ผ้าไหมยกดอกลำพูน มรดกล้านนาสู่รางวัล สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของยูเนสโก

0
745

จากไหมของชนชั้นสูง สู่ฝ้ายของชาวบ้าน

          ต่อจากตอนที่แล้ว ที่ได้กล่าวถึงความนิยมในผ้าไหมยกดอกลำพูน เริ่มจากชนชั้นสูงในราชสำนักสยามก่อน จากนั้นก็กระจายสู่กลุ่มเจ้านายฝ่ายเหนือ

          ส่วนชาวบ้านยังยงนุ่งซิ่นก่าน (ซิ่นต๋า – ผ้าตาๆ ลายตามขวางแบบเรียบๆ) กับประชากรกลุ่มชาวลื้อ ชาวยองชาวขึนที่อพยพมาจากรัฐฉานในพม่าและสิบสองปันนาจากจีน ยังคงนุ่งซิ่นตีนเขียวในชีวิตประจำวันกับใส่เสื้อปั๊ดสาบป้ายข้างสีคล้ำๆ ไม่มีการใส่ผ้ายกดอกแบบชาววังแต่อย่างใด

          แม้แต่ผ้าฝ้ายยกดอกก็ยังลงไม่ถึงชาวบ้าน ยังไม่ต้องพูดถึงผ้าไหม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีราคาแพงและรักษายาก พบว่าชาวยองในลำพูนเกือบร้อยเปอร์เซนต์ ราว 80 ปีก่อนยังมีใครกล้าทอไหม เพราะเห็นว่าเป็นของชนชั้นสูง และต้องฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นบาป จึงนิยมทอแต่ผ้าฝ้าย

          จนกระทั่ง เจ้าหญิงส่วนบุญ เป็นบุคคลแรกที่นำวิชาการทอผ้ายกดอกที่รับมาจากเจ้าดารารัศมีมาเผยแพร่ต่อ ฝึกหัดให้แก่สตรีลำพูน จนเป็นที่รู้จักแพร่หลาย มีการตั้งโรงงานทอผ้าไหมยกดอกหลายแห่ง

          เมื่อมีเส้นทางรถไฟตัดอุโมงค์ขุนตานจากกรุงเทพฯ ถึงเชียงใหม่ ทำให้การคมนาคมขนส่งติดต่อสื่อสารถึงกันได้สะดวกและรวดเร็ว ปรากฏว่าชนชั้นสูงจากกรุงเทพฯ มีความต้องการผ้าไหมยกดอกจำนวนเพิ่มมากขึ้น จึงสั่งให้ชาวลำพูนทอส่ง โดยเฉพาะหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา คหบดี สามัญชนทั่วไปก็เริ่มรู้จักผ้ายกดอกแล้ว แต่เปลี่ยนจากผ้าไหมมาเป็นผ้าฝ้ายแทน ยุคนั้นว่ากันว่าในลำพูนเดินทุกๆ 2 เมตรจะเจอแต่โรงทอผ้า เห็นได้ว่าผ้าไหมยกดอกและผ้าฝ้ายยกดอกกลายเป็นที่ต้องการของคนทั่วไป ไม่จำเพาะในวงสังคมชั้นสูงและเจ้านายเท่านั้น

จากเจ้าหญิงส่วนบุญสู่เจ้าหญิงพงษ์แก้ว

          นอกเหนือไปจากโรงทอคุ้มเจ้าหญิงส่วนบุญ ซึ่งดำเนินกิจการโดยคุณหญิงเจ้าพงษ์แก้วแล้ว (เจ้าหญิงพงษ์แก้วเป็นสะใภ้ของเจ้าหญิงส่วนบุญ สกุลเดิมของเจ้าหญิงพงษ์แก้วคือ ณ เชียงใหม่ ท่านสมรสกับเจ้าพัฒนา ณ ลำพูน โอรสของเจ้าหญิงส่วนบุญกับเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์) ยังมีโรงทอผ้าเจ้าหญิงลำเจียก ณ ลำพูน (ธิดาของเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์กับเจ้าแม่ขานแก้ว ชายาองค์แรก) ทั้งสองแห่งนี้เป็นสถานฝึกหัดด้านฝีมือทอผ้าจากคุ้มหลวงลำพูนเพื่อส่งไปยังราชสำนักสยาม โดยโรงทอทั้งสองนี้มีส่วนส่งเสริมและพัฒนารูปแบบผ้าไหมยกดอกของลำพูนให้มีความหลากหลาย ด้วยการคิดค้นประดิษฐ์ลวดลายใหม่ๆ มีการแข่งขันคัดลายดั้นดอก ทำให้ศิลปหัตถกรรมผ้าไหมยกดอกของจังหวัดลำพูนเจริญก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ

          ยุคแรกยังมีโรงทอของคหบดีภาคเอกชน อาทิ โรงทอผ้าคุณย่าบัวผัน โนตานนท์ โรงทอผ้าป้าคำแหว้น โรงทอผ้าป้าทองคำ อินทพันธ์ โรงทอผ้าป้าบุญศรี บุณยเกียรติ ปัจจุบันดำเนินกิจการโดยลูกหลานและเปลี่ยนชื่อร้านเป็น “ปรีชาเกียรติไหมไทย” เป็นร้านที่มีชื่อเสียงในการออกแบบผ้าไหมยกดอกสวยงามเหมาะสมกับยุคสมัยและเป็นที่ต้องการของตลาดมาก

          มารดาของนายปรีชาเกียรติ บุญยเกียรติ ก็ได้ตั้งโรงงานผ้าผ่องพรรณทอผ้าไหมยกดอกอันลือชื่อของจังหวัดลำพูนด้วยเช่นกัน ทำให้นายปรีชาเกียรติเริ่มสนใจในศิลปะการทอผ้าไหมยกดอก และฝึกฝนศึกษาจนมีความรู้ความชำนาญในการคัดลอกลายได้เหมือนของเดิมที่สุด

คัดลายผ้าเก่าของสมเด็จพระพันวัสสา

          ยุคเจ้าหญิงส่วนบุญ และเจ้าหญิงลำเจียกเมื่อแรกเปิดโรงทอผ้าใหม่ๆ ยังได้ช่วยกันคัดลายผ้าโบราณของสมเด็จพระศรีสวรินทิรา พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ที่ทรงสะสมผ้าเก่าในราชสำนักสยามไว้อีกจำนวนมาก จนได้ลายราชวัติ ลายแววมยุรา ลายดอกแก้ว ลายเทพนม ลายพุ่มข้าวบิณฑ์ก้านแย่ง ลายใบโกศล ลายดอกพิกุล ลายตาข่าย หรือลายแก้วชิงดวง ฯลฯ พร้อมกับมีการเพิ่มเติมประดิษฐ์ลายพื้นเมืองขึ้นมาใหม่ เช่น ลายสร้อยสา ลายดอกเอื้อง ลายดอกเข็ม ลายเมล็ดข้าวโพด ฯลฯ

          ผ้าไหมยกดอกลำพูนค่อยๆ มีชื่อเสียงมากขึ้น โดยเฉพาะในเขตอำเภอเมืองและอำเภอป่าซาง ทำเสร็จก็ส่งไปขายที่เชียงใหม่ เคยได้รับรางวัลแต่งกายประจำชาติสวยงามที่สุด เมื่อคราวประกวดนางงามจักรวาล (เช่น ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก) โดยใช้ผ้าไหมยกดอกของลำพูนตัดเป็นชุดไทยขึ้นประกวดต่อเนื่องกันเป็นเวลา 20 ถึง 30 ปีบนเวทีโลก

สถาบันผ้าทอมือหริภุญชัย

          เดิมผ้าไหมยกดอกเป็นผ้ามีราคาแพง จึงเป็นที่แพร่หลายเฉพาะในวงสังคมชั้นสูงหรือราชสำนักเท่านั้น และต่อมาใช้เป็นผ้าตัดชุดราตรีในเวทีประกวดนางสาวไทย Miss Universe, Miss Asia Pacific หลายเวที

          แต่ปัจจุบันผ้าไหมยกดอกลำพูนได้รับการอุปถัมภ์จาก คุณเจ้าดารารัตน์ ณ ลำพูน ทายาทของเจ้าหญิงส่วนบุญ ณ ลำพูน โดยบริจาคที่ดินและทรัพย์สินในการก่อตั้ง “สถาบันผ้าทอมือหริภุญชัย” ขึ้นที่บริเวณริมแม่น้ำกวง ตำบลต้นธง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน

          จากนั้นมอบให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูนเป็นหน่วยงานรับผิดชอบดูแล สถาบันนี้มีหน้าที่รวบรวมองค์ความรู้ทางด้านผ้าทอในล้านนาทุกประเภท มีการฟื้นฟูลวดลายโบราณ จัดสร้างพิพิธภัณฑ์ห้องจัดแสดงเครื่องแต่งกายของเจ้านายฝ่ายเหนือ มีห้องบรรยายสรุปความเป็นมาของผ้าไหมยกดอกลำพูน มีร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึก มีโรงทอสำหรับสาธิตให้ผู้สนใจเข้าชม พร้อมกับแปลงปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ที่มีการรับรองสิทธิบัตรจากสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญา

ได้รางวัลสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

          กระทั่งปีพุทธศักราช 2551 “ผ้าไหมยกดอกลำพูน” ได้รับการประกาศให้เป็นผลิตภัณฑ์ประเภทสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของโลก (GI หรือ Geographical Indicator) จากองค์กรยูเนสโก หมายความว่าเป็นงานหัตถศิลป์ที่มีการผลิตโดยภูมิปัญญาของชาวลำพูน ใช้วัสดุทั้งหมดที่ทำขึ้นจากท้องถิ่นลำพูน และมีการกระจายรายได้ให้แก่คนลำพูน ผ้าไหมยกดอกยังคงได้รับความนิยมอยู่เสมอ เพราะเป็นผ้าที่เหมาะแก่การสวมใส่ในราชพิธีต่างๆ และงานเนื่องในโอกาสพิเศษที่แสดงออกถึงเอกลักษณ์ของความเป็นไทย

          เดิมนั้น ชาวลำพูนต้องสั่งซื้อเส้นไหมจากเพชรบูรณ์ จากจีน และเวียดนามในลักษณะนำเข้าวัตถุดิบ ตามที่ได้กล่าวแล้วว่าคนยองลำพูนส่วนใหญ่ไม่กล้าฆ่าตัวไหม ในที่สุดก็เริ่มจ้างคนกะเหรี่ยงที่อำเภอทุ่งหัวช้าง จังหวัดลำพูนทำหน้าที่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแทน แล้วส่งเส้นไหมลงมาที่ราบให้ชาวยองดำเนินการทอต่อ เส้นไหมเหล่านี้ยุคแรกๆ ก็มีคุณภาพที่ไม่ค่อยดีนัก ต่อมาได้รับการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพจนได้มาตรฐานทัดเทียมกับเส้นไหมจากแหล่งอื่นๆ จนที่สถาบันผ้าทอหริภุญชัย มีการสาธิตปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้ชมอยู่ที่แปลงด้านข้างอาคารสำนักงาน

          การจะได้รางวัลสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ได้นั้น สินค้าต้องผลิตเองทั้งหมดทุกขั้นตอนในพื้นที่นั้นๆ คือทั้งต้นน้ำ (วัสดุ) กลางน้ำ (วิธีการคัดลาย วิธีการทอ) และปลายน้ำ (ศูนย์จำหน่าย)

          เราจะเห็นได้ว่าความภาคภูมิใจของชาวลำพูนในวันนี้ เกิดจากหมุดหมายแรกที่สำคัญ เริ่มมาจากความสนพระทัยในการสนับสนุนในด้านผ้าทอพื้นบ้านล้านนา โดยพระราชชายาฯ เจ้าดารารัศมี แม้จะรับเทคนิคจากภายนอกคือสยามและนครศรีธรรมราชก็ตาม แต่พระองค์ได้นำมาพัฒนาปรับปรุงใหม่จนกลายเป็นอัตลักษณ์ของชาวลำพูน เริ่มแพร่หลายในวงสตรีระดับสูง จากนั้นก็ส่งต่อเป็นภูมิปัญญาสู่ชาวบ้านทั่วไป จนในที่สุดผ้าทอยกดอกลำพูนกลายเป็นหัตถกรรมชิ้นเอกของโลกจวบจนถึงปัจจุบันนี้

บทกวี “แม่” : วิลักษณ์ ศรีป่าซาง

ทบผ้า ผ้าพับแล้ว          กรุ่นกลิ่นแก้วเก็ดถะหวา

สายหยุด สะบันงา                   มาอบร่ำ มาอำรุง

ลูบผ้า แม่เลือกผ้า                   แม่เตรียมดา เพื่อวันพรุ่ง

หอมหอมถนอมปรุง                 ร่วมงานปอยแม่คอยรอ

ทอ จก เกาะ เกี่ยว ล้วง             ลือลาย

ร้อย ปัก ถัก ขิด หมาย              มัดย้อม

สอดเชิงสอดเส้นสาย                ฝ้ายสอด งามเนอ

ยกดอก หม้อนไหมพร้อม            เคิบพลิ้วพราวแพร

แม่แจ่ม ละกอน หาดเสี้ยว จอมทอง

ดอยเต่า น่าน เมืองลอง             ลัวะ ลื้อ

หาดบ้าย เขตเชียงของ              น้ำปาด งามเนอ

หนองเงือก ฝากหอมหื้อ             บ้านยู้เมืองยวน

ทบผ้า แม่เลือกผ้า                   แม่จัดผ้าเป็นส่วนส่วน

ปอยหลวงมีขบวน                   จะมีแม่อยู่แท้เทียว