วิกฤติ ข้าวเหนียวแพง ลูกข้าวนึ่งครวญกันทั่ว ห่อ 5บาทซื้อไม่ได้แล้ว

0
546

ข้าวเหนียว เป็นที่นิยมบริโภคอย่างกว้างขวางในประเทศ ถือเป็นอาหารหลักของประชากรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) และภาคเหนือมาช้านาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวจังหวัดภาคเหนือตอนบนแทบทุกครัวเรือนกว่าครึ่งจะต้องบริโภคข้าวเหนียวเป็นประจำ ข้าวเหนียวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญยิ่งของไทย ทุกฤดูกาลผลิตมักจะประสบปัญหาราคาผันผวนไม่แน่นอน หากราคาไม่ตกต่ำจนเกษตรกรชาวนาเดือดร้อน ราคาก็จะสูงมากจนผู้บริโภคแทบจะซื้อกินกันไม่ไหวเช่นกัน
เช่นเดียวกับปีนี้ พ.ศ.2562 ภาวะวิกฤติข้าวเหนียวแพง เริ่มส่งสัญญาณรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ นับเป็นวิกฤติที่รุนแรงกว่าสถานการณ์เมื่อปี พ.ศ.2559 เสียอีก เพียงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาข้าวเหนียว กข.6 จากราคา (45กิโลกรัม) กระสอบละ 850-900 บาท พบว่าค่อยๆ ขยับขึ้นทีละน้อย จนล่าสุดเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา ราคาพุ่งสูงขึ้นกว่า 100 เปอร์เซนต์แล้ว อยู่ที่ประมาณกระสอบละ 2,000 บาท ส่งผลให้ราคาขายปลีกทั้งข้าวสาร และข้าวเหนียว (นึ่ง) ต้องปรับราคาขึ้นตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประชาชนผู้บริโภคเดือดร้อนกันอย่างหนัก จึงอยากให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องออกมากำหนดมาตรการจัดการควบคุมและแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด


(ราคาล่าสุด 18 กันยายน 2562 ข้าวเหนียวเขี้ยวงูอุดร นาปี กระสอบ 45 กก. 1,840 บาท 15 กก. 620 บาท / ข้าวเหนียว กข.6 นาปี จังหวัดกาฬสินธุ์ ใหม่ล่าสุดต้นฤดู 2562 กระสอบ 45 กก. 1,840 บาท 15 กก. 620 บาท / ข้าวเหนียว กข.6-แม่โจ้ 2 กระสอบ 45 กก. 1,800 บาท ข้าวเหนียวสันป่าตองใหม่ล่าสุด กระสอบ 48 กก. 1,940 บาท / ข้าวเหนียวเขี้ยวงู จ.เชียงราย ข้าวใหม่ ปี 62 กระสอบ 49 กก. 2,020 บาท)
จากการสอบถามแม่ค้าที่ตลาดสดหน้าค่าย ป.พัน 7 อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ได้ข้อมูลว่า ปลายปี 2561​ ราคาข้าวสาร ข้าวเหนียว กข.6 จากเดิมกระสอบละ​ 900​ บาท​ ค่อยๆ​ ขึ้นราคาเดือนละ 100-200 บาท ล่าสุดวันนี้ราคากระสอบละ 1,850 บาท หรือขึ้นมา 100 เปอร์เซ็นต์​ ทำให้ราคาขายปลีกจำเป็นต้องขยับตาม เป็นกิโลกรัมละ 40 บาท และต้องขายขั้นต่ำที่ 10 บาท จากเดิมเริ่มที่ 5 บาท


เช่นเดียวกับแม่ค้าขายข้าวเหนียวในตลาดสันป่าข่อย อ.เมืองเชียงใหม่ เผยว่า สาเหตุที่ต้องขึ้นราคาขายข้าวสารเหนียว (นึ่ง) เพราะราคาต้นทุนข้าวสารขยับขึ้นอย่างรวดเร็วมากและมีแนวโน้มที่จะปรับราคาขึ้นไปอีก วันนี้ขายปลีกทีละ 5 บาท ก็ขายไม่ได้แล้ว ต้องขายขั้นต่ำ 10 บาทขึ้นไป มีลูกค้าสอบถามว่าทำไมข้าวแพง ก็ตอบลูกค้าไปว่าราคาข้าวมันขึ้นเร็วมาก วันนี้ราคาแตะกระสอบละ 2,000 กว่าบาทแล้ว แถมยังได้รับแจ้งจากเอเย่นต์ว่าราคาข้าวอาจจะปรับขึ้นอีกเร็วๆ นี้
ด้านนางจันทร์ฉาย อายุ 60 ปี แม่ค้าจำหน่ายข้าวในตลาดประตูเชียงใหม่ อ.เมืองเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ตนจำหน่ายทั้งข้าวเหนียวนึ่งและข้าวจ้าวหุง เมื่อก่อนเคยขายต่ำสุดกิโลกรัมละ 30 บาท ต่อมาราคาปรับขึ้นเป็น 40 บาท ซึ่งก็คงตัวมานานแล้ว แต่ตอนนี้ไม่สามารถขายได้ราคานี้แล้ว เพราะข้าวสารแพงขึ้นมาก ต้องขายในกิโลละ 50 บาท เนื่องจากต้นทุนสูง ทั้งค่าแก๊ส ค่าจ้างคนงาน และต้นทุนจากการซื้อข้าวสาร คาดว่าสาเหตุข้าวแพงมาจากเรื่องของภัยแล้ง และข้าวใหม่ยังไม่ออก แต่ถึงแม้ข้าวที่ปลูกใหม่ออกแล้ว ก็ไม่แน่ใจว่าราคาจะปรับลงหรือไม่เพียงใด ก็ต้องรอดูสถานการณ์กันต่อไป
เช่นเดียวกับกลุ่มแม่ค้าในตลาดประตูก้อม อ.เมืองเชียงใหม่ เปิดเผยด้วยว่า ตนขายข้าวมาหลายสิบปีแล้ว จากเดิมเคยซื้อกระสอบ (45 กิโลกรัม) ราคาเพียง 700 กว่าบาท ต่อมาราคาก็ปรับขึ้น จาก 1,200 – 1,500 บาท จนถึงขณะนี้ราคาปรับขึ้นเป็นกระสอบ 2,050 บาท ซึ่งทางโรงสีจะมีการปรับขึ้นราคาอีก เคยขายข้าวเหนียวห่อเล็ก 5 บาท ต้องปรับราคาเป็น 10 บาท และจากเดิมกิโลละ 40 บาท ปรับเป็น 45 บาท บางร้านราคาสูงถึง 50 บาทก็มี ไม่นับรวมตลาดสดกลางเมืองบางแห่งที่ขายให้นักท่องเที่ยวเป็นหลัก ได้ยินมาว่ามีการปรับราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 60-70 บาทเลยทีเดียว
ส่วนหนึ่งคิดว่าปัญหาเกิดมาจากภัยแล้ง และโรงสีบางแห่งอาจจะกักตุนไว้เพื่อขึ้นราคา เพราะข้าวช่วงนี้เป็นช่วงที่มีน้อย ข้าวใหม่ก็กำลังปลูก แต่หากข้าวใหม่ออกมาราคาอาจจะถูกลง ก็คงต้องรอดูสถานการณ์ข้าวไปก่อน และอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาควบคุมหรือไปสอบถามโรงสีข้าวด้วยว่า ทำไมข้าวถึงแพง เพราะไม่ได้รับผลกระทบแค่พ่อค้าแม่ค้า แต่ผลกระทบไปถึงคนซื้อด้วย เพราะต้องจ่ายเงินเพิ่ม
เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนผ่านสายด่วน 1569 ขณะนี้ราคาข้าวเหนียวส่วนใหญ่สูงขึ้นต่อเนื่อง โดยยอมรับว่าสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากปัญหาภัยแล้ง ปริมาณข้าวออกสู่ตลาดน้อย อย่างไรก็ตาม เพื่อต้องการให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กรมการค้าภายในส่วนกลางและภูมิภาคเร่งตรวจสอบราคาข้าวเปลือกและข้าวสารเหนียวแต่ละประเภทว่ามีการปรับตัวสูงขึ้นต้นทางมากน้อยแค่ไหน เพราะจากการรับการร้องเรียนผู้ค้าส่งข้าวสารเหนียวในตลาดสดปรับขึ้นทุกสัปดาห์ จึงไม่มั่นใจว่าที่ปรับขึ้นสอดคล้องกับราคาข้าวเปลือกหรือไม่ หากปรับสูงขึ้นผิดปกติกรมฯ จะดำเนินคดีกับผู้กระทำการปรับราคาข้าวเหนียวสูงขึ้นผิดปกติ


อย่างไรก็ตาม หากราคาข้าวเหนียวปรับตัวสูงขึ้นมากเกินไปจะส่งผลกระทบอาหารสำเร็จรูป เช่น ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ข้าวเหนียวส้มตำ และอื่นๆ ดังนั้น จึงไม่อยากให้ฉวยโอกาสค้ากำไรเกินควร ตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการมีกำหนดไว้ชัดเจน หากปรับราคาสูงเกินความจำเป็นเข้าข่ายกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการมีโทษจำคุก 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และขอเตือนผู้ที่ค้ากำไรเกินควรอย่าได้กระทำ หากประชาชนพบเห็นร้านขายข้าวสารเหนียวเกินราคาให้ร้องมาที่สายด่วน
ด้าน นางนิยดา หมื่นอนันต์ พาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ เผยถึงสาเหตุที่ทำให้ราคาข้าวแพงในขณะนี้ว่า มีหลายปัจจัย ทั้งผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งที่ทำให้ผลผลิตข้าวทั้งนาปรังและนาปีที่ผ่านมามีน้อยกว่าทุกปี ประกอบกับช่วงนี้เป็นช่วงรอยต่อของฤดูกาล ข้าวเก่าเหลือน้อย ข้าวใหม่ก็ยังไม่ถึงเวลาเก็บเกี่ยว ขณะที่ความต้องการบริโภคกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จึงทำให้ราคาปรับตัวสูงตามกลไกทางการตลาด
“จากกระแสข่าวเรื่องราคาข้าวสาร(เหนียว) มีราคาสูงขึ้นถึงกระสอบละ 2,000 บาท จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ราคาขายส่งยังอยู่ที่ 1,500 – 1,600 บาท แต่ที่ราคาบางแห่งบอกขึ้นสูง เนื่องจากกว่าจะถึงผู้บริโภค ต้องผ่านคนกลางหลายคน ยิ่งผ่านคนกลางมาก และไม่ได้ซื้อราคาส่งจากโรงสีข้าว ก็จะมีราคาแพงขึ้น ประกอบกับช่วงนี้เป็นช่วงปลายปี ที่ข้าวเก่ากำลังจะหมด และข้าวใหม่กำลังปลูก ซึ่งข้าวเหนียว ฤดูกาลปลูกข้าวนาปรังในภาคเหนือ จะปลูกได้ปีละครั้ง แต่บางพื้นที่ก็มีการปลูกเพิ่ม แต่ก็จำนวนไม่มาก ส่วนภาคอีสาน ก็มีการปลูกแค่ปีละครั้ง ไม่เหมือนข้าวจ้าว ที่ปลูกปีละ 2 – 3 ครั้ง ขณะเดียวกันในปีนี้จังหวัดเชียงใหม่ ประสบปัญหาเรื่องของภัยแล้ง มีการควบคุมเรื่องของการใช้น้ำ ควบคุมพื้นที่การปลูก โดยเน้นให้ปลูกในพื้นที่ชลประทานมากกว่าปลูกนอกเขตชลประทาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อเกษตร เนื่องจากการปลูกข้าวต้องใช้น้ำจำนวนมาก หากอยู่นอกเขตก็จะขาดแคลนเรื่องน้ำ และไม่สามารถนำน้ำใต้ดินมาใช้ได้ เมื่อดูภาพรวมจากภาวะทั้งภัยแล้ง ดูเรื่องของจำนวนพื้นที่การปลูก และรอยต่อระหว่างข้าวเก่าที่กำลังจะหมดและข้าวใหม่ที่กำลังปลูก ยังไม่ออกสู่ตลาด ทำให้ปริมาณของข้าวที่มีอยู่เดิมมีน้อย สินค้าที่มีน้อย เมื่อรวมกับพ่อค้าคนกลางรับไปขายกันเป็นทอด แต่ปริมาณคนบริโภคยังเท่าเดิม ก็ทำให้ราคาสูงขึ้น” พาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ กล่าว
หากสอบถามว่า ทำไมทางพาณิชย์จังหวัด ไม่ลงไปควบคุมเรื่องราคา เรื่องนี้ต้องคิดให้รอบคอบ เพราะการลงไปควบคุมหรือแทรกแซงราคา บางครั้งจะเกิดผลกระทบมากกว่าผลที่ได้ เพราะหากเข้าไปควบคุม ก็จะเกิดการกักตุนสินค้า ของที่มีน้อยเมื่อถูกกักตุน ก็จะหายไปจากตลาด แต่จำนวนคนบริโภคยังคงมีเท่าเดิม ก็จะมีการขายแบบใต้ดินที่มีราคาแพง แล้วแพร่กระจายไปหลายพื้นที่ ทำให้ยิ่งควบคุมราคาไม่ได้ หากจะตามจับกุมก็จับกุมได้ไม่หมด เพราะจะเกิดทุกพื้นที่ และเชื่อว่าหากสถานการณ์ข้าวใหม่ที่กำลังปลูก เมื่อออกสู่ตลาดแล้ว สถานการณ์ราคาข้าวก็จะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมเร็วๆ นี้

Cr.หนังสือพิมพ์คนล้านนา