ตามรอยพระบรมธาตุดอยเกิ้ง จาก “กะโลงดอยเกิ้งแก้ว”

0
1477

จาก “กะโลงดอยเกิ้งแก้ว” สู่ “โคลงนิราศดอยเกิ้ง”

โคลงนิราศดอยเกิ้งที่เรารู้จักกันดี มีชื่อเต็มจริงๆ จากเอกสารต้นฉบับบางสำนวนเช่นที่ว่า “กะโลงดอยเกิ้งแก้ว” คำว่า “กะโลง” เป็นภาษาล้านนา หมายถึง “โคลง”

เอกสารฉบับดังกล่าวได้มาจากวัดชัยศรีภูมิ เชียงใหม่ ฉบับนี้มีความยาว 97 บท

อีกสำนวนคือฉบับวัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่ มีความยาวเพิ่มอีก 3 บทรวมเป็น 100 บท ใช้ชื่อคำประพันธ์ว่า “คราวทางดอยเกิ้ง” คำว่า “คราวทาง” ภาษาล้านนาอ่าน “คาวตาง” หมายถึง ระยะทางที่หยุดพักเป็นช่วงๆ เมื่อถึงสถานที่สำคัญ พวกพ่อค้าวัวต่างนิยมพูดว่าจะเดินทางเป็น “คราวมอ” คือจะหยุดพักก็ต่อเมื่อวัวเหนื่อยจนส่งเสียงร้องครวญคร่ำดังมอๆ แล้ว

ดังนั้นคำว่า “คราวทาง” ในโคลงนิราศดอยเกิ้ง ย่อมหมายถึง การใช้สถานที่สำคัญตามรายทางเป็นหลักกำหนดจุดแวะพักเป็นระยะๆ

แต่ก่อนหน้านั้นยังมีอีกสำนวนหนึ่ง ได้มาจากวัดบ้านโฮ่งหลวง จังหวัดลำพูน อาจารย์สิงฆะ วรรณสัย ปราชญ์คนสำคัญเมืองลำพูน ทำการปริวรรตครั้งแรก โดยนำมาเผยแพร่จำนวนเพียง 8 บท ใช้ชื่อที่ติดปากคนทั่วไปว่า “นิราศดอยเกิ้ง” ต้นฉบับชิ้นนี้เมื่อตรวจสอบเอกสารแล้วพบว่าไม่สมบูรณ์ครบถ้วน ทำให้ไม่สามารถทราบจำนวนบทได้แน่ชัดนัก

อย่างไรก็ดี การเผยแพร่นิราศดอยเกิ้งฉบับวัดบ้านโฮ่งหลวงของมหาสิงฆะ วรรณสัยในครั้งนั้น ได้จุดประกายให้ พ่อหนานปวงคำ ตุ้ยเขียว นักภาษาโบราณแห่งสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต้องดั้นด้นไปค้นหา “กะโลงดอยเกิ้งแก้ว” สำนวนฉบับวัดชัยศรีภูมิ มาปริวรรตเพิ่มเติมต่อจนจบเรื่อง กระทั่งเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย อย่างน้อยที่สุด ก็คือสำนวนที่ตีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหนังสือประวัติที่วัดพระบรมธาตุดอยเกิ้งพิมพ์แจกทุกปี

กระทั่งล่าสุด เมื่อเดือนกันยายน 2557 ไพฑูรย์ พรหมวิจิตร ได้นำต้นฉบับสำนวนที่พบในวัดเจดีย์หลวง (คราวทางดอยเกิ้ง) มาตรวจสอบกับฉบับวัดศรีภูมิ ชนิดวิเคราะห์เปรียบเทียบกันบทต่อบท ปริวรรตใหม่อีกครั้ง

กวีผู้รจนา อาตมาเป็น “พระภิกษุ”

เช่นเดียวกับโคลงนิราศหริภุญไชย ที่ไม่ปรากฏชื่อของกวีอย่างเป็นทางการ อันเป็นธรรมเนียมของกวีโบราณที่มักไม่ค่อยเปิดเผยตัวตน ทุกถ้อยคำที่หลั่งรินมาเสมือนสายน้ำไหลนั้น ถือว่าเป็นดั่งน้ำทิพย์ที่กวีตั้งใจนำไปสรงน้ำพระธาตุ เป็นพุทธบูชา มากกว่าที่ต้องการประกาศความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของผลงานชิ้นนั้น จึงไม่จำเป็นต้องระบุชื่อเสียงเรียงนาม

อย่างน้อยในโคลงนิราศหริภุญไชย ก็ยังปรากฏคำว่า “ศรีทิพ” แบบตั้งใจแย้มพรายนามหญิงคนรักของผู้รจนามาให้เห็น2-3 จุด ทว่าในโคลงนิราศดอยเกิ้งนั้น พยายามไล้เฟ้นหาว่าเผื่อกวีจะ “แอบหลุด” นามเฉพาะของตัวเองหรือหญิงคนรักออกมาบ้างสัก1-2 แห่ง ก็ยังหาไม่พบเลย

พบแต่เพียงการใช้สรรพนามเพรียกขานตัวเองว่า “เรียม” กับ “ม่อน” สลับไปมาเท่านั้นเอง

“เรียม” เป็นคำกลางๆ ที่คนทุกภาครู้จักกันดีว่าหมายถึง “พี่” หรือเน้นไปทาง “พี่ชาย” ใช้กล่าวแก่หญิงสาวผู้เป็นที่รัก

“ม่อน” เป็นคำล้านนาโบราณที่แทบจะไม่ได้ยินคนเหนือใช้กันในปัจจุบันอีกแล้ว เว้นแต่คนเฒ่าคนแก่ ทั้งพระและฆราวาสมักแทนตัวเองว่า “ม่อนน้อย” หมายถึง “ข้าน้อย”

สรุปคือไม่อาจทราบนามผู้รจนา ทราบแต่ว่าเป็นเพศชาย และข้อสำคัญเขาผู้นั้นน่าจะอยู่ในสมณเพศอีกด้วย

ทราบได้อย่างไรว่าผู้แต่งเป็นพระ ก็ในเมื่อขึ้นชื่อว่า “นิราศ” ย่อมหนีไม่พ้นฉากครวญคร่ำรำพึงรำพันถึงหญิงสาวคนรักที่ตนต้องจากมา หากเป็นพระภิกษุจริง มิถือว่าอาบัติดอกล่ะหรือ?

แน่นอนว่าการพรรณนาฉาก “นารีพิศวาส” เหล่านี้ถือเป็น “ขนบ” อย่างหนึ่งในการประพันธ์นิราศไม่ต่างไปจากฉากชมนกชมไม้ และก็คงเป็นเพียงการรจนาตาม “ขนบ” ให้เกิดคำประพันธ์ที่สมบูรณ์ตามแบบแผนที่มีมาแต่โบราณกาลเท่านั้น

พบว่ากวีสอดแทรกเรื่องความโศกเศร้าของการที่ต้องจากหญิงคนรักมาน้อยมาก มีเพียงไม่กี่บท และบทเหล่านี้ก็แทบไม่ต้องใช้จินตนาการใดๆ ในทางโลกย์ให้ผิดพระวินัยของสงฆ์ แค่ใช้ชั้นเชิงทางภาษาอันช่ำชองด้วยการนำหญิงในนิราศไปเปรียบเทียบกับนางในวรรณคดีต่างๆ ผู้เป็นที่รู้จัก เช่น นางสีดา นางเมรี นางมโนราห์ เท่านั้น อันเป็นการอุปมาอุปไมยให้เห็นทุกข์ของความรัก ถือเป็นกุศโลบายสอนธรรมะทางอ้อมด้วยซ้ำ

มีนัยที่ส่อให้ทราบว่าผู้รจนาเป็นพระภิกษุอยู่ 3 ประการ

ประการแรก ในโคลงบทที่ 7-8 กวีได้กล่าวว่าตนต้องออกเดินทางจาก “วัดสบแคร่” ที่อาศัยอยู่ ซึ่งปัจจุบันวัดสบแคร่นี้ไม่เหลือหลักฐานชื่อบ้านนามเมืองใดๆ อีกเลย แต่สันนิษฐานว่าคงเคยเป็นวัดหนึ่งที่อยู่ใกล้ลำน้ำปิง ในเขตเมืองฮอด ก่อนที่จะแยกเป็นอำเภอดอยเต่า และคงถูกน้ำท่วมกลายเป็นวัดร้างไปแล้วหลังจากที่มีการสร้างเขื่อนภูมิพลในปี พ.ศ. 2507

“ยามเมื่อเรียมรั้งอยู่ สบแคร่ คิ่นเหย

เองม่อนตนเดียวแด เผ่นผ้าย

ทักขิณแต่บุรี แฝงฝั่ง ระมิงค์เอย

ทรวงแตกอกช้ำช้าย ครอบน้องนพบุรี”

บางที เหตุผลที่ว่ากวีออกเดินทางจากวัดสบแคร่ยังอาจไม่ชัดเจนนัก เพราะอาจมีผู้แย้งว่า ผู้รจนาอาจเป็นฆราวาสที่อาศัยอยู่ใกล้วัดสบแคร่ก็เป็นได้ ถ้าเช่นนั้นลองมาดูเหตุผลอีกสองข้อ อาจได้ข้อมูลที่โฟกัสชัดเจนขึ้น

ประการที่สอง ในโคลงบทที่ 56 กวีบอกว่า เมื่อเดินทางมาถึงลำห้วยแห่งหนึ่ง กวีต้องลงอาบน้ำดำหัว และเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวใหม่ ก่อนที่จะขึ้นไปกราบพระธาตุดอยเกิ้ง กวีใช้คำว่า บริกขาร คือบริขาร

“คราวนี้เถิงแห่งห้วย ดำหัว ร้อนเอย

ปลงเปลี่ยนบริกขารครัว คิ่นข้อย

สรงสระเกศดำหัว บ่สว่าง สนิทเอย

สระอาบองค์ช้อยล้อย เลิศหื้อบัวริสุทธิ์”

บริกขาร หรือ บริขาร คือเครื่องใช้สอยของพระภิกษุในพุทธศาสนามี 8 อย่างคือ สบง จีวร สังฆาฏิ บาตร มีดโกน (หรือมีดตัดเล็บ) เข็ม ประคนเอว และกระบอกกรองน้ำ

อันประเพณีการสระเกล้าดำหัวของนักจาริกแสวงบุญ ก่อนจะขึ้นไปสรงน้ำหรือนมัสการพระบรมธาตุดอยเกิ้งนี้ยังเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบมา ก่อนจะถึงวัดพระบรมธาตุดอยเกิ้ง ในยุคที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยได้ขึ้นไปบูรณะเมื่อปี พ.ศ. 2465 นั้น ท่านได้สร้างบ่อน้ำไว้ 1 บ่อ สำหรับให้ทั้งพระภิกษุและฆราวาสทำพิธีชำระล้างร่างกายให้บริสุทธิ์ก่อน

เหตุผลประการสุดท้าย ที่เป็นเครื่องยืนยันว่าผู้แต่งโคลงนิราศดอยเกิ้งเป็นพระภิกษุหาใช่เพศฆราวาสก็คือ การที่ผู้แต่งต้องรีบกลับสู่วัดสบแคร่ภายใน 1 วัน เป็นการเดินทางแบบเร่งรีบในลักษณะเช้าไป-เย็นกลับ ไม่มีการค้างคืน ผิดกับโคลงนิราศหริภุญไชย ที่ใช้เวลาเดินทางจากเชียงใหม่ไปลำพูนแบบอ้อยสร้อย แวะพักนอนแรมทางถึง 4 วัน 4 คืน

วันที่กวีเดินทางไปพระธาตุดอยเกิ้งนั้น เป็นวันแรม 14 ค่ำ เดือนอาสาฬห์ เป็นเวลาเข้าพรรษาพอดี และในโคลงบทท้ายๆ ก็ระบุว่ากวีต้องรีบอำลากลับถิ่นพำนักภายในคืนนั้น อันเป็นข้อบัญญัติสำหรับพระภิกษุสงฆ์

ความที่เนื้อหาโดยรวมแต่งเป็นเชิงนิราศ มีบทรำพึงรำพันถึงหญิงสาว ดังนั้นกวีผู้ดำรงเพศสมณะจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะมาเปิดเผยตัวตนแบบโต้งๆ ได้ว่าเป็นพระภิกษุอย่างถนัดถนี่ แต่ก็มิได้ถือว่าเป็นการทุศีล เพราะผู้รจนาสำเหนียกว่าขณะแต่งคำประพันธ์นั้นต้องเคารพขนบของนิราศ

สองศตวรรษ สองโคลงนิราศ

“โคลงนิราศดอยเกิ้ง” รจนาขึ้นในปีพุทธศักราช 2251 หรือจุลศักราช 1070 ดังปรากฏหลักฐานชัดเจนในคำโคลงบทที่ 5 ว่า

ปางปีศักราชเบื้อง พันปลาย

ค้อมเปี่ยงเจ็ดสิบหมาย เหมียดได้

คลองถนนร่ำคราวถวาย เถิงธาตุ พระเอย

นามชื่อดอยเกิ้งแก้ว เกศพระชินมาร

เวลาอ่านเอกสารโบราณ หากพบศักราชที่พินิจแล้วเก่าเกินไปกว่าที่จะให้เชื่อว่าเป็นพุทธศักราช ให้รับทราบไว้เลยว่าตัวเลขนั้นเป็นจุลศักราชอย่างแน่นอน จะต้องเอาตัวเลข 1181 ไปบวก

ดังนั้น จ.ศ. 1070 จึงตรงกับ พ.ศ. 2251อันเป็นช่วงที่ล้านนาตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า คำนวณแล้วตรงกับยุคสมัยเจ้าเมืองเชียงใหม่ที่ถูกพม่าส่งมาปกครองเป็นลำดับที่ 10 มีชื่อว่า “มังแรนร่า” หากเทียบกับราชสำนักกรุงศรีอยุธยาจะตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าเสือ ต่อกับพระเจ้าท้ายสระ คือเข้าสู่สมัยอยุธยาตอนปลายแล้ว

เมื่อพินิจถึงศักราช 2251 ปีแห่งการประพันธ์โคลงนิราศดอยเกิ้ง จะเห็นว่ามีอายุสมัยที่ห่างจาก “โคลงนิราศหริภุญไชย” ถึง 200 ปี กล่าวคือโคลงนิราศหริภุญไชยแต่งในปี พ.ศ. 2000 หรือไม่ก็ 2060 ถือเป็นยุคทองของวรรณกรรมล้านนา

บรรยากาศในการประกวดประขันประชันฝีมือกันระหว่างมหากวีประจำราชสำนักในยุคที่มีการแต่ง “โคลงนิราศหริภุญไชย” ย่อมต้องเข้มข้นกว่าการแต่งโคลงในยุคที่ล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าเป็นธรรมดา

โคลงนิราศหริภุญไชย เป็นการแต่งขึ้นเพื่อถวาย “เจ้านาย” ระดับพระมหากษัตริย์ให้ทอดพระเนตร เป็นการเดินทางไปนมัสการพระบรมธาตุหริภุญไชยที่นครลำพูน ของยุวกษัตริย์เชียงใหม่ คือพระเมืองแก้ว ด้วยกระบวนยาตราขนาดใหญ่ มีการประโคมขับกล่อมมโหรีสลับกันตามรายทาง

ในขณะที่ โคลงนิราศดอยเกิ้ง เขียนโดยกวีสามัญชน (เชื่อมั่นว่าเป็นพระภิกษุ) เดินทางไปคนเดียว (หรืออาจมีโยมอุปัฏฐากเป็นผู้ติดตามอีกเพียง 1-2 คน) ข้อสำคัญบรรยากาศในการประชันฝีมือโวหารทางวรรณกรรมได้ยุติบทบาทลงนานแล้ว

ตามรอยพระบรมธาตุดอยเกิ้ง, “กะโลงดอยเกิ้งแก้ว”,

ธาตุเจ้าศรีสถานจอมจักร เปลวเปล่งอัมพเร

แต่เรามิอาจปฏิเสธได้ว่าผู้รจนาโคลงนิราศดอยเกิ้ง ได้รับอิทธิพลหรือแรงบันดาลอย่างรุนแรงมาจากโคลงนิราศหริภุญไชย ดังจะขอยกตัวอย่างบทสดุดีความงามตระการของพระบรมธาตุทั้งสององค์มาเปรียบเทียบให้เห็นกันแบบจะๆ จำนวน 3บท

มหาชินธาตุเจ้าเจดีย์

เหมือนแท่งทิพสิงคีคู่เพี้ยง

ฉัตรคำคาดมณีควรค่า เมืองเอ่

เปลวเปล่งดินฟ้าเสี้ยงสว่างเท้าอัมพเร

เจดีย์พระธาตุเจ้าศรีสถาน

โสภิตพะงาปานเกศเกล้า

ทศมนมิมีปานพอคู่ ครบเอ่

ฤๅเลิศไตรทิพเท้าเท่าเว้นจุดาศรี

มหาชินธาตุเจ้าจอมจักร

จอมจักรโลกทศลักษณ์เลิศหล้า

เลิศหล้ามิใครทักเทียมแทก ได้เอ่

เทียมแทกวางไว้ฟ้า ฟากด้าวดาวดึงส์

(โคลงนิราศหริภุญไชย)

ยลเห็นพระธาตุเจ้า จอมจักร

เปลวเปล่งอุฬารลักษณ์ เลิศหล้า

ถวายกรอ่ำรุงรักษ์ เรียมร่ำ ริเอย

ถวายประหนมน้อมหน้า นอบนิ้วอัญชุลี

ยลเห็นพระธาตุเจ้า เจดีย์

ถวายประหนมอัญชุลี เลิศล้าง

คือเห็นหน่อมุนี ยังโลก นี้เอย

เปลวเปล่งฤทธิ์ใสสว้าง ส่งเท้าอัมพเร

ลุเถิงพระธาตุเจ้า ศรีสถาน

ปราโมทย์สัทธาทาน ถ่อมถ้า

บ่เห็นอ่อนองค์การ หฤทเยศ เล่าเอย

วานเทพตนฤทธิ์กล้า ค่อยแก้กรรมสนอง

(โคลงนิราศดอยเกิ้ง)

โคลงทั้ง 3 บทของนิราศดอยเกิ้ง ถึงแม้ไม่ได้ถอดล้อถ้อยคำและลีลาของโคลงนิราศหริภุญไชยมาใช้ชนิดบทต่อบท แต่ก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายของการดึงเอาศัพท์ที่ผู้ประพันธ์น่าจะชื่นชมมากเป็นพิเศษมาใช้เป็นช่วงๆ อาทิ ธาตุเจ้าศรีสถาน, ธาตุเจ้าจอมจักร, เปลวเปล่ง, อัมพเร (หมายถึง อัมพรคือท้องฟ้า)

เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับกะโลงดอยเกิ้งแก้ว มายืดยาว ยังไม่เห็นบอกเลยว่าตัวพระบรมธาตุดอยเกิ้งนั้นตั้งอยู่ที่ไหน ส่วนใดของเชียงใหม่ สำคัญอย่างไร เนื้อที่ฉบับนี้หมดพอดี โปรดติดตามอ่านต่อในฉบับหน้า