พระราชชายา เจ้าดารารัศมี ผู้ถักทอสายใย เชียงใหม่-ลำพูน ผ่านผ้าไหมยกดอก

0
1392

ความสัมพันธ์ของเจ้าดารารัศมีกับเจ้านายสายสกุลลำพูน

ความสัมพันธ์ระหว่างพระราชชายา เจ้าดารารัศมี กับเจ้านายสายสกุลลำพูนนั้น มีความแน่นแฟ้นกันอย่างยิ่ง เห็นได้จากช่วงที่พระองค์มีโอกาสเสด็จนิวัติกลับเชียงใหม่ วันที่ 9 เมษายน 2452 ได้ประทับอยู่ 20 วัน จากนั้นเสด็จนครลำพูน ดังปรากฏในสำเนาพระราชโทรเลขระหว่างพระราชชายาฯ กับพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 ว่า

วันที่ 1 พฤษภาคม รัตนโกสินทร์ศก 128

เจ้าดารารัศมี เมืองลำพูน

โทรเลขวันที่ 29 รับแล้ว ขอให้บอกความระฦกถึงเจ้านครลำพูน ละครในการขึ้นเรือนสนุกมาก

คิดถึง สยามินทร์

ก่อนที่เจ้าดารารัศมีจะเสด็จถึงนครเชียงใหม่ ขณะนั้นเจ้าผู้ครองนครลำพูน (องค์ที่ 9) คือเจ้าหลวงอินทยงยศโชติ ได้มอบหมายให้ “เจ้าบุรีรัตน์” (ต่อมาคือเจ้าจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองนครองค์สุดท้าย) ไปดำเนินการสร้างพลับพลาที่ประทับแรมที่ดอยน้อย 1 หลัง และที่บ้านวังพร้าว 1 หลัง เพื่อใช้สำหรับรับเสด็จพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ใช้เวลาทำงานประมาณ 15 วัน

เกี่ยวกับเจ้าหลวงอินทยงยศโชตินั้นมีเกร็ดเล่ากันในคุ้มเจ้าลำพูนว่า เมื่อครั้งที่เดินทางลงไปถวายเครื่องราชบรรณาการในฐานะเจ้าประเทศราชแด่รัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสว่า

เจ้าหลวงลำพูน เราเกิดปีเดียวกัน อายุเท่ากัน ถ้าตายเราตายพร้อมกันนะ”
เจ้าหลวงอินทยงยศโชติกราบทูลสนองว่า

พะยะค่ะ”

และในที่สุดหลังจากรัชกาลที่ 5 เสด็จสวรรคต เพียง 3 วัน เจ้าหลวงอินทยงยศโชติก็ถึงแก่พิราลัย

ในยุคของเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ มีครั้งหนึ่งท่านได้ต้อนรับพระราชชายาฯ เสด็จไปยังคุ้มหลวงลำพูน (ในยุคนั้น อาคารยังไม่ใช่หลังปัจจุบัน แต่เป็นอาคารไม้และเคยตั้งอยู่บริเวณศาลากลางจังหวัดลำพูน) มีการบันทึกไว้โดยเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ว่า พระราชชายาฯ ร่วมเสวยพระกระยาหารกับพระประยูรญาติฝ่ายลำพูน

พระองค์ทรงมีพระเมตตาต่อธิดาของท่านคือเจ้าหญิงประกายคำ (ธิดาของเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์กับหม่อมคำแยง) กับเจ้ารวงคำ (ธิดาของเจ้าราชสัมพันธวงศ์ กับเจ้าหญิงส่องหล้า น้องสาวคนเล็กของเจ้าหลวงจักรคำ)

พระราชชายาฯ มีพระประสงค์จะรับเจ้าหญิงน้อยทั้งสองไว้ในพระอุปถัมภ์ เจ้าหญิงประกายคำตกลงรับสนองพระเมตตาทันที ส่วนเจ้ารวงคำนั้นยังคิดถึงเจ้าพ่อเจ้าแม่อยู่มากจึงไม่ตอบรับครั้งนั้น ในที่สุด พระราชชายาฯ รับอุปการะเพียงแต่เจ้าหญิงประกายคำองค์เดียว

ถ่ายทอดความรู้เรื่องการทอผ้าแก่เจ้าหญิงส่วนบุญ

พระราชชายาฯ ได้ชักชวนให้เจ้าหญิงส่วนบุญ ผู้เป็นชายาของเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ พร้อมด้วยเจ้าหญิงลำเจียก (ธิดาองค์โตของเจ้าหลวงจักรคำฯ กับแม่เจ้าขานแก้ว) ให้ไปเข้าเฝ้าที่พระตำหนักของพระองค์ที่เชียงใหม่หลายครั้ง เพื่อรับการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการทอผ้า ซึ่งในภายหลังทั้งสองท่านได้นำความรู้ที่ได้มาถ่ายทอดให้แก่ช่างทอผ้าที่คุ้มหลวงสืบมา

เจ้าเครือแก้ว ณ เชียงใหม่ ได้กล่าวถึงพระราชชายาฯ เกี่ยวกับบทบาทเรื่องผ้าทอว่า

พระราชชายาฯ ทรงรวบรวมช่างผู้ชำนาญในการทอผ้าซิ่นตีนจกมาทอที่โรงกี่ในพระตำหนัก รวมทั้งเปิดสอนให้ผู้ที่สนใจด้วย ผ้าซิ่นตีนจกเป็นการฝีมือชั้นศิลปะโบราณ โดยเก็บดอกด้วยมือทีละดอก และทอพร้อมกันไป เจ้านายสมัยโบราณใช้ไหมทองเป็นไหมยืน ทำริ้วที่ผืนซิ่น แล้วต่อด้วยตีนจก ยกดอกด้วยไหมทองบนพื้นสีแดง

เคยเห็นการทอผ้าที่โรงกี่ในพระอุปถัมภ์ ตั้งกี่หลายหลัง ทอซิ่นยกเป็นผ้าไหมยกดอกทั้งผืนและตีนจก ตลอดจนผ้ายกดอกด้วยไหมทองไหมเงิน พระราชชายาฯ ท่านจะทรงควบคุมการย้อม การทอ ตลอดจนการใช้สีและลวดลาย ด้วยพระองค์เอง”

นุ่งยก ห่มตาด

ถ้าดูจากพระฉายาลักษณ์ของพระราชชายาฯ ภาพหนึ่งพบว่าพระองค์ท่านแต่งกายแบบเต็มยศสวมเสื้อลูกไม้ สายสะพาย ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ คาดเข็มขัดผ้าต่วนสีขาว ทรงผ้าซิ่นไหมยกดอกสีอ่อน สวมถุงน่องรองเท้าส้นสูง

การแต่งกายเต็มยศเช่นนี้ ผู้รู้ด้านภูษาภรณ์ได้ให้คำจำกัดความว่า ในโอกาสที่มีพระราชพิธีสำคัญ พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในราชสำนักสยาม จะกำหนดให้ “นุ่งยก ห่มตาด” หมายความว่าสตรีในวังหลวงไม่ว่าจะมาจากหัวเมืองใดก็ตาม ล้านช้าง ล้านนา ปัตตานี ฯลฯ ยามปกติอาจแต่งตัวตามท้องถิ่นนิยมอย่างไรก็ได้ แต่ยามเข้างานพระราชพิธีต้อง “นุ่งยก ห่มตาด” อย่างพร้อมเพรียง หมายถึงจะต้องนุ่งผ้ายกทอง กับห่มผ้าทรงสะพักที่ทำมาจากผ้าตาดนั่นเอง

ลักษณะของผ้าไหมยกดอกผืนที่พระราชชายาฯ ทรงสวมในพระฉายาลักษณ์นั้น เป็นการทอตัวซิ่นเป็นริ้วลายขวาง สลับแถวกับ ‘ขิด’ ลายดอกไม้หกกลีบ ต่อเชิงด้วยผ้ายกลายเครือเถาดอกไม้ขนาดใหญ่ ขนาบบนและล่างด้วยลายเครือเถาขนาดเล็กด้านล่างเป็นกรวยเชิง

ลักษณะโครงสร้างการวางลายเช่นนี้คล้ายคลึงกับโครงสร้างของซิ่นตีนจกล้านนา แต่เปลี่ยนจากลายหางสะเปามาเป็นลายกรวยเชิง (กรุยเชิง) แทน ซึ่งลายกรวยเชิงนี้จะมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม (ทรงกรวยแบบขนมจอก) มักใช้ต่อตอนล่างของภาพจิตรกรรมหรือพระบฏ เช่น จิตรกรรมฝาผนังที่วัดบวกครกหลวง ภาพพระบฏที่วัดพระยืน หรือประดับลวดลายฐานเสาที่วัดช้างค้ำจังหวัดน่าน

จุดเริ่มต้นผ้าไหมยกดอก ชุมชนวัดดวงดี

ผ้าซิ่นยกดอกก่อนที่จะกลายมาเป็นสัญลักษณ์เมืองลำพูน พบหลักฐานว่าเคยทอกันมาก่อนแล้วที่หมู่บ้านย่านวัดดวงดี อำเภอเมืองเชียงใหม่ พระราชชายาฯ ทรงรวบรวมผู้ชำนาญในการทอซิ่นตีนจกจากหมู่บ้านวัดดวงดีมาทอที่โรงกี่ในวัง จากนั้นฝึกสอนผู้ที่สนใจในการทอผ้าด้วย จะเป็นคนในวังหรือคนภายนอกก็ได้ทั้งนั้น

ขณะที่เจ้านางลำพูนหลายท่าน มีความนิยมชมชอบการฝีมือในด้านนี้มาก่อนแล้ว ชอบทอซิ่นใช้เองเป็นงานอดิเรกอยู่เสมอ เมื่อได้มาศึกษาการทอซิ่นยกดอกจากที่โรงกี่ในวังของพระราชชายาฯ ก็นำกลับไปทอต่อในคุ้มหลวงลำพูน ภายหลังจึงได้แพร่หลายทั่วจังหวัดลำพูน

พบว่าที่วัดดวงดี มีหอธรรมอายุกว่า 300 ปีอยู่หลังหนึ่ง บานประตูตกแต่งลวดลายตาข่ายดอกพิกุลอย่างงดงาม มีลักษณะคล้ายกับลวดลายดอกพิกุลที่นิยมในผ้าไหมยกดอก อาจตั้งข้อสังเกตได้ว่า สถานที่แห่งใดก็ตามเมื่อมีชุมชนทอผ้า ศิลปกรรมมักจะเชื่อมโยงกันหมด อีกตัวอย่างหนึ่งคือแหล่งทอผ้าซิ่นตีนจก ที่วัดป่าแดด อำเภอแม่แจ่ม มีจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ เขียนเป็นภาพพระนางสิริมหามายาทรงผ้าซิ่นตีนจกด้วยเช่นกัน

ต้นกำเนิดการยกดอก

คำว่า “ลายยกดอก” นั้นเกิดขึ้นครั้งแรกจากการเก็บดอกด้วยมือทีละดอก เป็นงานค่อนข้างละเอียดดูเผินๆ แล้วเป็นลายนูนคล้ายกับการปักผ้า จากนั้นเอาดอกที่ยกให้นูนนั้นไปติดในส่วนตีนจกที่ทอแยก กับอีกส่วนหนึ่งเอาดอกที่ยกไปติดที่ตัวซิ่นไหมทั้งผืน

ซึ่งซิ่นไหมผืนในภาพที่เจ้าดารารัศมีทรงสวมนี้ เป็นมรดกตกทอดมาจากแม่เจ้าทิพเกสร ชนนีของพระองค์ พระราชชายาฯ ได้นำเอาผ้าผืนนี้ติดไปใช้สวมใส่เป็นพัสตราภรณ์ประจำพระองค์ตอนอยู่ที่วังหลวง เพื่อใช้เป็นเครื่องรำลึกถึงพระมารดาในทำนองไว้ดูต่างหน้า

ต่อมาเจ้าดารารัศมีได้ใช้ซิ่นผืนนี้เป็นตัวอย่างในการเก็บดอกสำเร็จ ซึ่งทรงคิดค้นด้วยตนเองเรียกวิธีนี้ว่า “เก็บเขาสำเร็จ” (คำว่า ‘เขา’ หมายถึงเครื่องมือขนาดเล็กที่ใช้เก็บลาย) โดยไม่ต้องทำดอกแยกต่างหากแล้วนำมาติดทับภายหลัง ถือเป็นการคิดค้นด้วยพระองค์เอง พัฒนาเป็นซิ่นยกดอกจนถึงทุกวันนี้

ผสมเทคนิคผ้ายกนครศรีธรรมราช

ความสำเร็จของการค้นพบวิธีการทำผ้ายกดอกของเจ้าดารารัศมี มีผู้กล่าวว่า ทรงได้รับอิทธิพลการทำผ้ายกมาจากเมืองนครศรีธรรมราชผสมผสานด้วยส่วนหนึ่ง ในวังหลวงมีโรงทอ โดยครูช่างสตรีชาวนครศรีธรรมราชได้สาธิตการทำ ‘ผ้ายก’ แบบปักษ์ใต้สอนให้แก่สตรีในราชสำนักสยาม

อาจารย์ณัฏฐภัทร จันทวิช อดีตผู้ทรงคุณวุฒิของกรมศิลปากร ผู้เชี่ยวชาญเรื่องภูษาภรณ์ ได้กล่าวไว้ในเวทีสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “ผ้าไหมยกดอกลำพูน” ที่หอประชุมเทศบาลตำบลเวียงยอง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เมื่อปี 2554 มีรายละอียดดังนี้

เดิมนั้นเทคนิคการยกดอกมีมาก่อนแล้วในวัฒนธรรมล้านนา เพียงแต่ไม่มีการบันทึกหลักฐาน จากนั้นเกิดศึกสงครามมีการอพยพกวาดต้อนผู้คนจากล้านนาไปอยู่กรุงศรีอยุธยาในสมัยของพระญาสามฝั่งแกน (ตรงกับสมัยเจ้าสามพระยา) มีการแบ่งประชากรล้านนาส่วนหนึ่งไปอยู่ทางใต้ จึงเป็นไปได้ว่าการทำผ้ายกของล้านนาได้ส่งอิทธิพลไปยังนครศรีธรรมราชด้วยตั้งแต่ตอนนั้น กระทั่งล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นพม่านานถึง 200 กว่าปี เมืองร้าง ผู้คนร้าง การทอผ้ายกดอกหยุดชะงักลงในภาคเหนือ

ในที่สุด เมื่อมีการฟื้นฟูล้านนาสมัยพระญากาวิละเมื่อ 200 กว่าปีก่อน เจ้าดารารัศมีมีโอกาสไปใช้ชีวิตในวังหลวง ได้ฝึกเรียนการทำผ้ายกดอกจากชาวนครศรีธรรมราชที่มาสอนในราชสำนักสยาม พระองค์จึงได้นำกรรมวิธีเทคนิคการทำผ้ายกดอกที่สูญหายไปแล้วจากแผ่นดินล้านนา กลับคืนสู่ล้านนาอีกครั้ง ผสมกับการที่เจ้าดารารัศมีได้เรียนรู้เทคนิคเฉพาะตัวที่จะทำให้ผ้าทอยกดอกล้านนามีความแตกต่างไปจากผ้ายกปักษ์ใต้ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ ผ้ายกดอกลำพูนมีลักษณะเฉพาะ พิเศษไม่เหมือนกับผ้ายกของนครศรีธรรมราช”

พระเทวีในรัชกาลที่ 6 ทรงโปรดผ้าซิ่นยกดอก

เมื่อเจ้าดารารัศมีพบเทคนิควิธีการทอผ้ายกดอกแบบที่ลงตัวแล้ว ได้ทรงจัดให้ช่างทอของพระองค์ทอซิ่นยกดอกไหมทองทูลเกล้าถวายรัชกาลที่ 6 เพื่อให้รัชกาลที่ 6 พระราชทานแก่พระเทวีทุกพระองค์

นอกจากนี้ มีพระเจ้าลูกเธอหลายพระองค์ในรัชกาลที่ 5 ได้ขอให้ช่างทอในพระตำหนักพระราชชายาฯ ดำเนินการทอให้ด้วย ซึ่งเจ้าดารารัศมีก็ไม่เคยปฏิเสธ ทำให้ซิ่นยกดอกเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายและรวดเร็วท่ามกลางหมู่เจ้านายฝ่ายในของสยามในช่วงรัชกาลที่ 6

กล่าวตามพัฒนาการได้ว่า สำหรับเจ้านายล้านนา ผ้าซิ่นตีนจกนั้นมีมาก่อนเพราะเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ไม่ได้สูญหายไปไหน เนื่องจากทอที่รอบนอกแถบแม่แจ่ม จอมทอง สันป่าตอง เชียงแสน ฯลฯ แต่ผ้ายกดอกสูญหายไปแล้ว ต่อมาจึงมีการฟื้นฟูผ้าไหมยกดอกอีกประเภทในภายหลัง

กระทั่งผ้าไหมยกดอกได้รับความนิยมมากขึ้นโดยลำดับ เริ่มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6จากราชสำนักสยามกระจายสู่ชนชั้นสูง คหบดีในกรุงเทพ

โปรดติดตามเรื่องราวตอนถัดไป ถึงพัฒนาการของผ้าไหมยกดอกลำพูน ซึ่งในที่สุดได้รับรางวัล GI หรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์จากองค์กรยูเนสโก