พระธาตุดอยเกิ้ง ประหนึ่งเจดีย์ลอยกลางทะเลสาบ

0
3448

พระธาตุดอยเกิ้ง ตั้งอยู่เลขที่ 17 หมู่ที่ 5 บ้านหนองบัวคำ ตําบลท่าเดื่อ อําเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ทางทิศใต้ลงมาตามถนนสายเชียงใหม่– ฮอด หรือทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 เมื่อถึงแยกหอนาฬิกาอำเภอฮอด ให้ไปทางถนน 1012 (สายฮอด-บ้านวังลุง) ผ่านสามแยกไปอำเภอดอยเต่า ผ่านโรงพยาบาลฮอด และลงมาตามถนน รพช. ชม. 3086 (บ.วังลุง-บ.ห้วยหินดำ) วัดอยู่ห่างจากหมู่บ้านสุดท้ายที่หมู่บ้านห้วยหินดําต้องขึ้นเขาเป็นระยะทาง 14 กิโลเมตร ภูเขาสูงถึง 860 เมตร

สมัยนี้นิยมใช้ GPS กำหนดแผนที่ ก็จะอยู่ในพิกัด 17.951862,98.605825

วัดพระธาตุดอยเกิ้งตั้งอยู่ท่ามกลางเขตป่าสงวนแห่งชาติ (ป่าแม่แจ่ม-แม่ตืน) ได้รับการพัฒนาฟื้นฟูโดยเจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน และถือเป็นรูปแรกรูปเดียวที่สืบค้นได้ ชื่อ พระอธิการบุญศรี อภิปุณฺโณ (ครูบาบุญศรี) ท่านบวชที่วัดตโปทาราม (ร่ำเปิง) เมื่อปี พ.ศ. 2528 ถือเป็นลูกศิษย์คนสำคัญสายหลวงปู่ทอง วัดพระธาตุศรีจอมทอง รูปหนึ่ง

อันที่จริงวัดมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “วัดพระบรมธาตุดอยเกิ้ง” แต่คนทั่วไปนิยมเรียกว่า “พระธาตุดอยเกิ้ง” ความโดดเด่นของพระธาตุดอยเกิ้ง คือการที่ตั้งอยู่บนยอดเขาสูงลิบลิ่วใกล้แม่น้ำปิงมีหน้าผารายรอบ ทำให้เมื่อมองในระยะไกลเกิดมุมมองที่งดงามในแง่ภูมิทัศน์วัฒนธรรม

ณ ยุคสมัยหนึ่งที่มีการสร้างเขื่อนภูมิพลที่อำเภอสามเงาจังหวัดตาก น้ำแม่ปิงได้ไหลย้อนท่วมเอ่อกักขังให้พื้นที่หลายแห่งในอำเภอดอยเต่าและอำเภอฮอดจมอยู่ใต้น้ำ

พระธาตุดอยเกิ้งก็เช่นกัน แม้จะตั้งอยู่บนยอดเขาสูงลิบลิ่ว ก็มิวายที่จะต้องอยู่ในสภาพคล้ายเกาะกลางทะเลสาบ การเดินทางถูกตัดขาดจากถนนและหมู่บ้านคน

ในช่วงห้าทศวรรษที่ผ่านมา กว่าจะสามารถขึ้นไปกราบนมัสการพระธาตุดอยเกิ้งกันได้สักที บุคคลผู้นั้นต้องฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการ คือต้องทั้งนั่งแพ ทั้งป่ายปีนหน้าผาภูเขาสูงชันริมทะเลสาบ

แต่ทว่าในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมานี้ สภาพดินฟ้าอากาศแห้งแล้ง ปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลลดลงอย่างฮวบฮาบ เมืองโบราณที่จมอยู่ใต้น้ำแม่ปิงหลายแห่งต่างค่อยๆ ผุดเผยโฉมขึ้นมาให้เห็น รวมไปถึงหนทางขึ้นไปสู่พระธาตุดอยเกิ้งก็สะดวกมากขึ้น ไม่ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายถ่อแพและปีนเขาเหมือนสมัยก่อน มีถนนขึ้นไปถึงวัดเรียบร้อยแล้ว

แต่ขอเตือนว่าต้องขับช้าๆ ด้วยความระมัดระวังยิ่ง เพราะตลอดหนทางจะเต็มไปด้วยฝูงวัวควายนับร้อยเดินเป็นพรวนอย่างสบายอารมณ์ ไม่สนใจเสียงรถเสียงแตร

ดอยเกิ้ง คือบังสูรย์กางกั้นแสงสุรีย์

แล้วคำว่า “ดอยเกิ้ง” นี่หมายถึงอะไรกัน

คำว่า “เกิ้ง” มีความหมายหลายอย่าง อาจหมายถึง ครึ่งหรือกึ่งหนึ่ง อย่าลืมว่าภาษาเหนือสามารถใช้สระเออ ปะปนหรือแทนกับสระอึ-สระอือได้ เช่นเมื่อกล่าวว่า “แหมเกิ่ง(เกิ้ง)ทาง” ก็แปลว่า อีกแค่ครึ่งทางจะถึงจุดหมาย

ส่วนอีกความหมายหนึ่ง เกิ้ง ยังแปลว่า ป้องปก โอบล้อม กำบัง กางกั้น ฯลฯ

“ดอยเกิ้ง” ในที่นี้เป็นความหมายที่สอง

ถ้าเช่นนั้น ใครมาปกป้อง หรือกางกั้นอะไรกันกับใครล่ะหรือ

เรื่องนี้มีปรากฏที่มาใน “ตำนานพระเจ้าเลียบโลก” ค่อนข้างยาวเหยียด แต่จะพยายามสรุปให้เข้าใจแบบกระชับสั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนี้

มีการกล่าวถึง พระญาสีสู่ (บ้างเขียน “สีสุ”) กษัตริย์องค์หนึ่งมีความประสงค์จะเดินทางไปนมัสการพระพุทธเจ้าโคตมะซึ่งเสด็จมาที่ดอยอุจฉุบรรพต (คือดอยสุเทพ) ในขณะเดียวกันก็จะรีบไปงานกินแขก (แต่งงาน) ของสหายคือ พระญาสีธรรมราชา แต่เกรงว่าจะไม่ได้พบพระพุทธองค์จึงรีบมานมัสการก่อนไปงานแต่ง

การเดินทางไปยังเมืองของสหายต้องไปทางเรือ พระญาสีสู่ต้องรีบไปเพราะมัวแต่เสียเวลามาเฝ้าพระพุทธเจ้า จึงอธิษฐานบุญเก่าของตนขอให้น้ำมหาสมุทรเอ่อท้นขึ้นมา นางเมขลาบันดาลน้ำให้เอ่อขึ้นจนพระญาสีสู่สามารถบรรทุกข้าวของลงเรือออกเดินทาง แต่แวะพักนอนก่อนหนึ่งคืน รุ่งเช้าน้ำมหาสมุทรแห้งขอดลง เรือของพระญาสีสู่ติดค้างอยู่ที่นั่น ไม่อาจเดินทางต่อไปได้

พระพุทธองค์เมื่อออกพรรษาโปรดเวไนยสัตว์ตามสถานที่ต่างๆ ทรงเล็งเห็นว่าพระญาสีสู่กำลังตกทุกข์ได้ยาก จึงเสด็จไปโปรดที่ริมฝั่ง น้ำแม่ระมิงค์ (คือแม่น้ำปิง) ใกล้เชิงดอยอุจฉุบรรพต ในขณะนั้นบริวารของ พระญาขุนแสนทอง 2 คนมาเที่ยว เมื่อเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาจึงรีบไปกราบทูลให้เจ้านายตนทราบ

พระญาขุนแสนทองเห็นว่าแสงแดดส่องต้องพระพุทธองค์ จึงนำเอา “เกิ้งคำ” คือที่บังแดดทำด้วยทองคำมากั้นบังให้พระพุทธองค์จนถึงเชิงดอย ส่วนพระญาสีสู่ได้ถวายข้าวบิณฑบาต และเล่าเรื่องราวที่เรือติดค้างอยู่ ทำให้ได้รับความทุกข์ พระพุทธองค์ทรงเทศนาธรรมสั่งสอน ในครั้งนั้นคนทั้งหลายต่างก็บรรลุธรรมรวมทั้งหลานของพระญาขุนแสนทองชื่อ “พระอุบาลี” ซึ่งบวชและบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ภายใน 1 วัน

ยังเหลือแต่พระญาสีสู่ผู้เดียวที่ไม่อาจบรรลุธรรม เนื่องจากตั้งความปรารถนาเป็นอนาคตพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง พระพุทธองค์ทรงตรัสพยากรณ์ว่า ภายหน้าพระญาสีสู่จะได้เป็นพระพุทธเจ้าชื่อ “อภิภู” พระญาสีสู่ดีใจจึงนำเรือของตนขอให้พระพุทธเจ้าประทับเหยียบรอยพระบาทไว้บนหินก้อนหนึ่งรูปร่างคล้ายหลังเต่าในเรือลำนั้น เพื่อเป็นเครื่องหมายให้ผู้คนบูชาคงทนถึง 5,000 ปีอย่าได้ปรักหักพัง

เล่ากันเพียงย่อๆ แค่นี้ก็ยาวมากพอแล้ว ใครสนใจอยากอ่านรายละเอียดทั้งหมดมีอยู่ตำนานมากกว่า 20 หน้า ที่กล่าวมาก็เพราะต้องการชี้ให้เห็นถึงที่มาของคำว่า “ดอยเกิ้ง” มาจากการที่ขุนแสนทองได้นำเอา “เกิ้งคำ” คือที่บังแดดทำด้วยทองคำมาเกิ้ง คือกั้งบัง หรือกั้นบังแสงแดดให้แก่พระพุทธเจ้า ดอยแห่งนั้นจึงได้ชื่อว่าดอยเกิ้ง ตามตำนานดังกล่าว

สิ่งที่น่าสังเกตก็คือคำว่า เกิ้ง ที่หมายถึงเครื่องกั้นนั้น ในที่นี้อาจเป็นไปได้กับคำในภาษาไทยถึง 3 คำคือ บังสูรย์, สัปทน, ฉัตร อย่างไรก็ตาม หากเราเข้าใจตรงกันว่า ชาติพันธุ์ของขุนแสนทองเมื่อราว 2 พันกว่าปีที่ผ่านมาย่อมเป็นชาวลัวะ จึงไม่อาจทราบว่า เกิ้ง คือที่บังแดดในที่นี้จะตรงกับคำไหน ระหว่างบังสูรย์ สัปทน และฉัตร

แต่สันนิษฐานว่า เกิ้ง ของคนลัวะครั้งกระโน้น น่าจะเป็นวัตถุที่ทำมาจากผ้า หรือไม่ก็จากพืช โดยมีรูปร่างลักษณะที่ใหญ่กว่า จ้อง หรือ ร่ม

พระธาตุดอยเกิ้งกับบุคคลสำคัญ

กล่าวกันว่า สมัยพระนางจามเทวีคราวที่เดินทางมาจากกรุงละโว้ตามลำน้ำปิงก่อนจะเสด็จขึ้นมาครองนครหริภุญไชย ได้มาสักการะ“พระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุในส่วนของพระนลาฏเบื้องซ้ายและพระเกศาธาตุ” ที่นี่ และยังช่วยบูรณปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุดอยเกิ้งตามคําเชิญของพ่อฤาษีโสนันโท ประมาณปี พ.ศ. 1204

ด้วยเหตุนี้ ที่วัดพระบรมธาตุดอยเกิ้งจึงมีอนุสาวรีย์พระนางจามเทวีตั้งแต่บริเวณใกล้ซุ้มประตูหน้าวัดเลยทีเดียว

หลังจากนั้นในสมัยอาณาจักรล้านนา ไม่มีหลักฐานปรากฏว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใดเคยเสด็จมาที่พระธาตุดอยเกิ้งบ้างหรือไม่ เหลือแต่หลักฐานด้านศิลปกรรมคือองค์พระธาตุเดจีย์ ว่ามีรูปแบบศิลปะล้านนาเท่านั้น

กระทั่งถึง พ.ศ. 2251 ปีที่มีการรจนา “โคลงนิราศดอยเกิ้ง” เป็นช่วงที่พม่าปกครองล้านนา ความสำคัญของพระธาตุดอยเกิ้งได้กลับมาปรากฏอย่างเป็นจริงเป็นจังอีกครั้งด้วยคำประพันธ์เรื่องดังกล่าว

เนื้อหาในบทกวีมีการกล่าวถึง สถูปที่ฝังอัฐิของพระอุบาลี หรืออ้างถึงพระญาขุนแสนทอง พระญาสีสู่ และโยคี แสดงให้เห็นว่ากวีนิรนามต้องอ่านตำนานพระธาตุดอยเกิ้งมาแล้ว ก่อนที่จะประพันธ์นิราศเรื่องนี้

แสนทองทังเทพท้าวสีฉวู

นบธาตุพระสัพพัญญูเกศเกล้า

เป็นเฉลิมฤทธีดูตาแรก รักเอย

ปรายโปรดเรียมทุกข์เท้ารี่เท้อมมเหสักขา

* สีฉวู หมายถึงพระญาสีสู่

มาถึงสมัยที่ล้านนาถูกผนวกรวมกับรัตนโกสินทร์ บริเวณเมืองหอดหรือฮอด (ก่อนจะแยกมาเป็นอำเภอดอยเต่า) ได้กลายเป็นที่ตั้งชุมชนใหญ่ของนักล่องแพ ในสมัยที่การคมนาคมระหว่างเชียงใหม่และภาคกลางยังต้องอาศัยการเดินทางล่องแพในลำน้ำปิง ผ่านเกาะแก่งต่างๆ ลงมาสู่จังหวัดนครสวรรค์ พระธาตุดอยเกิ้ง จึงเป็นสถานที่ทางผ่านที่คนมาต่อแพมักแวะเวียนขึ้นมาเคารพสักการะ

กระทั่งปี พ.ศ. 2463 (หากนับแบบปัจจุบันจะตรงกับปี 2464 เพราะอยู่ในช่วงก่อนเดือนเมษายน) ครูบาเจ้าศรีวิชัย” ได้มาเป็นประธานในการบูรณะพระธาตุดอยเกิ้ง ขณะนั้นตั้งอยู่ที่อำเภอฮอด โดยได้รวบรวมเงินจากผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างทั้งสิ้น 16,934 รูเปีย คิดเป็นเงิน 13,393.90 บาท

เส้นทางสายที่ครูบาเจ้าศรีวิชัยใช้จาริกมาสู่พระธาตุดอยเกิ้งนั้น ท่านข้ามลำน้ำปิงที่บ้านท่าเรือ หรือดอยเรือ (ปัจจุบันได้รับการฟื้นฟูจากครูบาบุญศรีสร้างเป็นพุทธอุทยาน) จากดอยเรือห่างไปประมาณ 1-2 กิโลเมตรจะถึงหน้าผาเรียก “ผาคำ” อันเป็นที่ตั้งของวัดจอมสวรรค์ วัดมีสภาพเหมือนเกาะคือมีน้ำล้อมรอบ ครูบาเจ้าศรีวิชัยใช้เส้นทางปีนเขาสูงชันจากวัดจอมสวรรค์ขึ้นสู่พระธาตุดอยเกิ้ง และเห็นว่าการเดินทางยากลำบาก ท่านจึงได้สร้างถนนจากแม่น้ำปิงช่วงทะเลสาบดอยเต่าขึ้นสู่พระบรมธาตุดอยเกิ้งเป็นระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตร ปัจจุบันถนนสายนี้คือเส้นทางเก่าไม่ใช่เส้นทางที่รถขึ้น

แล้วก็ช่างเป็นเรื่องที่น่าบังเอิญเสียนี่กระไร ในช่วงนั้นเป็นเวลาเดียวกันกับที่สมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพได้เสด็จผ่านมาแวะนมัสการพระบรมธาตุดอยเกิ้งพอดี ตามที่ทรงบันทึกไว้ในหนังสือ อธิบายระยะทางล่องลำน้ำพิงค์ ตั้งแต่เชียงใหม่จนถึงปากน้ำโพธิ์ว่า เมื่อวันที่ 17-18 กุมภาพันธ์ 2464 ท่านได้แวะเชิงดอยเกิ้ง ทำให้ได้มีโอกาสสนทนากับครูบาเจ้าศรีวิชัย

มหัศจรรย์ยิ่งนัก พบกันที่ไหนไม่พบ ทำไมบุคคลสำคัญของประเทศไทยทั้งสองต้องโคจรมาพบกันที่ “ดอยเกิ้ง”?

กรมพระยาดำรงราชานุภาพพรรณนาว่ามีผู้คนมาช่วยกันสร้างทางเป็นอันมาก มีทับกระท่อมร้านตลาดตั้งเต็มตลอดฝั่งลำน้ำ เมื่อครูบาเจ้าศรีวิชัยทราบว่าสมเด็จในกรมเสด็จมา ก็ให้การต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี และนำสมเด็จฯ เข้าไปยังศาลารับรองพร้อมกับมี ของดี จะมอบให้

“ของดี” ที่ว่านั้น ครูบาเจ้าศรีวิชัยเลี่ยงที่จะมอบให้ตรงๆ แต่ให้สมเด็จฯ เสี่ยงทายเลือกเอาเอง ดังที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าว่า

เห็นจัดที่บูชาตั้งพระพุทธรูปปิดทองใหม่ๆ เรียงกันไว้ ๓ องค์ บอกให้ข้าพเจ้าองค์ ๑ แล้วแต่จะเลือกองค์ไหนตามชอบใจ เป็นทำนองจะทดลองความรู้หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง”

กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเลือกพระพุทธรูปอินเดียโบราณแทนที่จะเลือกพระพุทธรูปแบบเชียงแสนพื้นๆ อีกสององค์ ซึ่งก็ “ถูกองค์ที่พระศรีวิชัยหมายไว้” นอกจากพระพุทธรูปอินเดีย (ซึ่งไม่ได้ระบุว่าเป็นพุทธศิลปะของสกุลช่างใด) แล้ว สมเด็จฯ ยังได้รับพระพิมพ์ลำพูนจากครูบาเจ้าศรีวิชัยอีกองค์หนึ่งด้วย

บรรยากาศครั้งนั้น ถือเป็นมิตรภาพที่งดงามท่ามกลางแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ “พระธาตุดอยเกิ้ง” ที่ฟ้าดินดลใจให้สองผู้ยิ่งใหญ่โคจรมาพบกันเป็นครั้งแรก ส่วนจะมีครั้งอื่นๆ อีกบ้างไหมยังไม่พบหลักฐานแน่ชัด เชื่อว่าก่อนหน้านั้นทั้งคู่ซึ่งเป็นคนดังแห่งยุคสมัย ต่างก็เคยได้ยินชื่อเสียงกิตติศัพท์ของกันและกันมานานแล้ว

ขอปิดท้ายด้วยบทกวี “กะโลงดอยเกิ้งแก้ว” หรือโคลงนิราศดอยเกิ้งสัก 2 บท ที่อาจสรุปได้ว่า “งามงดเฉพาะตัว” คือจะว่าหวานหยดย้อยพิลาศพิไลดั่งโคลงนิราศหริภุญไชยก็มิอาจกล่าวได้เต็มปากเต็มคำนัก ด้วยสังเกตเห็นข้อด้อย ใช้คำในวรรคสุดท้ายบาทสุดท้ายในลักษณะที่ “พยางค์ล้นเกินจำเป็น” มาตลอด หรืออาจเป็นการจงใจเพื่อสร้างอัตลักษณ์เฉพาะของผู้ประพันธ์? แต่ก็ถือว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ไม่ค่อยพบเห็นในหมู่นักเลงโคลงทั้งหลาย

จามรฉัตรเจ็ดจ้อง บังไถง

ทังช่อน้อยตุงไชย คู่ด้าว

เวนวางเพื่อเป็นประไจ (ปัจจัย) จงรอด รักเอย

ก็เท่าจงน้อมน้าว นาฏอั้นอิฏฐาผล

ปฐมรอยแรกสร้าง เวียงวัง

ตกแต่งมณฑลทัง สี่ด้าน

โดยเดิมแต่ยามยัง งามเงื่อน นักนอ

บัดเดี่ยวคานค้อมค้าน โค่นเสี้ยงสุดสฏฐิฐารย (สถาน)