วัดพระธาตุจอมปิง วัดของพี่เลี้ยงพระเจ้าติโลกราช

0
178

วัดพระธาตุจอมปิง ตั้งอยู่เลขที่ 57 บ้านจอมปิง หมู่ที่ 8 ตำบลนาแก้ว อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง วัดมีเนื้อที่ 15 ไร่ 2 งาน 51 ตารางวา เส้นทางไปวัดอยู่ทางเดียวกันกับวัดพระธาตุลำปางหลวง ห่างจากตัวเมืองลำปางประมาณ 18 กิโลเมตรถึงหน้าตลาดอำเภอเกาะคา ข้ามสะพานแม่น้ำวัง มาอีกประมาณ 300 เมตรก็จะถึงสามแยกตรงที่ว่าการอำเภอเกาะคา (หลังเก่า) หากเลี้ยวขวาจะไปวัดพระธาตุลำปางหลวง แต่วัดพระจอมปิงให้เลี้ยวซ้ายไปอีกประมาณ 14 กิโลเมตรตามถนนสายเล็กๆ เลียบแม่น้ำวัง

          องค์พระธาตุจอมปิงมีความสำคัญในฐานะเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุซี่โครงเบื้องซ้าย ประวัติของเจดีย์ที่ทางวัดพระธาตุจอมปิงบันทึกไว้คือ “บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าอันเสด็จมาปรากฏในพระโกศแก้ว 9 พระองค์ พระธาตุอันสมมติ 50,359 องค์ พระแก้วเจ้า 60 องค์ พระคำเจ้า 20 องค์ พระเงินเจ้า 50 องค์ พระทองเจ้า 200 องค์”

          ลักษณะพิเศษของเจดีย์องค์นี้ คือเมื่อมีแสงสว่างเพียงพอ องค์เจดีย์จะเกิดเป็นภาพสะท้อนขึ้นในอุโบสถของวัดที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน เป็น “เงาพระธาตุหัวกลับ”

          ความเป็นมาของพระธาตุองค์นี้กล่าวกันว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระนางจามเทวี ปฐมกษัตรีย์แห่งหริภุญไชยนครเมื่อราว 1,300 ปีเศษแล้ว ต่อมาถูกทิ้งร้างไป จนกระทั่ง “ท่านนันทปัญญา” (ออกสำเนียงล้านนาเป็น “นันต๊ะปะหญา”) ผู้เป็นพี่เลี้ยงของพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์เมืองเชียงใหม่ (1984 – 2030) เห็นว่าพระเจ้าติโลกราชได้ขึ้นครองราชย์แล้ว จึงขอพระบรมราชานุญาตเดินทางกลับมาอยู่มาตุคามที่เมืองจุมพิตาราม (บ้างเขียนเป็นจุมภิตาราม) ซึ่งเป็นชื่อเดิมของหมู่บ้านจอมปิง

          มีเรื่องเล่าว่าท่านนันทปัญญา มีสหายสนิทคนหนึ่งชื่อ “อ้ายจอมแพร่” ทั้งสองแข่งขันกันสร้างวัด โดยท่านนันทปัญญาเลือกที่จะบูรณะซ่อมแซมวัดเก่าดั้งเดิมของพระนางจามเทวี ในขณะที่อ้ายจอมแพร่สร้างวัดที่ริมตลิ่ง (ปัจจุบันคือวัดจอมปิงลุ่ม) อ้ายจอมแพร่ได้นำพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ชื่อ “พระเจ้าหัวคำ” จากหัวเวียงมาประดิษฐานไว้ที่วัดแห่งนั้น ต่อมาวัดของอ้ายจอมแพร่น้ำท่วม ทำให้ต้องย้ายพระเจ้าหัวคำมาประดิษฐานไว้ที่วัดของท่านนันทปัญญา แล้วตั้งชื่อวัดว่า “วัดจอมพี่เลี้ยง” เมื่อปี 2050

          ต่อมาพระเจ้าติโลกราชได้พระราชนามวัดจุมพิตารามเดิม หรือวัดจอมพี่เลี้ยง ให้ใหม่ว่า “วัดจอมพิงค์ชัยมงคล” เนื่องจากพระพี่เลี้ยงนันทปัญญาเคยช่วยงานกษัตริย์เชียงใหม่แห่งพิงคนคร แต่ปัจจุบันเรียกว่า วัดพระธาตุจอมปิง

          ในส่วนของสิ่งก่อสร้างภายในวัด ที่โดดเด่นคือพระวิหาร มีมาตั้งแต่สมัยล้านนา ไม่ปรากฏหลักฐานปีที่สร้างแน่ชัด แต่ได้รับการบูรณะในปี 2018 โดยเจ้าพื้นคำเพชร ต่อมาปี 2039 โดยเจ้าศรีธาตุ มหาสุรมนตรี ในปี 2055 โดย เจ้าหาญสีทัต (ทัศน์) จนกระทั่งปี 2470 ครูบาเจ้าศรีวิชัยได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ หรือการสร้างใหม่ และในปี 2526 พระทองอินทร์ จันทร์บาน ได้ทำการซ่อมแซมและปรับปรุงบางส่วน

          พระวิหารหลวงสร้างอยู่ด้านหน้าของพระธาตุเจดีย์ วัดตั้งอยู่ทิศตะวันตกของแม่น้ำวัง พระวิหารวางผังอาคารแนวแกนตะวันตก-ตะวันออก วิหารมีขนาดกว้าง 14.50 เมตร ยาว 29 เมตร ประดิษฐานพระพุทธรูปประธานปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 2.20 เมตร สูง 7.30 เมตร ชื่อ “พระเจ้าจอมพิงค์ชัยมงคล” สร้างถวายเป็นพุทธบูชาโดย พระเมืองแก้ว “ในปีกดไจ้ศักราช 902 ตัว ใน เดือน 12 แรม 13 ค่ำ วันอังคาร”

           ภายในวิหารหลวงมีภาพเขียนครูบาเจ้าศรีวิชัยและระบุประวัติการสร้างว่า ครูบาสุนันต๊ะได้เป็นผู้บูรณะอุโบสถก่อนในปี 2461 แล้วต่อมาได้นิมนต์ครูบาอภิชัยขาวปีมาสร้างกำแพง (จากการสัมภาษณ์เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน กล่าวว่ากำแพงเป็นผลงานของครูบาเจ้าศรีวิชัยสร้างมาก่อน หนังสือ “เล่าขานตำนานธรรม ครูบาเจ้าอภิชัยขาวปี” ระบุว่าครูบาอภิชัยขาวปีสร้างกำแพงวัดพระธาตุจอมปิง ใช้เงินจำนวน 500 บาท) และได้ให้สามเณรอริยะ (ต่อมากลายเป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุจอมปิง) ไปนิมนต์ครูบาเจ้าศรีวิชัยมาสร้างวิหารหลวง

          ภายในมีการประดิษฐานหุ่นขี้ผึ้งครูบาเจ้าศรีวิชัย และมีป้ายเขียนว่า “วิหารหลวงบูรพาจารย์ 30 ทัศ” ด้านหลังวิหารและพระธาตุเจดีย์ก็มีซุ้มรูปปั้นครูบาเจ้าศรีวิชัยและครูบาอภิชัยขาวปี สะท้อนให้เห็นการให้ความสำคัญกับครูบาเจ้าศรีวิชัยเป็นอย่างยิ่ง

          การตกแต่งภายใน ทำฝ้าเพดานเป็นไม้ตีปิดเรียบๆ ขณะที่พื้นที่ใต้หลังคาต่ำกว่าหัวเสาลงมาไม่ได้ตีฝ้า ทำให้เห็นโครงสร้างและการมุงกระเบื้องแบบเดิม แต่จุดที่โดดเด่นกลับอยู่ที่ภาพจิตรกรรมฝาผนัง เป็นรูปแบบศิลปะผสมผสานของงานช่างชาวบ้านกับช่างสมัยใหม่ กล่าวคือนำลักษณะการเขียนภาพที่มีอิริยาบถคล้ายกับภาพในโปสเตอร์หรือโปสการ์ดจากต่างประเทศมาจัดวางองค์ประกอบ ฝาผนังด้านซ้ายมือขององค์พระประธาน เป็นภาพจิตรกรรมสีฝุ่นเรื่องพุทธประวัติ และด้านขวามือเป็นภาพเกี่ยวกับเวสสันดรชาดก ซึ่งเป็นศิลปะร่วมสมัย เขียนขึ้นในปี 2500 ขณะที่ภาพเขียนประวัติวัดวาดขึ้นภายหลังในปี 2535

          มีหลักฐานภาพถ่ายให้เห็นการก่อสร้างวิหารหลวง ที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยมาเป็นผู้สร้าง ในภาพถ่ายเขียนระบุว่าคือปี 2464 ซึ่งขัดกับข้อมูลในวิทยานิพนธ์ของอาจารย์ชาญณรงค์ ศรีสุวรรณที่ระบุว่าอยู่ในช่วงปี 2472-2473

          วิหารหลวงมีขนาดใหญ่มากใกล้เคียงกับวิหารวัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดารามที่สร้างเมื่อ พ.ศ. 2467 แผนผังวิหารหลวงวัดพระธาตุจอมปิงมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปยังทิศตะวันออก โดยมีพระธาตุจอมปิงตั้งอยู่ด้านหลังทางทิศตะวันตก ประตูทางเข้ามีอยู่ 3 ด้านหน้า ด้านหน้าเป็นประตูหลักที่เข้าใจว่าเดิมเป็นระเบียงมุขหน้า แล้วทำการก่อผนังปิด เนื่องจากว่ายังมีร่องรอยของลูกกรงระเบียงอยู่ เช่นเดียวกับระเบียงด้านหลังทางทิศตะวันตกก็มีร่องรอยของลูกกรงและการก่ออิฐฉาบปูนปิดเป็นผนังด้านหลังเช่นกัน

          คาดว่าได้มีการปรับปรุงการก่อสร้างครั้งใหญ่ ในช่วงปี 2526 โดยพระทองอินทร์ จันทร์บาน ดังนั้นจากบันไดทางขึ้นที่มีรูปปั้นพญานาคและกุมภัณฑ์ 1 คู่ จึงไม่มีชานพักระเบียงจากบันไดสู่ตัวอาคาร กลายเป็นจากบันไดก็เข้าสู่ตัวอาคารเลย ประตูด้านข้างทิศใต้ มีรูปปั้นช้างคู่นอนหมอบอยู่ ขณะที่ประตูด้านข้างทิศเหนือเป็นรูปพญานาค ส่วนด้านหลังนั้นทำเป็นรูปเสือหมอบเฝ้าอยู่ 1 คู่ อันเป็นปีนักษัตรของครูบาเจ้าศรีวิชัย

          หลังคาวิหารหลวง ไม่มีการลดชั้นมุขหน้าบัน มีเพียงลดหลังคาด้านข้างซ้อนเป็น 3 ตับ โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก มีการใช้คันทวยรูปหูช้างคอนกรีตเชื่อมระหว่างช่วงบนของเสาและคานด้านบน ส่วนที่รับน้ำหนักก็คือเสา และคานตรงกลางกับคานด้านข้างที่รับน้ำหนักดั้ง, ตุ๊กตาที่ถ่ายน้ำหนักลงมาอีกทีหนึ่ง เนื่องจากตีฝ้าไม้ปิดจึงไม่เห็นโครงสร้างด้านบน แต่คาดว่าน่าจะเป็นโครงสร้างแบบเดิม

          การตกแต่งภายนอก บริเวณที่เด่นที่สุดก็คือ หน้าบันหรือหน้าแหนบด้านหน้าทิศตะวันออก บริเวณสามเหลี่ยมหน้าจั่วบนสุดเป็นรูปเทพนม ขณะที่บริเวณด้านล่างเป็นปูนปั้นรูปครุฑตรงกลาง 1 ตัว และรูปครุฑหันข้างอีกสองตัว รวมถึงหอรมาน (หนุมาน) อีกอย่างละ 2 คู่ พร้อมลายพฤกษาด้านบน บริเวณคันทวยรูปสามเหลี่ยมหรือหูช้างด้านนอกเป็นไม้แกะสลักรูปหอรมาน

          ผู้เฒ่าผู้แก่ที่อาศัยอยู่แถวบ้านจอมปิง เล่าว่าครูบาเจ้าศรีวิชัยบูรณะวัดพระธาตุจอมปิงได้สักพัก ต่อมาเกิดมีเหตุไปผิดใจกับกรรมการหมู่บ้านอะไรสักอย่าง ทำให้ท่านต้องออกไปก่อนที่การประดับหน้าบันวิหารจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ และยังคงค้างไม่เสร็จจนทุกวันนี้ นั่นคือในส่วนของช่องปีกนกด้านขวาของหน้าบันทิศตะวันออก และแผงหน้าบันทั้งหมดของด้านทิศตะวันตกซึ่งไม่มีการติดกระจกที่พื้นหลัง เนื่องจากกระจกแบบเดิมนั้นไม่มีแล้ว

          โบราณวัตถุชิ้นสำคัญในพระวิหาร คือธรรมาสน์ซึ่งสร้างร่วมสมัยกับครูบาเจ้าศรีวิชัย น่าเสียดายที่ “เกริน” หรือบันไดขึ้นสู่ธรรมาสน์ได้ถูกขโมยไปเมื่อปี 2523

          อาคารเสนาสนะอื่นๆ นอกเหนือไปจากพระวิหาร ประกอบด้วยพระธาตุเจดีย์ พระอุโบสถ กุฏิ (พิพิธภัณฑ์) กำแพงแก้ว ศาลาบาตร และหอระฆัง

          องค์พระธาตุจอมปิง เป็นพระเจดีย์ทรงกลม สถาปัตยกรรมแบบล้านนา มีฐานสูงยกเก็จ แต่มีการทำมาลัยเถา 4 ชั้น ซึ่งปกติศิลปกรรมล้านนาจะทำชั้นมาลัยเถาเพียง 3 ชั้นเท่านั้น

          จากหลักฐานระบุว่ามีการบูรณะพระธาตุจอมปิงหลายครั้งได้แก่ พ.ศ. 2039 โดยเจ้าศรีธาตุมหาสุรมนตรี, พ.ศ. 2055 โดยพระเมืองแก้ว กษัตริย์เมืองเชียงใหม่ ถือเป็นครั้งสำคัญยิ่ง เพราะได้ขยายขนาดเจดีย์ให้ใหญ่ขึ้นด้วยความกว้างฐาน 9 วา และความสูง 17 วา (หรือ กว้าง 18 เมตร สูง 34 เมตร), พ.ศ. 2075 โดยพระมหาธรรมจินดามณี

           พ.ศ. 2500 โดยพระแก้วมา เนื่องจากปีนั้นเคยถูกฟ้าผ่า, พ.ศ. 2520 โดย ดร. สุรพงษ์ ภักดี ทำการปิดทององค์พระธาตุ, พ.ศ. 2526 โดยพระทองอินทร์ จันทร์บาน ทำการปิดกระจก

          ในระหว่างช่วงที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยมาทำการก่อสร้างพระวิหาร ได้มีการบูรณะพระธาตุเจดีย์บางส่วน โดยได้ทิ้งร่องรอยสัญลักษณ์ของการทำมาลัยเถา 4 ชั้นเอาไว้ อันเป็นรูปแบบเฉพาะที่ปรากฏในการสร้างเจดีย์ของครูบาเจ้าศรีวิชัยในหลายๆ แห่ง ด้วยมีความหมายถึง หนทางทั้ง 4 ขั้นที่จะไปสู่พระนิพพาน หรือพระอริยสัจสี่

          พระอุโบสถ สร้างปี 2501-507 ได้รับพระทานวิสุงคามสีมาปี 2502 ภายในมีพระประธานปางมารวิชัยประดิษฐาน พุทธลักษณะเป็นศิลปะพื้นบ้าน มีตู้พระธรรมโบราณอยู่ 2 ใบ และหน้าบันพระอุโบสถมีลวดลายปูนปั้น ด้านทิศตะวันออกเป็นรูปครุฑ ด้านทิศตะวันตกเป็นรูปเทพนม กลมกลืนหรือล้อกับหน้าบันของพระวิหาร ทราบชื่อสล่าประดับกระจกที่หน้าบันชื่อสล่าหนานอ้าย สกีแพทย์ จากบ้านนาแสง พิพิธภัณฑ์ภายในวัด สร้างเมื่อปี 2544 มีจุดกำเนิดจากเมื่อปี 2518 และ 2535 ได้มีการขุดพบโบราณวัตถุประเภทสำริด หิน ดินเผา และเหล็กอยู่ในหลุมศพโครงกระดูกมนุษย์ บนบริเวณรอบๆ วัดพระธาตุจอมปิงจำนวนมาก เป็นหลักฐานที่แสดงถึงการใช้เทคโนโลยีระดับสูงในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ถือเป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญยิ่ง จึงได้มีการปรับกุฏิของเจ้าอาวาส ที่อยู่ในเขตพุทธาวาสจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เก็บรวบรวมรักษาโบราณวัตถุ เช่น พระพุทธรูป รูปปั้นพระเกจิอาจารย์ หีบพระธรรม กล้องยาสูบ (มูยาดิน) เบี้ยหอย เป็นต้น