เที่ยววัด คัดใบลาน จารพระธรรม ชมผ้าห่อคัมภีร์และไม้บัญชักแห่งวัดสูงเม่น

0
1470

ครูบากัญจนะมหาเถรอรัญวาสีได้เก็บรวบรวมคัมภีร์ใบลานทั่วดินแดนล้านนาและล้านช้างเกือบหมื่นผูก มีทั้งคัมภีร์ใบลานที่มีอายุเก่าแก่ประมาณ 500-600 ปีสมัยล้านนา และที่จารคัดลอกใหม่ในยุคของครูบามหาเถร โดยเก็บรักษาอย่างดีด้วยการทำผ้าห่อคัมภีร์และไม้บัญชักห่อหุ้ม สถานที่จัดเก็บคือ ในพิพิธภัณฑ์หอธรรมวัดสูงเม่น อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ ทั้งหลังเดิมและหลังสร้างใหม่ รวมทั้งกระจายอยู่ในวิหารหลวงอีกด้วย
วิธีการรักษาคัมภีร์ใบลานของครูบากัญจนะมหาเถรอรัญวาสี ท่านได้ให้ศรัทธาญาติโยมช่วยกันจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ ประกอบด้วยสองส่วนคือ 1. ผ้าห่อคัมภีร์ ซึ่งทำด้วยผ้าพิมพ์ และ 2. ไม้บัญชัก ซึ่งทำหน้าที่คล้ายสารบัญหรือดรรชนีรายการ


แม้กระนั้นวัสดุที่เป็นผ้าและไม้ย่อมเสื่อมสภาพผ้าห่อคัมภีร์เริ่มกรอบเกรียม เปื่อยผุไปตามกาลเวลา เนื่องจากทำมาแล้วตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 24 (เกือบ 200 ปี) ดังนั้นเราจึงต้องช่วยกันเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว เพื่อกระตุ้นให้เกิดการอนุรักษ์
ผ้าห่อคัมภีร์ เกิดขึ้นเพราะการที่คัมภีร์ใบลานซึ่งจดจารเรื่องต่างๆ นั้น หลาย “ผูก” มี “สายสนอง” (สายสยอง) ซึ่งเป็นเส้นเชือกร้อยรวมใบลานแต่ละใบไว้ด้วยกัน การร้อยใบลานแล้วผูกด้วยเชือกเป็นห่วงกลม จึงเป็นที่มาของลักษณะนามว่า “ผูก” คัมภีร์ใบลานแต่ละเรื่องนั้นหาได้จบลงในผูกเดียวไม่ ดังนั้นจำนวนผูกจึงต้องมีมากตามความยาวของเรื่อง บางเรื่องมีความยาวถึง 20 ผูกจึงจะจบก็มี ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีผ้าห่อคัมภีร์ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ห่อเก็บคัมภีร์แต่ละผูกไว้เป็นเรื่องๆ การเรียกว่า “มัด” เพราะมีเชือกยาวอีกเส้นหนึ่งมัดผ้าห่อคัมภีร์ ซึ่งได้รวมผูกไว้ด้วยไม้ประกับคัมภีร์อยู่ในห่อนั้นอีกทีหนึ่ง โดยที่เชือกมัดคัมภีร์จะมีป้ายฉลากบอกชื่อเรื่องและจำนวนผูกไว้ให้รู้เรียกว่าไม้บัญชัก
คัมภีร์แต่ละมัดจะถูกจัดเก็บรวมไว้ในหีดธรรม (หีบพระธรรม) ที่จัดเก็บไว้ในหอธรรม (หอพระไตรปิฎก) หากทอดทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร คัมภีร์ดังกล่าวอาจถูกทำลายจากสัตว์จำพวกหนู แมลงสาบและปลวก ทำให้เชือกมัดคัมภีร์ขาด หรือผ้าห่อคัมภีร์เปื่อยยุ่ยผุขาด สายสนองที่ร้อยใบลานไว้ในแต่ละผูกขาดออกจากกัน ใบลานแตกกระจัดกระจาย ดังสำนวนที่เรียกว่า “ลานพลัดผูก” ต้องมาเสียเวลานั่งเรียงใหม่
คติการเคารพคัมภีร์ใบลานที่ได้จารอักษรลงไปแล้ว ด้วยการนับถือว่าเป็นของขลังและศักดิ์สิทธิ์ จะหยิบจับนำพาไปด้วยอาการไม่สำรวมมิได้ทีเดียว คัมภีร์คือตำราและเทียบเท่าครูอาจารย์ เวลาจะหยิบถือต้องแบกบนบ่า และก่อนจะหยิบจับต้องไหว้กราบ ถือเป็นประเพณีที่สำคัญย่ิง แม้ข้อความตามพระคัมภีร์นั้นจะแก้ไขต่อเติมอันใดมิได้เลย เรียกว่า “จักทำให้ผิดพระบาลีไป”


สำหรับผ้าห่อคัมภีร์ประกอบไม้บัญชักของวัดสูงเม่น ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมคัมภีร์ใบลานมากที่สุดในภาคเหนือ หรืออาจมากที่สุดในประเทศไทย คือมีจำนวนมากถึงเกือบ 9,000 ผูกนี้ เต็มไปด้วยผ้าห่อคัมภีร์ประเภทต่างๆ ทั้งผ้าฝ้ายเส้นโตทอสลับกับไม้ไผ่ หรือผ้าทอพื้นเมืองประเภทลายขิดต่างๆ แต่กลุ่มที่น่าสนใจมากที่สุดคือประเภทผ้าพิมพ์ลาย ส่วนมากเป็นลายดอกไม้ พันธุ์พฤกษา กับผ้าไหมลายตารางหมากรุกคล้ายลายผ้าขาวม้า เนื่องจากเป็นผ้าที่หาดูได้ยากในภาคเหนือ เพราะเป็นผ้านำเข้าทั้งจากอินเดียและจีน ระหว่างช่วงสมัยรัชกาลที่ 4-6 จากอินเดีย ได้แก่ ผ้าอัตลัด ผ้าพิมพ์มัสลิน ผ้าไหมเขมรตาตะราง ผ้าแพรจีน ผ้าอัตลัด เป็นผ้ายก ซึ่งแปลจากภาษาอังกฤษว่า Brocade ประเภทหนึ่ง ที่มีต้นกำเนิดมาจากอินเดีย ทอด้วยทองแล่งกับไหมสี ยกดอกเป็นลายห่างๆ กัน


ส่วนผ้าพิมพ์ มักมีสีเข้มสดใสทั้งสีแสด สีฟ้า สีแดง เป็นผ้าฝ้ายเนื้อลื่นประเภทผ้ามัสลิน (Muslin มาจากภาษาฝรั่งเศสว่า Mousseline ที่แปลว่าการหล่อลื่น) ที่ผ่านกระบวนการขัดมัน (Calendaring) ทำให้ได้ผ้าที่มีผิวมันวาว มีการลงแป้ง หรือลงขี้ผึ้ง ทำให้เนื้อผ้าอยู่ตัว และมีการพิมพ์ลวดลายดอกไม้ในลักษณะเว้นช่องไฟวางจังหวะห่างๆ กัน ถือเป็นผ้าพิมพ์จากโรงงานอินเดียยุคแรกๆ ที่เข้ามาในสยามอย่่างแพร่หลาย ผ้าบางผืนมีการพิมพ์ชื่อบริษัทไว้อย่างชัดเจน


ผ้าไหมเขมรลายตาตะราง น่าจะนำเข้าผ่านมาทางภาคกลาง
ผ้าแพร นำเข้าจากจีน มีหลายชนิด เช่น แพรต่วน แพรหนังไก่ แพรลายทอง ฯลฯ
ส่วนที่สองคือ ไม้บัญชัก มีวิธีการคือใช้ไม้สักหรือไม้ไผ่ กว้างประมาณ 2-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10-30 เซนติเมตร หนาประมาณ 0.5 เซนติเมตร ถากเหลาเป็นรูปทรงคล้ายตุง เจาะรูด้านหัวหนึ่งรู ลงรักทาชาดให้ทั่วด้านหนึ่งอาจปิดทองหรือไม่ก็ได้ ส่วนใหญ่ด้านที่ปิดทองนี้ใช้จารึกบอกชื่อคัมภีร์ จำนวนผูก ชื่อวัด ไม้บัญชักบางแผ่นบอกเลขจุลศักราชที่สร้างคัมภีร์ บางแผ่นบอกชื่อผู้คัดลอกหรือผู้จารคัมภีร์ไว้ด้วย รวมไปถึงความมุ่งหมายหรือความปรารถนาในพระนิพพานของผู้สร้าง
ด้วยเหตุที่ว่าคนล้านนามีความเชื่อเรื่องอานิสงส์การถวายทานคัมภีร์ จึงมีการคัดลอกหรือจารคัมภีร์ถวายวัดเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดการผลิตไม้บัญชักขึ้นเป็นจำนวนมากเช่นกัน ซึ่งการผลิตนั้นไม่ได้ผลิตเป็นระบบอุตสาหกรรม หากแต่ผลิตขึ้นจากความศรัทธาของคนในชุมชน โดยทั่วไปแล้วผู้ชายล้านนาจะมีความสามารถทางเชิงช่างอยู่เกือบทุกคน หลังจากว่างเว้นฤดูกาลทำไร่ไถนาแล้วก็มักจะมานั่งสลักเสลาทำไม้บัญชักรวมทั้งไม้ประกับคัมภีร์เพื่อเตรียมจะถวายทานเป็นพุทธบูชา ในวันเดือนยี่เป็ง ซึ่งแต่ละวัดมีการตั้งธรรมหลวง เป็นประเพณีก่อนฤดูการเก็บเกี่ยวจะมาถึง
คำว่า “ไม้บัญชัก” บางครั้งเขียน “ไม้บาญชัก” มาจากรากศัพท์เดียวกันกับคำว่า สารบัญ/สารบาญ หรือบัญชี/บาญชี ในภาษาถิ่นภาคเหนือออกเสียงว่า “ไม้ปันจั๊ก” บางแห่งเรียก “ไม้คันชัก” หรือ “หลาบธัมม์” พบว่ามีการใช้กันโดยทั่วไปในท้องถิ่นที่มีการจารคัมภีร์ด้วยอักษรธรรม นอกเหนือจากล้านนาแล้ว ยังมีในสิบสองปันนา เชียงรุ่ง เชียงตุง ภาคอีสาน และในลาว-ล้านช้าง
ในขณะที่ทางภาคใต้เรียกไม้บัญชักนี้ว่า “สลาก” บางพื้นที่ทำสลากด้วยวัสดุงาช้าง เพื่อความคงทน เช่นที่ตำบลเกาะยอ จังหวัดสงขลา
แต่ทางภาคกลางกลับใช้เพียงใบลานยาวหนึ่งแผ่นเจาะสองรู เขียนชื่อเนื้อหาธรรมด้านในแล้วปิดไว้ด้านบนผ้าห่อคัมภีร์ก่อนมัดไขว้ไปมาด้วยเชือก
การเก็บรักษาคัมภีร์อย่างเคร่งครัดเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการอนุรักษ์หลักฐานให้ถาวรยั่งยืน เนื่องจากเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้ผิดไปจากเดิมมิได้ อันก่อให้เกิดธรรมเนียมนิยมสร้างผ้าห่อคัมภีร์ใบลานถวายวัด โดยเหล่าหญิงสาวและแม่บ้านในชุมชนนั้นๆ จะนำผ้าทอฝีมือของตนเองมาห่อคัมภีร์ ทำให้เกิดงานศิลปหัตถกรรมขึ้นอย่างหนึ่งคือ ผ้าห่อคัมภีร์
เนื่องจากวัฒนธรรมไทยผู้หญิงไม่มีสิทธิ์จารพระธรรมลงบนใบลาน ซึ่งถือว่าได้อานิสงส์สูงสุด ดังนั้นผู้หญิงจึงต้องทดแทนด้วยการทอผ้าห่อคัมภีร์ขึ้นมา โดยผู้ทอจะกำหนดผ้าห่อคัมภีร์ให้มีขนาดกว้างยาวพอดีกับ “ลานยาว” (ความยาวของใบลาน) และทออย่างประณีตงดงาม มีลวดลายสีสันตามความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการของผู้ทอ มีทั้งผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าพิมพ์ ไม่จำกัดลวดลาย และนำไปถวายเพื่อใช้ในการห่อคัมภีร์ ถือว่าได้อานิสงส์เท่าเทียมกับฝ่ายชาย เพราะถือว่าได้ถวายอาภรณ์ที่ห่อหุ้มพุทธวัจนะในพระศาสนาด้วยความสวยงามประณีต ถือเป็น “การสร้างธรรม” อย่างหนึ่ง
ในเมื่อพระธรรมคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อันเป็นหนึ่งในพระรัตนตรัยที่ชาวพุทธยึดเป็นสรณะ ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องมีเครื่องห่อหุ้มป้องกันทั้งในรูปแบบของไม้ประกับคัมภีร์และสร้างผ้าห่อคัมภีร์อีกชั้นหนึ่ง การเก็บรักษาใบลานด้วยผ้าห่อคัมภีร์มีกุศโลบายเพื่อการจัดกลุ่มข้อมูล


หากพิจารณารูปแบบการใช้งานหรือหน้าที่การใช้สอยของไม้บัญชักนั้น ก็คงไม่ต่างกับบัตรรายการของห้องสมุดในยุคก่อนที่จะมีระบบคอมพิวเตอร์ใช้ เมื่อต้องการค้นหาเอกสารหรือหนังสือต่างๆ ก็สามารถค้นหาได้จากบัตรรายการซึ่งบอกข้อมูลทางบรรณานุกรมของเอกสารนั้นๆ หากแต่ไม้บัญชักไม่เหมือนกับบัตรรายการตรงที่ว่า บัตรรายการจะแยกเก็บไว้ต่างหาก แต่ไม้บัญชักจะผูกติดกับผ้าห่อคัมภีร์เสมอ แม้จะไม่ค่อยสะดวกในการค้นหาคัมภีร์ต่างๆ ซึ่งมีอยู่ในวัดเป็นจำนวนมากนักก็ตาม แต่ก็แสดงให้เห็นถึงการจัดการและภูมิปัญญาในการเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศของล้านนาในอดีตได้เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของวัดสูงเม่นนี้ มีคัมภีร์ใบลานมากถึง 2,567 มัด จัดเป็นผูกได้ 8,845 ผูก หากไม่มีระบบการทำสารบัญจำแนกหมวดหมู่ไว้ด้วยผ้าห่อคัมภีร์ และไม้บัญชักเพื่อป้องกันการแตกผูกของใบลาน ก็คงนำมาซึ่งความสับสนอลหม่านไม่น้อย สารบัญที่ได้จากไม้บัญชักสามารถจำแนกคัมภีร์ใบลานวัดสูงเม่นออกเป็น 21 หมวดดังนี้ 1. พระวินัย 2.พระสุตตันตปิฎก 3.พระอภิธรรม 4.คัมภีร์ภาษาบาลี 5.บทสวดมนต์ 6.อานิสงส์ 7.ชาดก 8.โอวาทคำสอน 9.ประเพณี พิธีกรรม 10. ธรรมทั่วไป 11.นิยายธรรม12.นิยาย นิทานพื้นบ้าน 13.ตำนานพุทธศาสนา 14. ตำนานเมือง ราชวงศ์ 15. กฎหมาย 16. ตำราอักษรศาสตร์ 17. กวีนิพนธ์ ร้อยกรอง 18. ตำราโหราศาสตร์ 19. ตำรายา20. รวมหลายหมวด 21. อื่นๆ

เมื่อมองในแง่ของการนำวัสดุจากต่างถิ่นมาสร้างเป็นผ้าห่อคัมภีร์ อาทิ ผ้าพิมพ์อินเดีย ผ้าอัตลัต ผ้าไหมตาตะรางคล้ายผ้าไหมเขมร รวมทั้งผ้าแพรจากจีนแล้ว ยิ่งทำให้เห็นว่า ครูบากัญจนะมหาเถรอรัญวาสี เป็นผู้ที่ให้ความสำคัญต่อผ้าห่อคัมภีร์เป็นอย่างยิ่ง แม้จะเป็นพระภิกษุในดินแดนล้านนา แต่ก็มีเครือข่ายการติดต่อสัมพันธ์ทางด้านพระศาสนากับดินแดนต่างๆ ทั่วอุษาคเนย์ อันสะท้อนออกมาในงานผ้าห่อคัมภีร์อันหลากหลายรูปแบบที่วัดสูงเม่น
อนึ่ง วัดสูงเม่นนี้ ในช่วงเดือนมกราคมของทุกปี ยังมีการจัดงาน “ประเพณีตากธรรม” ตานข้าวใหม่ หิงไฟพระเจ้า เป็นประจำอย่างต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 โดยฟื้นฟูประเพณีตากธรรมซึ่งเคยจัดขึ้นในสมัยครูบากัญจนะมหาเถรอรัญวาสี ระหว่างปี พ.ศ. 2365-2409 และจากนั้นประเพณีนี้ก็สูญหายไป กระทั่งกลับมารื้อฟื้นจัดขึ้นใหม่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สาระของประเพณีดังกล่าว ประกอบด้วยการคัดแยกคัมภีร์ออกมา ดูแลรักษา ทำความสะอาด นำออกตากแดดเพื่อขจัดความชื้น หากผ้าห่อคัมภีร์ผืนไหนเก่าชำรุดจะมีการเปลี่ยนและมัดห่อผ้าใหม่ แล้วนำไปเก็บรักษาไว้ที่เดิม