พระนางจิรประภามหาเทวี เทพแห่งความรัก @วัดโลกโมฬี

0
1911

วัดโลกโมฬี สร้างขึ้นในสมัยใดไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัด แต่ปรากฏชื่อเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ.1910 สมัยพระเจ้ากือนาธรรมมิกราช กษัตริย์ล้านนาองค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์มังราย ทรงโปรดอาราธนาให้คณะของพระอุทุมพรบุปผมหาสวามีเจ้า เมืองเมาะตะมะ จำนวน 10 รูป มาสืบทอดพระพุทธศาสนาในดินแดนล้านนา ซึ่งคณะสงฆ์เหล่านั้นได้จำพรรษาที่วัดโลกโมฬี อันเป็นสถานที่ใช้ในการต้อนรับพระราชอาคันตุกะจากต่างเมือง

คอหนังที่เคยได้ชมภาพยนตร์เรื่องสุริโยไท ซึ่งเข้าฉายไปเมื่อหลายปีก่อน เป็นภาพยนตร์ชื่อดังที่ทำรายได้มหาศาล ใช้ทุนสร้างถึง 400 ล้านบาท ใช้เวลาในการสร้างและเขียนบทนานกว่า 7 ปี นับเป็นมหากาพย์ของเมืองไทยที่มีคนกล่าวขานกันมากที่สุด กำกับการแสดงโดย หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล จนทำให้คนในวงการภาพยนตร์ยกย่องว่าสุริโยไท เป็นประวัติการณ์เกือบทุกด้านของวงการภาพยนตร์ไทย

ใครที่ได้ชมคงจะเห็นฉากหนึ่งในภาพยนตร์ ที่ใช้วัดโลกโมฬี เป็นฉากถ่ายทำเป็นฉากที่พระไชยราชาธิราช เสด็จนำทัพจากอยุธยาไปรบกับแคว้นล้านนา ตรงกับรัชสมัยของ “พระนางจิรประภามหาเทวี” (ซึ่งนำแสดงโดยเพ็ญพักตร์ ศิริกุล) เมื่อประมาณปี พ.ศ.2088 และนั่นดูเหมือนว่าวัดโลกโมฬี จะเป็นที่รู้ของคนทั่วไปมากยิ่งขึ้น

ย้อนไปในปีพ.ศ.2070 พญาแก้ว ได้โปรดให้สร้างพระมหาเจดีย์และพระวิหารหลวง ต่อมาในปีพ.ศ. 2088 ได้มีการบรรจุพระอัฐิของพระเมืองเกษเกล้า ทางด้านกำแพงทิศเหนือของพระอาราม ซึ่งเป็นพระอารามหลวงประจำพระองค์ จากนั้นเสนาอำมาตย์จึงได้ทูลเชิญพระนางจิรประภามหาเทวี ขึ้นครองราชในปี พ.ศ. 2088 – 2089 อันเป็นช่วงเวลาที่เหล่าขุนนางเรืองอำนาจทำให้เมืองเชียงใหม่อ่อนแอ เป็นเหตุให้สมเด็จพระไชยราชาธิราช กษัตรย์อยุธยายกทัพมาตีเมืองเชียงใหม่ แต่ด้วยพระปรีชาสามารถของพระนางจิรประภามหาเทวี ซึ่งมีความรักและความเป็นห่วงไพร่ฟ้าประชาชนของพระองค์ จึงทรงรักษาเอกราชของบ้านเมืองไว้ได้ โดยไม่เกิดความสูญเสียใดๆ แม้แต่น้อย พร้อมกับทูลเชิญพระไชยราชาธิราชเสด็จมาทำบุญที่วัดโลกโมฬี และยังพระราชทานทรัพย์สร้างกู่พระเมืองเกษเกล้าให้สมพระราชเกียรติ ด้วยเหตุนี้พระนางจิรประภามหาเทวี จึงได้รับการยกย่องให้เป็น “เทพเจ้าแห่งความรัก” ตั้งแต่สมัยนั้นเป็นต้นมา

ในรัชสมัยของพระนางวิสุทธิราชเทวี กษัตรย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์มังราย ได้ทรงทำนุบำรุงในพระศาสนา อีกทั้งทรงเลื่อมใสในสมเด็จพระสังฆราชโลกโมฬีเจ้า จวบจนพระนางเสด็จทิวงคต ในปี พ.ศ.2121 ได้มีการถวายพระเพลิงพระนางวิสุทธิราชเทวีและบรรจุพระอัฐิไว้ภายในบริเวณพระอารามหลวงโลกโมฬี

หลังจากนั้นมาเมืองเชียงใหม่จึงตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าอยู่นานกว่า 200 ปี วัดวาอารามต่างๆ ถูกเผาทำลาย แต่วัดโลกโมฬีไม่ได้ถูกเผาทำลายเนื่องจากเป็นวัดสำคัญในราชสำนักมาโดยตลอด เป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชโลกโมฬีเจ้า แม้ในสมัยของพระเจ้าสุทโธธรรมราชา พ.ศ.2182 ได้ทรงมีพระราชศรัทธาถวายทานอันยิ่งใหญ่ในเดือนยี่เป็งของทุกปีกับสมเด็จพระสังฆราชโลกโมฬีเจ้า ซึ่งถือเป็นประเพณีปฏิบัติที่สำคัญในช่วงเวลานั้น

กระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 วัดโลกโมฬี ถูกทิ้งให้ร้าง จนถึงปี พ.ศ.2502 กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนวัดโลกโมฬีเป็นโบราณสถานของชาติกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 วัดโลกโมฬี ถูกทิ้งให้ร้าง จนถึงปี พ.ศ.2502 กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนวัดโลกโมฬีเป็นโบราณสถานของชาติ

ปี พ.ศ.2544 คณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่มีมติให้พระญาณสมโพธิ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร (พระธรรมเสนาบดี รองเจ้าคณะภาค 7 ในปัจจุบัน) เป็นประธานในการก่อสร้างและฟื้นฟูวัดโลกโมฬีให้เป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษา เห็นชอบให้พระครูไพบูลเจติยานุรักษ์ ดร. ซึ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกมาจากประเทศอินเดีย เป็นประธานสงฆ์ ทำหน้าที่ดูแลรักษาวัดตลอดมา มีการเททองหล่อพระพุทธสันติจิรบรมโลกนาถ และทั้งวางศิลาฤกษ์พระวิหาร พร้อมทั้งมีการพัฒนาวัดในทุกๆ ด้านจนเจริญก้าวหน้าเป็นอย่างมากถึงขนาดถูกยกย่องให้เป็นวัดที่มีชื่อเสียงติด 1 ใน 10 ของวัดในภาคเหนือที่จะต้องมีผู้กล่าวถึง และอยากมาเที่ยวชมที่สุดในปัจจุบันนี้

ในปี พ.ศ.2545 ได้มีการเททองหล่อรูปเหมือนพระนางจิรประภามหาเทวี และได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่เศียรพระประธานในวิหารวัดโลกโมฬี

พระครูไพบูลเจติยานุรักษ์ ดร. ประธานสงฆ์วัดโลกโมฬี เปิดเผยว่า ด้วยเหตุที่ พระนางจิรประภามหาเทวี ได้ถูกยกให้เป็นเทพเจ้าแห่งความรักนั้นจวบจนปัจจุบันนี้ มีวัยรุ่นคนหนุ่มสาว นักเรียนนักศึกษา นักธุรกิจ ศรัทธาประชาชน นักท่องเที่ยวทั่วไป นิยมมากราบไหว้สักการะบูชารูปเหมือนของพระนางฯ ที่วัดโลกโมฬี กันอย่างไม่ขาดสาย บ้างก็มาบนบานขอให้สำเร็จสมหวังในเรื่องความรัก การเรียน หน้าที่การงาน ขอโชคลาภ รวมไปถึงเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจต่างๆ ก็พบว่าประสบความสำเร็จสมหวังกันไปแล้วหลายราย และเชื่อกันว่าพระนางมีความเมตตาและศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก สำหรับการแก้บนก็นิยมจะมาทำบุญที่วัด นำผลไม้ หรือไข่ต้มมาแก้บนกันเป็นส่วนใหญ่
สำหรับผู้สนใจเรื่องราวในประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงใหม่และต้องการเข้าไปสัมผัสกลิ่นอายแห่งพุทธศาสนา ก็เชิญได้ที่วัดโลกโมฬี ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองเชียงใหม่ทิศเหนือ ถนนมณีนพรัตน์ ใกล้กับแจ่งหัวริน