่อมาหลังจากนั้น ในช่วงที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยได้มาบูรณะวัดพระสิงห์ และวัดสวนดอก ท่านได้พำนักในเมืองเชียงใหม่อยู่นานหลายปี ท่านจึงแวะมาดำเนินการสานงานก่อสร้างหอธรรมต่อ พร้อมบูรณะเสนาสนะอื่นๆ เพิ่มจนแล้วเสร็จ โดยมีปัจจัยเสริมสมทบอีก 1,100 รูเปีย

                ดังปรากฏหลักฐานในวิทยานิพนธ์ของ โสภา ชานะมูล  ระบุว่าครูบาเจ้าศรีวิชัยหมดเงินค่าก่อสร้างหอธรรมวัดป่าแดง เชียงใหม่ รวมทั้งค่าทำทานสมโภชฉลองพระธาตุจำนวนทั้งสิ้น 1,400 รูเปีย

                ระหว่าง พ.ศ. 2522 – 2524 นายณรงค์ ภูอิทธิวงศ์ เป็นเจ้าภาพบูรณะวิหาร พร้อมสร้างฐานชุกชีและพระพุทธรูปจำลอง “พระเจ้าเก้าตื้อ” ตามแบบวัดสวนดอก นามว่า “พระพุทธพิชิตชัยอดิสัยป่าแดงมิ่งมงคล” ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 55 นิ้ว สูง 72 นิ้ว ที่ยอดเกตุโมลีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ประทานโดยสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2550 และอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ วัดป่าแดง เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2550 นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนวัสดุมุงหลังคาวิหารใหม่ จากไม้ระแนงเป็นแผ่นกระเบื้องเมื่อปี 2547

                ผลงานของครูบาเจ้าศรีวิชัย นอกเหนือจากการเป็นประธานสร้างหอธรรมแล้ว ยังพบร่องรอยว่าครูบาเจ้าศรีวิชัยได้บูรณปฏิสังขรณ์เสนาสนะอื่นๆ อีกด้วย ได้แก่ พระเจดีย์ทรงกลมฐาน 8 เหลี่ยม และพระอุโบสถ

                การเลือกที่จะสร้างหอธรรมหรือหอพระไตรปิฎกให้แก่วัดป่าแดงนี้ เนื่องจากในสมัยล้านนาวัดป่าแดงเคยเป็นที่ประดิษฐานพระไตรปิฎกฉบับวัดป่าแดงซึ่งพระมหาญาณคัมภีร์ ผู้ที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยเลื่อมใสศรัทธาอย่างมาก นำมาจากประเทศศรีลังกา

                หอธรรม มีรูปแบบพิเศษแปลกแตกต่างไปจากหอธรรมในล้านนาทั่วไป คือมองเผินๆ แล้วคล้ายกับเป็นเจดีย์ทรงปราสาทที่มียอดเป็นทรงระฆังกลมมากกว่า แต่อันที่จริงแล้ว ภายในองค์เรือนธาตุ (หรือมณฑป) ทรงจัตุรมุขนั้น เป็นห้องขนาดเล็กมีช่องประตูพร้อมบันไดทางขึ้น เป็นส่วนของอาคารหอธรรมที่ใช้เก็บคัมภีร์ใบลาน จากการสัมภาษณ์พระครูโฆสิตปริยัตยาภรณ์ (ธีรพงษ์ สิรินฺธโร) เจ้าอาวาสวัดป่าแดง มีพื้นเพเดิมเป็นชาวลี้ กล่าวว่าเมื่อมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสที่นี่ครั้งแรกในปี 2542 ได้สำรวจวัดป่าแดงอย่างละเอียด ก็พบว่าภายในหอธรรม มีแต่หีดธรรม (หีบพระธรรม) เปล่าเพียงหนึ่งใบ ไม่มีคัมภีร์ใบลานเหลืออยู่เลยแม้แต่ผูกเดียวมาก่อนแล้ว

                ส่วนยอดของหอธรรม ซึ่งมีรูปแบบศิลปกรรมสกุลช่างพม่า-ไทใหญ่ สันนิษฐานว่าช่างหรือสล่าที่มาช่วยครูบาเจ้าศรีวิชัยก่อสร้างในช่วงเวลานั้น  เป็นคณะเดียวกันกับกลุ่มสล่าที่ช่วยครูบาเถิ้มและครูบาเจ้าศรีวิชัย บูรณะวัดผาลาดสกทาคามี และวัดพระธาตุดอยสุเทพ เนื่องจากวัดทั้งสามแห่งนี้ตั้งอยู่ในอาณาบริเวณดอยสุเทพใกล้เคียงกัน

                พระเจดีย์ตั้งอยู่ด้านหลังวิหารและหอธรรม ไม่มีการระบุประวัติความเป็นมาว่าสร้างสมัยใด และภายในบรรจุอัฐิของใครส่วนใด เป็นเจดีย์ทรงระฆังรองรับด้วยฐานปัทม์แปดเหลี่ยม และฐานยกเก็จ สันนิษฐานว่าบูรณะโดยครูบาเจ้าศรีวิชัย เนื่องจากพิจารณาด้านศิลปกรรมและวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างแล้ว พบว่าเป็นรูปแบบเฉพาะที่พบมากในงานบูรณปฏิสังขรณ์โดยครูบาเจ้าศรีวิชัย                

อุโบสถของวัดป่าแดง สร้างแยกเป็นเอกเทศอยู่ด้านล่างกลางหมู่บ้าน พบหลักฐานของสีมาที่ทำจากหินทรายสีแดง ปักอยู่ 8 ทิศ บางทิศใบสีมาหักหายไป ทั้งอุโบสถและหอธรรมได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ โดย ครูบาเจ้าศรีวิชัยเช่นกัน ส่วนพระประธานภายในซุ้มมณฑปโขงพระเจ้านั้น ทางวัดป่าแดงระบุว่าเป็นพระพุทธรูปสำริดแบบศิลปะสุโขทัย